YouTube ประกาศเตรียมเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ต้อนรับปี 2027

Share on Line Share on Facebook Share on X
YouTube ประกาศเตรียมเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ต้อนรับปี 2027

ในงาน Made On YouTube 2026 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2026 ที่ผ่านมา YouTube ได้เปิดตัวเครื่องมือและฟีเจอร์จำนวนมาก ครอบคลุมทั้ง AI, Shorts, Live, การรับชมผ่านทีวี, YouTube Shopping, Brand Partnership และ YouTube Music

สรุปข่าว

ในงาน Made On YouTube 2026 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2026 ที่ผ่านมา YouTube ได้เปิดตัวเครื่องมือและฟีเจอร์จำนวนมาก ครอบคลุมทั้ง AI, Shorts, Live, การรับชมผ่านทีวี, YouTube Shopping, Brand Partnership และ YouTube Music

ในงาน Made On YouTube 2026 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2026 ที่ผ่านมา YouTube ได้เปิดตัวเครื่องมือและฟีเจอร์จำนวนมาก ครอบคลุมทั้ง AI, Shorts, Live, การรับชมผ่านทีวี, YouTube Shopping, Brand Partnership และ YouTube Music

YouTube ใช้ AI ตั้งแต่การสร้างวิดีโอไปจนถึงการบริหารช่อง

หนึ่งในสิ่งที่ YouTube ตั้งเป้าไว้ คือการนำ AI เข้ามาอยู่ในกระบวนการทำงานของ Creator ตั้งแต่เริ่มต้นไอเดียไปจนถึงการเผยแพร่และวิเคราะห์ผลลัพธ์ โดย YouTube ได้เปิดตัวเครื่องมือ Conversational Editing ที่จะทำให้ Creator สามารถใช้คำสั่งภาษาธรรมชาติช่วยในการตัดต่อคลิปวิดีโอ โดยตัวระบบสามารถช่วยตัดช่วงเงียบ ปรับจังหวะของวิดีโอ เรียงลำดับเนื้อหา และสร้างร่างการตัดต่อเบื้องต้น ก่อนที่ Creator จะเข้าไปปรับแต่งรายละเอียดด้วยตัวเองต่อไป

ไอเดียดังกล่าวถูกนำมาใช้ทั้งกับ Shorts และแอป YouTube Create ขณะที่ YouTube Studio ก็ถูกพัฒนาให้ทำหน้าที่มากกว่าเครื่องมือสำหรับดูสถิติ โดยจะช่วย Creator ตั้งแต่การให้คำแนะนำเกี่ยวกับวิดีโอ การสร้าง Thumbnail ไปจนถึงการทดลองวิดีโอหลายเวอร์ชันผ่าน Video A/B Testing เพื่อดูว่ารูปแบบใดสามารถรักษาความสนใจของผู้ชมได้ดีกว่า

นอกจากนี้ YouTube ยังให้ความสำคัญกับการปกป้องตัวตนของ Creator ในยุค AI โดยเตรียมขยายระบบตรวจจับใบหน้าและเสียงพูดเพื่อช่วยให้ Creator ตรวจสอบการนำตัวตนของตัวเองไปใช้กับเนื้อหาที่สร้างด้วย AI ได้ง่ายขึ้น

Shorts กำลังเปลี่ยนจากคลิปสั้นเป็นซีรีส์แบบเป็นตอน

การเติบโตของ Shorts กำลังทำให้ YouTube มองวิดีโอสั้นในรูปแบบใหม่ โดยหนึ่งในฟีเจอร์สำคัญคือ Shorts Series ซึ่งเปิดโอกาสให้ Creator จัด Shorts หลายคลิปเป็น Season และ Episode ได้ ระบบใหม่นี้มาพร้อมกับ Custom Thumbnail และ Sequential Playback ทำให้ผู้ชมสามารถดูเนื้อหาหลายตอนต่อเนื่องกันได้ง่ายขึ้น และฟีเจอร์ Shorts Series กำลังทยอยเปิดให้ใช้งานบน Web, Mobile และ TV

