กล้องเจมส์ เวบบ์ค้นพบ "น้ำ" บนดาวใกล้หลุมดำยักษ์ Sgr A*

Share on Line Share on Facebook Share on X
กล้องเจมส์ เวบบ์ค้นพบ "น้ำ" บนดาวใกล้หลุมดำยักษ์ Sgr A*

วันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา กลุ่มนักวิจัยเปิดเผยการค้นพบครั้งสำคัญที่อาจสั่นสะเทือนวงการดาราศาสตร์เกิดขึ้นเมื่อกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เวบบ์ (JWST) สามารถตรวจพบ "น้ำ" และฝุ่นคอสมิกโอบล้อมรอบดาวฤกษ์เก่าแก่ดวงหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับ Sagittarius A* หรือ Sgr A* หลุมดำมวลยิ่งยวดใจกลางกาแล็กซีทางช้างเผือกของเราอย่างน่าเหลือเชื่อ   

สรุปข่าว

กล้อง JWST ตรวจพบโมเลกุลน้ำและฝุ่นคอสมิกบนดาวฤกษ์เก่าแก่ IRS 3 ที่อยู่ใกล้หลุมดำมวลยิ่งยวด Sgr A* ใจกลางทางช้างเผือก การค้นพบนี้ชี้ว่าสสารต้นกำเนิดชีวิตสามารถเอาตัวรอดในสภาพแวดล้อมสุดขั้ว และทำหน้าที่เป็นศูนย์รีไซเคิลเพื่อก่อกำเนิดดาวดวงใหม่ได้

วันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา กลุ่มนักวิจัยเปิดเผยการค้นพบครั้งสำคัญที่อาจสั่นสะเทือนวงการดาราศาสตร์เกิดขึ้นเมื่อกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เวบบ์ (JWST) สามารถตรวจพบ "น้ำ" และฝุ่นคอสมิกโอบล้อมรอบดาวฤกษ์เก่าแก่ดวงหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับ Sagittarius A* หรือ Sgr A* หลุมดำมวลยิ่งยวดใจกลางกาแล็กซีทางช้างเผือกของเราอย่างน่าเหลือเชื่อ   

ทีมนักวิทยาศาสตร์นำโดย ฟลอเรียน ไพสเกอร์ (Florian Peißker) จากมหาวิทยาลัยโคโลญจน์ ประเทศเยอรมนี ได้ใช้เครื่องมือตรวจวัดรังสีอินฟราเรดช่วงคลื่นกลาง (MIRI) ของกล้องเจมส์ เวบบ์ เจาะลึกเข้าไปยังดาวฤกษ์ที่ชื่อว่า "IRS 3" ซึ่งเป็นดาวฤกษ์ยักษ์ที่มีอายุมากในระยะท้ายของวิวัฒนาการ โดยดาวฤกษ์ดวงนี้เป็นหนึ่งในวัตถุที่สว่างที่สุดในช่วงอินฟราเรดขนาดกลาง ณ ใจกลางทางช้างเผือก และตั้งอยู่ห่างจากหลุมดำมวลยิ่งยวด Sgr A* ซึ่งมีมวลเทียบเท่าดวงอาทิตย์ถึง 4 ล้านเท่า และระยะห่างเพียงแค่ 0.55 ปีแสงเท่านั้น

จากการวิเคราะห์แถบแสงสเปกตรัมของดาว IRS 3 ควบคู่ไปกับการจำลองระบบทางคอมพิวเตอร์ ทำให้นักดาราศาสตร์สามารถสร้างแผนภาพโครงสร้างชั้นฝุ่นซิลิเกตที่แผ่ออกไปกว้างไกลถึง 10,000 หน่วยดาราศาสตร์ (AU) ได้สำเร็จ 

โดยอุณหภูมิภายในชั้นฝุ่นนั้นมีความแตกต่างกันอย่างสุดขั้ว ตั้งแต่ร้อนจัดถึง 927 องศาเซลเซียสในบริเวณใกล้ผิวดาว ไปจนถึงเย็นยะเยือกติดลบ 173 องศาเซลเซียสในพื้นที่ขอบนอก และสิ่งที่สร้างความประหลาดใจที่สุดคือการตรวจพบสัญญาณของ "โมเลกุลน้ำ" ซ่อนอยู่ภายในเปลือกฝุ่นนี้เป็นครั้งแรกของดาวฤกษ์ดวงนี้

ดร. มาคาเรนา การ์เซีย มาริน (Macarena Garcia Marin) นักดาราศาสตร์จากองค์การอวกาศยุโรป (ESA) ร่วมอธิบายว่า "การค้นพบโมเลกุลน้ำในบริเวณที่ถูกแผ่รังสีเข้มข้นเช่นนี้ พิสูจน์ว่าโมเลกุลเหล่านี้มีความทนทานสูงมาก" 

ในขณะที่ ฟลอเรียน ไพสเกอร์ (Florian PeiBker) ระบุว่า "ฝุ่นและน้ำที่หลงเหลือจากการปลดปล่อยของดาวฤกษ์ที่กำลังหมดอายุขัยดวงนี้ จะทำหน้าที่เสมือนศูนย์รีไซเคิลสสารในจักรวาล ซึ่งสามารถกลับมาเป็นวัตถุดิบในการสร้างดาวฤกษ์และดาวเคราะห์รุ่นถัดไปได้ แม้จะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายที่สุดใจกลางกาแล็กซีก็ตาม"

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารระดับโลกอย่าง Astronomy & Astrophysics เมื่อวันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งชี้ให้เห็นว่า สภาพแวดล้อมอันโหดร้ายรอบหลุมดำอาจไม่ได้ทำลายล้างสสารต้นกำเนิดสิ่งมีชีวิตไปทั้งหมดอย่างที่นักวิทยาศาสตร์เคยคาดการณ์ไว้ และอาจนำไปสู่การค้นพบใหม่ ๆ ในอนาคต 

ที่มาข้อมูล : NASA

ที่มารูปภาพ : NASA

แท็กบทความ

JamesWebb
BlackHoleMilkyWay
SpaceScience
Astronomy