ไรน์เมทัลเปิดตัว GMF 140 เรือฟริเกตยุคใหม่เจาะตลาดนาโต

Share on Line Share on Facebook Share on X
ไรน์เมทัลเปิดตัว GMF 140 เรือฟริเกตยุคใหม่เจาะตลาดนาโต

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคมที่ผ่านมา บริษัท ไรน์เมทัล (Rheinmetall) ผู้รับเหมาด้านความมั่นคงรายใหญ่ของเยอรมนี ได้ประกาศเปิดตัวเรือฟริเกตติดอาวุธนำวิถีรุ่นใหม่ในชื่อ GMF 140 ขนาดความยาว 140 เมตรอย่างเป็นทางการ การเปิดตัวครั้งนี้นับเป็นการก้าวเข้าสู่ลูกค้ากลุ่มใหม่ในตลาดต่อเรือรบของไรน์เมทัล ซึ่งเดิมทีเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะผู้ผลิตยานเกราะ ปืนใหญ่ ระบบป้องกันภัยทางอากาศ กระสุน ตลอดจนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และยุทโธปกรณ์ทางทะเล 

สรุปข่าว

ไรน์เมทัลสร้างแรงสั่นสะเทือนในวงการความมั่นคงทางทะเลด้วยการเปิดตัวเรือฟริเกต GMF 140 ที่ผสานดีไซน์ล่องหนเข้ากับระบบรบมาตรฐานสหรัฐฯ ตัวเรือออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์สงครามยุคใหม่ที่ต้องการอานุภาพการทำลายล้างระดับเรือพิฆาตในขนาดที่คล่องตัว เพื่อเจาะตลาดกลุ่มนาโตโดยเฉพาะ

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคมที่ผ่านมา บริษัท ไรน์เมทัล (Rheinmetall) ผู้รับเหมาด้านความมั่นคงรายใหญ่ของเยอรมนี ได้ประกาศเปิดตัวเรือฟริเกตติดอาวุธนำวิถีรุ่นใหม่ในชื่อ GMF 140 ขนาดความยาว 140 เมตรอย่างเป็นทางการ การเปิดตัวครั้งนี้นับเป็นการก้าวเข้าสู่ลูกค้ากลุ่มใหม่ในตลาดต่อเรือรบของไรน์เมทัล ซึ่งเดิมทีเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะผู้ผลิตยานเกราะ ปืนใหญ่ ระบบป้องกันภัยทางอากาศ กระสุน ตลอดจนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และยุทโธปกรณ์ทางทะเล 

การพัฒนาเรือฟริเกตขนาดระวางขับน้ำ 6,000 ตัน ลำนี้ มีเป้าหมายเพื่อตอบสนองความต้องการของกองทัพเรือกลุ่มประเทศพันธมิตรนาโต (NATO) และพันธมิตรอื่น ๆ ที่ต้องการเรือรบผิวน้ำเจเนอเรชันใหม่ที่มีขีดความสามารถสูง ทำงานร่วมกันได้ดี และมีราคาที่สมเหตุสมผล โดยทางไรน์เมทัลวางแผนเจาะตลาดส่งออกและเตรียมเสนอแบบเรือนี้ในโครงการจัดซื้อจัดจ้างของภูมิภาคอเมริกาเหนือเป็นอันดับแรก

การออกแบบและลักษณะของตัวเรือ

เรือฟริเกต GMF 140 ได้รับการออกแบบขึ้นมาใหม่ตั้งแต่กระดูกงูเรือเพื่อเน้นความสามารถในการเอาตัวรอด มีความสามารถในการทำลายล้างสูง บูรณาการระบบดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ และใช้กำลังพลน้อยที่สุด โดยมีรายละเอียดต่าง ๆ ของเรือดังนี้

ตัวเรือมีความยาว 140 เมตร และมีระวางขับน้ำประมาณ 6,000 ตันขึ้นไป ซึ่งทำให้มันอยู่ตรงรอยต่อระหว่างเรือฟริเกตขนาดใหญ่และเรือทำลายล้าง (Destroyer) ขนาดเล็ก ระวางขับน้ำขนาดนี้ช่วยให้เรือมีพื้นที่และกำลังไฟฟ้าสำรองเพียงพอสำหรับการติดตั้งแผงเรดาร์ขนาดใหญ่ แต่ในขณะเดียวกันก็รองรับการติดตั้งระบบอาวุธพลังงานลำแสง (Directed-energy weapons) และระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ในอนาคตได้ด้วยเช่นกัน

ในด้านกำลังพลเรือใช้ลูกเรือหลักเพียง 90 นาย และสามารถรองรับกำลังพลเพิ่มเติมได้อีก 35 นายเมื่อมีภารกิจเฉพาะ