การเปลี่ยนแปลงนี้มีความสัมพันธ์กับการเติบโตของละครสั้นแนวตั้ง ซึ่งเป็นคอนเทนต์เล่าเรื่องสั้นแบบหลายตอน YouTube ระบุว่าในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 ละครสั้นแนวตั้งบนแพลตฟอร์มมียอดรับชมมากกว่า 6.5 พันล้านครั้ง ขณะที่ Watch Time เพิ่มขึ้นมากกว่า 50% เมื่อเทียบกับปีก่อน และแม้ละครสั้นแนวตั้งจะเริ่มต้นจากการเป็นคอนเทนต์ที่เหมาะกับหน้าจอมือถือ แต่ยอดรับชมผ่านทีวีเพิ่มขึ้นมากกว่า 90% เมื่อเทียบกับปีก่อน

YouTube ให้ความสำคัญกับการรับชมบนทีวีมากขึ้น

อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจคือการผลักดัน YouTube บนหน้าจอทีวี โดย YouTube ระบุว่ามากกว่าครึ่งหนึ่งของ Creator 100 อันดับแรก มีทีวีเป็น Interface ที่มีการรับชมมากที่สุด ด้วยเหตุนี้ Shorts Series จึงไม่ได้ถูกออกแบบมาเฉพาะสำหรับมือถือ แต่รองรับการรับชมบนทีวีด้วย ขณะเดียวกันผู้ชมจะสามารถเข้าร่วมการสนทนาผ่านหน้าจอทีวีโดยใช้เสียงเพื่อโพสต์ความคิดเห็นได้ โดยไม่จำเป็นต้องหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา

YouTube ยังเตรียมนำ Posts มาสู่ทีวีในช่วงต่อไป จากเดิมที่ Posts เป็นเครื่องมือสำหรับสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง Creator กับ Community บน Web และ Mobile โดยบริษัทระบุว่ามีผู้ใช้มากกว่า 300 ล้านคนที่มีส่วนร่วมกับ Posts ในแต่ละวัน

YouTube Live กำลังเปลี่ยนให้การรับชมเป็นกิจกรรมร่วมกัน

YouTube Live ก็ได้รับการปรับปรุงครั้งใหญ่ โดย YouTube ระบุว่าในเดือนสิงหาคม 2026 มีผู้ชมที่ล็อกอินมากกว่า 600 ล้านคนรับชมคอนเทนต์ Live ซึ่งรวมถึงการรับชม Live ที่ถูกบันทึกไว้ในแต่ละวันโดยเฉลี่ย

หนึ่งในฟีเจอร์ใหม่คือการขยาย Watch With ให้รองรับการ Reaction กับวิดีโอ Long-form ที่เข้าเกณฑ์บน YouTube จากเดิมที่เริ่มต้นกับคอนเทนต์ Live บางประเภท เมื่อ Creator เปิด Reaction ผู้ชมสามารถรับชมวิดีโอต้นฉบับควบคู่กับปฏิกิริยาของ Creator ได้ ขณะที่ Creator ต้นฉบับยังสามารถควบคุมได้ว่าวิดีโอใดอนุญาตให้มีการ Reaction

YouTube ยังเตรียมขยาย Go Live Together ด้วยระบบจับคู่ Creator ที่กำลัง Live อยู่ โดยในช่วงต้นปี 2027 Creator จะสามารถเลือก Creator ที่กำลังถ่ายทอดสดอยู่ หรือใช้ระบบ Matchmaking เพื่อให้ YouTube ช่วยจับคู่กับ Creator ที่มีความใกล้เคียงกันได้ อีกฟีเจอร์ที่เตรียมเปิดตัวคือ Live Showdown ซึ่งเปลี่ยนการสนับสนุน Creator ผ่าน Chat, Gifts และ Super Chat ให้กลายเป็นการแข่งขันแบบ Head-to-Head โดยคะแนนจะปรากฏบนหน้าจอแบบเรียลไทม์ ฟีเจอร์นี้มีกำหนดเปิดตัวในปี 2027

