
ท่ามกลางความเงียบสงบในสวน หนอนผีเสื้อยาสูบ หรือหนอนหงอนยาสูบ (Tobacco Hornworm) กำลังเกาะกิ่งไม้และแทะเล็มใบไม้อย่างสบายใจ แต่เพียงชั่วครู่ต่อมา มันกลับหยุดนิ่งสนิท ราวกับรับรู้ถึงอันตรายที่กำลังใกล้เข้ามา
พฤติกรรมเอาตัวรอดจากผู้ล่าแบบนี้ ทำให้นักวิจัยเกิดความสงสัยว่า แม้หนอนผีเสื้อชนิดนี้จะไม่มีโครงสร้างที่ดูเหมือน "หู" เลยแม้แต่น้อย แต่พวกมันกลับรับรู้การมาของนักล่าได้อย่างอัศจรรย์ คำถามคือพวกมันรู้ได้อย่างไร ?
เพื่อหาคำตอบนี้ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยบิงแฮมตัน (Binghamton University) ในสหรัฐอเมริกา ร่วมกับนักชีววิทยาและวิศวกร จึงไ้ด้ทำการศึกษาหนอนผีเสื้อ เพื่อดูว่าสิ่งที่ควรจะเป็น “หู” ของมันคืออะไร
สรุปข่าว
ท่ามกลางความเงียบสงบในสวน หนอนผีเสื้อยาสูบ หรือหนอนหงอนยาสูบ (Tobacco Hornworm) กำลังเกาะกิ่งไม้และแทะเล็มใบไม้อย่างสบายใจ แต่เพียงชั่วครู่ต่อมา มันกลับหยุดนิ่งสนิท ราวกับรับรู้ถึงอันตรายที่กำลังใกล้เข้ามา
พฤติกรรมเอาตัวรอดจากผู้ล่าแบบนี้ ทำให้นักวิจัยเกิดความสงสัยว่า แม้หนอนผีเสื้อชนิดนี้จะไม่มีโครงสร้างที่ดูเหมือน "หู" เลยแม้แต่น้อย แต่พวกมันกลับรับรู้การมาของนักล่าได้อย่างอัศจรรย์ คำถามคือพวกมันรู้ได้อย่างไร ?
เพื่อหาคำตอบนี้ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยบิงแฮมตัน (Binghamton University) ในสหรัฐอเมริกา ร่วมกับนักชีววิทยาและวิศวกร จึงไ้ด้ทำการศึกษาหนอนผีเสื้อ เพื่อดูว่าสิ่งที่ควรจะเป็น “หู” ของมันคืออะไร
ตามหา "หู" ที่หายไปของหนอนผีเสื้อ
นักวิจัยระบุว่า โดยทั่วไป การได้ยินเสียงเกิดขึ้นได้ 2 รูปแบบ คือ รับรู้จาก ความดันคลื่นเสียง (Sound Pressure) และรับรู้จาก ความเร็วของอนุภาค (Particle Velocity) ที่เคลื่อนที่ตามคลื่นเสียง
สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและแมลงส่วนใหญ่ที่รับรู้ความดันเสียง จะมีอวัยวะเยื่อแก้วหู (Tympanal Organ) หรือถุงลมที่สั่นสะเทือนเมื่อเจอคลื่นเสียง แต่หนอนผีเสื้อกลับไม่มีเยื่อแก้วหูเหล่านี้ นักวิจัยจึงส่องกล้องจุลทรรศน์ตรวจดู และพบขนที่มีลักษณะเฉพาะกระจายอยู่ทั่วลำตัว
จากนั้นนักวิจัยได้นำมันไปทดสอบในห้องไร้เสียงสะท้อน (Anechoic Chamber) โดยตั้งข้อสังเกตว่า หนอนผีเสื้อยาสูบอาจใช้ขนขนาดเล็กที่มีความไวสูงบนลำตัวในการได้ยินเสียง
ทำไมต้องทดสอบในห้องไร้เสียงสะท้อน (Anechoic Chamber)?