Live Auto Dubbing เตรียมลดกำแพงด้านภาษา

YouTube ยังมองเห็นโอกาสของ Live ในการเข้าถึงผู้ชมทั่วโลก โดยระบุว่ามากกว่า 40% ของ Watch Time จาก Live มาจากผู้ชมที่อยู่นอกประเทศบ้านเกิดของ Creator ปัญหาสำคัญคือภาษา YouTube จึงเตรียมทดลอง Live Auto Dubbing ในช่วงต้นปี 2027 ซึ่งจะสามารถแปลเสียงพูดของ Creator แบบเรียลไทม์ และเปิดให้ผู้ชมฟังในภาษาที่ต้องการได้

ฟีเจอร์ดังกล่าวเป็นส่วนต่อยอดจากระบบ Auto Dubbing สำหรับวิดีโอทั่วไป ซึ่ง YouTube กำลังขยายการรองรับภาษา เพื่อให้ Creator สามารถเข้าถึงผู้ชมในต่างประเทศได้โดยไม่จำเป็นต้องสร้างคอนเทนต์แยกสำหรับทุกภาษา หากระบบสามารถทำงานแบบเรียลไทม์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ Live Auto Dubbing จะทำให้คอนเทนต์ประเภท Live มีโอกาสก้าวข้ามข้อจำกัดด้านภาษาได้มากขึ้น โดยเฉพาะ Creator ที่มีผู้ชมกระจายอยู่หลายประเทศ

Creator Economy เชื่อมต่อกับ Brand Partnership และ YouTube Shopping

YouTube กำลังพัฒนา Creator Partnerships ซึ่งช่วยให้แบรนด์และเอเจนซีค้นหา Creator และทำงานร่วมกันได้ง่ายขึ้น ปัจจุบันระบบดังกล่าวเปิดให้ใช้งานใน 20 ประเทศ และ YouTube ระบุว่ากำลังลงทุนเงินหลายร้อยล้านดอลลาร์ใน Incentives สำหรับ Agency Partners เพื่อสนับสนุนการทำงานร่วมกันระหว่างแบรนด์กับ Creator

ขณะเดียวกัน Ask Studio กำลังถูกพัฒนาให้ช่วย Creator รับมือกับงานด้าน Brand Partnership ตั้งแต่การตอบ Brand Brief การสร้าง Pitch ไปจนถึงการปรับ Media Kit ให้เหมาะกับเป้าหมายของแต่ละแบรนด์ YouTube ยังทดลอง Dynamic Brand Segments ซึ่งช่วยให้สามารถนำช่วงโฆษณาหรือเนื้อหาจากแบรนด์ไปแทรกในวิดีโอ Long-form หลายรายการพร้อมกัน รวมถึงกำหนดกลุ่มผู้ชมตามภูมิภาคได้

YouTube Shopping เปลี่ยนคอนเทนต์แนะนำสินค้าให้กลายเป็นรายได้

YouTube Shopping เป็นอีกส่วนที่เติบโตอย่างชัดเจน โดย Creator สามารถติดแท็กสินค้าในวิดีโอ Shorts และ Live และรับค่าคอมมิชชันเมื่อเกิดการซื้อผ่านระบบ Affiliate

YouTube ระบุว่าปัจจุบันมี Creator มากกว่า 1.3 ล้านรายเข้าร่วม YouTube Shopping Affiliate Program และ GMV จากระบบเติบโตประมาณ 13 เท่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ขณะที่ข้อมูลจากการศึกษาของ YouTube ระบุว่า Product Tags สามารถสร้าง Click ได้มากกว่าการใส่ลิงก์ไว้ใน Description มากกว่า 2 เท่า

บริษัทมีแผนขยาย Affiliate Program ไปยัง 35 ประเทศภายในสิ้นปี 2026 พร้อมเพิ่มพันธมิตรด้าน Commerce และขยายการรองรับ Amazon ไปยังประเทศอื่น นอกจากนี้ Product Tags ยังสามารถแสดงข้อเสนอที่ปรับตามประเทศของผู้ชม ทำให้ Creator ที่มี Audience ต่างประเทศสามารถสร้างรายได้จากผู้ชมในหลายตลาดได้ง่ายขึ้น YouTube ยังเตรียม Affiliate Campaign ซึ่งเปิดโอกาสให้แบรนด์หรือร้านค้ากำหนด Commission Rate หรือ Bonus พิเศษสำหรับ Creator ที่สร้างคอนเทนต์เกี่ยวกับสินค้าที่ต้องการโปรโมต

ผู้ชมเองก็ได้ระบบค้นหาคอนเทนต์แบบเฉพาะตัวมากขึ้น

การเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะฝั่ง Creator เพราะ YouTube กำลังปรับประสบการณ์สำหรับผู้ชมด้วยเช่นกัน หนึ่งในฟีเจอร์ใหม่คือ Custom Feeds ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ใช้สร้าง Feed ตามความสนใจของตัวเองผ่านคำสั่งภาษาธรรมชาติ เช่น การขอรายการ Podcast สำหรับการเดินทาง 30 นาที การค้นหาสารคดีสำหรับดูช่วงกลางคืน หรือการค้นหา Creator ใหม่ด้าน DIY จากนั้นผู้ใช้สามารถบันทึก Feed เหล่านี้ไว้บนหน้า Home และระบบจะอัปเดตคำแนะนำใหม่ ๆ ให้โดยอัตโนมัติ

แนวคิดนี้แตกต่างจากระบบ Recommendation แบบเดิมที่ YouTube เป็นฝ่ายคาดการณ์ว่าผู้ใช้น่าจะสนใจอะไร เพราะ Custom Feeds เปิดให้ผู้ชมกำหนดบริบทของการรับชมด้วยตัวเองมากขึ้น ขณะเดียวกัน Ask YouTube ก็กำลังพัฒนาให้การค้นหาคอนเทนต์เป็นลักษณะบทสนทนา ผู้ใช้สามารถถามคำถามและถามต่อเกี่ยวกับวิดีโอ สินค้า หรือหัวข้อที่สนใจ โดย AI จะช่วยเชื่อมโยงไปยังวิดีโอที่เกี่ยวข้อง

YouTube Music ใช้ AI ช่วยค้นหาเพลงและ Podcast

YouTube ยังนำ AI เข้ามาเปลี่ยนวิธีค้นพบเพลงและ Podcast ผ่าน YouTube Music โดย Ask Music ช่วยให้ผู้ใช้สามารถค้นหาเพลงตามอารมณ์ สถานการณ์ หรือความต้องการผ่านการสนทนา รวมถึงสำรวจศิลปินและเนื้อหาเพลงรูปแบบต่าง ๆ

ระบบทำงานกับคลังเพลงขนาดใหญ่ของ YouTube Music ซึ่งครอบคลุมทั้ง Studio Recording, Remix, Live Performance, Cover และ DJ Set ทำให้การค้นหาเพลงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ชื่อเพลงหรือชื่อศิลปินอีกต่อไป ด้าน Podcast YouTube Music กำลังเพิ่ม Podcast Lineup ซึ่งใช้ AI ช่วยสร้างคำแนะนำรายการ Podcast แบบเฉพาะบุคคล พร้อมอธิบายว่าทำไมรายการหรือ Episode นั้นจึงน่าสนใจ ก่อนนำผู้ใช้เข้าสู่เนื้อหาที่แนะนำ

ที่มาข้อมูล : YouTube

ที่มารูปภาพ : YouTube

แท็กบทความ