เนื่องจากขนของหนอนผีเสื้อมีความไวต่อแรงสั่นสะเทือนสูงมาก การทดลองจึงต้องทำในสถานที่ที่เงียบสนิทอย่างห้องไร้เสียงสะท้อน (Anechoic Chamber) ซึ่งเป็นหนึ่งในสถานที่ที่เงียบที่สุดในโลก ตัวห้องถูกสร้างขึ้นเป็นพิเศษเพื่อกันเสียงรบกวนภายนอก โดยยึดด้วยสปริงเหล็กกล้าเพื่อตัดขาดจากแรงสั่นสะเทือนของพื้นดิน
ตลอดระยะเวลา 1 ปี ทีมวิจัยได้นำหนอนผีเสื้อไปวางบนแท่นทดลองภายในห้องนี้วันละหลายรอบ เพื่อทดสอบการตอบสนองต่อแรงสั่นสะเทือนในระดับความเข้มที่ต่างกัน โดยใช้เครื่องวัดความเร่ง (Accelerometer) ตรวจวัดคลื่นสั่นสะเทือนที่ส่งผ่านแท่นวาง
ผลปรากฏว่าหนอนผีเสื้อมีการตอบสนองตั้งแต่การสะดุ้ง สะบัดตัว ไปจนถึงการสั่นเกร็ง จนกระทั่งทีมวิจัยสามารถหาเกณฑ์ (Threshold) หรือระดับแรงสั่นสะเทือนต่ำสุดที่ทำให้หนอนผีเสื้อเริ่มแสดงอาการตอบสนองได้สำเร็จ
จากนั้น ทีมวิจัยได้เปลี่ยนแรงกระตุ้นจากแรงสั่นสะเทือนบนแท่น มาเป็นการใช้คลื่นเสียงในอากาศโดยตรง เพื่อพิสูจน์ว่าพวกมันได้ยินเสียงในอากาศ แยกต่างหากจากแรงสั่นสะเทือนของพื้นผิวหรือไม่
และผลการทดลองก็ชัดเจน โดยพบว่า หนอนผีเสื้อยังคงแสดงการตอบสนองต่อคลื่นเสียงในอากาศ แม้ระดับความเข้มของเสียงนั้นจะสร้างแรงสั่นสะเทือนที่แท่นวางต่ำกว่าเกณฑ์เดิมก็ตาม นั่นแปลว่าพวกมันกำลังได้ยินเสียงผ่านอากาศจริง ๆ
ทดสอบไปจนถึงการถอนขนหนอนผีเสื้อ
นอกจากนี้เพื่อให้ผลการทดสอบมีความชัดเจนขึ้น ทีมวิจัยจึงเริ่มทดลอง ถอนขน ของหนอนผีเสื้อออกภายใต้กล้องจุลทรรศน์ ทั้งแบบถอนทั้งหมด และถอนเฉพาะจุด แล้วนำไปทดสอบการรับฟังเสียงอีกครั้ง
ผลลัพธ์ที่ได้พบว่า ปฏิกิริยาการป้องกันตัวของหนอนผีเสื้อลดลงอย่างเห็นได้ชัดในความถี่เสียงต่าง ๆ ขึ้นอยู่กับว่าขนบริเวณใดถูกถอนออกไป สิ่งนี้ยืนยันว่า ขนจิ๋วบนตัวของมัน ทำหน้าที่ปรับรับความถี่เสียงที่แตกต่างกันออกไปนั่นเอง
จากขนหนอนผีเสื้อ สู่ไมโครโฟนเปลี่ยนโลก
การเข้าใจกลไกทางชีววิทยาอันซับซ้อนนี้ไม่เพียงแต่ช่วยไขปริศนาธรรมชาติ แต่ยังอาจนำไปสู่การออกแบบเทคโนโลยีไมโครโฟนรุ่นใหม่ที่มีราคาถูกและมีประสิทธิภาพสูงขึ้นด้วย
โดยไมโครโฟนทั่วไปในปัจจุบัน ใช้แผ่นไดอะแฟรมในการตรวจจับความดันเสียง แต่การเลียนแบบระบบขนรับเสียงของหนอนผีเสื้อ อาจจะช่วยให้เราสร้างไมโครโฟนที่วัด ความเร็วของอนุภาคอากาศ ควบคู่ไปกับความดันเสียงได้
ไมโครโฟนที่ตรวจจับความเร็วของอนุภาคได้ จะมีจุดเด่นคือ สามารถระบุทิศทางของแหล่งกำเนิดเสียงได้อย่างแม่นยำ ซึ่งหากนำเทคโนโลยีนี้ไปปรับใช้กับเครื่องช่วยฟัง ผู้ใช้งานจะไม่เพียงแค่ได้ยินเสียงที่ดังชัดเจนขึ้นเท่านั้น แต่จะสามารถรับรู้ได้ทันทีว่าเสียงนั้นมาจากทิศทางใด
ปัจจุบันงานวิจัยชิ้นนี้ยังอยู่ระหว่างการดำเนินการ และยังไม่ได้ตีพิมพ์ผลลัพธ์ในวารสารใด ๆ แต่นักวิจัยเชื่อว่าการค้นพบนี้ จะช่วยให้เราสามารถประกอบชิ้นส่วนปริศนาการได้ยินของหนอนผีเสื้อเข้าด้วยกัน และตรวจสอบว่าขนเหล่านี้เส้นใดที่ปรับให้รับความถี่เสียงที่แตกต่างกัน และอาจกลายเป็นประตูสู่ความหวังในการสร้างอุปกรณ์ช่วยฟังที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
- NATO ทดสอบเทคโนโลยีโดรน รับมือภัยคุกคามใหม่ในน่านน้ำยุโรป
- สยอง พบผู้ป่วยหนอนแมลงวันกินเนื้อคน รายแรกของปีในสหรัฐฯ
- รถบรรทุกไร้คนขับขนส่งแร่ทะลุ 1 ล้านตัน สร้างความเชื่อมั่นให้เทคโนโลยีอัตโนมัติ
- เปิดตัว Stripe แพลตฟอร์มโครงสร้างทางการเงินที่จะมาช่วยการเติบโตของธุรกิจออนไลน์ในประเทศไทย
- รู้จักดาวเทียมธีออส 2 เอ (THEOS 2A) ดาวเทียมสำรวจโลกฝีมือคนไทย
ที่มาข้อมูล : theconversation.com wired.com
ที่มารูปภาพ : unsplash.com