ในด้านการออกแบบ จุดเด่นทางกายภาพคือหัวเรือแบบตัดคลื่น ซึ่งคล้ายคลึงกับเรือฟริเกตชั้น FDI (Amiral Ronarc'h) ของฝรั่งเศส ที่มีลักษณะเป็นหัวเรือแบบคว่ำ (Inverted bow) พร้อมแนวเหลี่ยมข้างตัวเรือที่ทอดยาวตลอดแนวตัวเรือช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเดินเรือ

และจุดเด่นอีกอย่างของตัวเรือ คือ ได้รับการออกแบบให้มีระดับการสะท้อนเรดาร์ต่ำ (Low-signature hull) พร้อมระบบจัดการเสียงสะท้อนภายในตัวเรือ (Integrated acoustic management) เพื่อลดการตรวจจับจากข้าศึก

ระบบอาวุธและการป้องกันภัยทางอากาศ

เรือฟริเกตติดอาวุธนำวิถี GMF 140 ถูกสร้างขึ้นเพื่อทำภารกิจที่หลากหลายครอบคลุมการป้องกันภัยทางอากาศและการป้องกันภัยจากขีปนาวุธ (BMD) การปราบเรือดำน้ำ (ASW) และการโจมตีระยะไกล

แม้ว่าโครงสร้างเรือพัฒนาโดยเทคโนโลยีเยอรมนี แต่ระบบควบคุมการรบยังคงใช้มาตรฐานสหรัฐฯ เพื่อประสิทธิภาพในการรบร่วมกับพันธมิตร บูรณาการรอบระบบควบคุมการรบ AEGIS ร่วมกับตัวเลือกเรดาร์ป้องกันภัยทางอากาศของสหรัฐฯ เพิ่มขีดความสามารถในการตรวจจับ ติดตาม และยิงสกัดภัยคุกคามทางอากาศแบบดั้งเดิม อาวุธไฮเปอร์โซนิก และขีปนาวุธได้

นอกจากนี้ยังสามารถปรับแต่งไปใช้ระบบจัดการการรบ CMS330 พัฒนาโดยบริษัท ล็อกฮีด มาร์ติน (Lockheed Martin) ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมแบบเปิดที่สามารถเชื่อมต่อกับเซนเซอร์และระบบอาวุธของทั้งยุโรปและสหรัฐฯ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ระบบของอาวุธหนักของเรือ ติดตั้งท่อยิงแนวดิ่ง Mk 41 VLS จำนวน 64 เซลล์ ชนิด Strike-Length สำหรับบรรทุกขีปนาวุธหลากประเภท หากติดตั้งขีปนาวุธป้องกันภัยทางอากาศระยะใกล้ถึงปานกลางอย่าง ESSM (Evolved Sea Sparrow Missile) ซึ่งบรรจุแบบ 4 ลูกต่อ 1 ช่องยิง (Quad-pack) จะสามารถบรรทุกได้สูงสุดถึง 256 ลูก หรือสามารถจัดสรรผสมผสานกับขีปนาวุธโจมตีภาคพื้นดินระยะไกลอย่าง Tomahawk ของสหรัฐอเมริกา และขีปนาวุธตระกูล Standard Missiles เช่น SM-2

นอกจากอาวุธหลัก เรือยังติดตั้งระบบอาวุธรอง เช่น ปืนใหญ่เรือขนาด 5 นิ้ว หรือขนาด 127 มม.  ในภาพแนวคิดใช้ปืนมาตรฐานกองทัพเรือสหรัฐฯ รุ่น Mk 45 ะบบป้องกันภัยระยะประชิด (CIWS เช่น SeaRAM ติดตั้งทั้งส่วนหน้าและท้ายเรือ, ขีปนาวุธต่อต้านเรือรบ, ท่อยิงตอร์ปิโด, ระบบอาวุธเลเซอร์, และระบบโซนาร์ทั้งแบบติดตั้งใต้ท้องเรือและแบบลากจูง ด้านท้ายเรือ รองรับเฮลิคอปเตอร์ทางทะเลและระบบไร้คนขับ (Unmanned systems) ทั้งมาตรฐานสหรัฐฯ และยุโรป

เกิดเปิดตัวเรือฟริเกต GMF 140 ในครั้งนี้เกิดขึ้นขณะที่กองทัพเรือเยอรมนีเพิ่งยกเลิกโครงการเรือฟริเกต F126 ขนาด 11,000 ตัน และหันไปหาเรือขนาดเล็กที่มีความเสี่ยงต่ำกว่าอย่าง F128  พัฒนาจาก MEKO A-200 โดยทาง บริษัท ไรน์เมทัล (Rheinmetall) กลับเลือกแนวทางตรงกันข้าม โดยส่ง GMF 140 ที่อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีและความร่วมมือกับระบบพันธมิตรนาโต เพื่อลดความเสี่ยงด้านบูรณาการและนำเสนอขีดความสามารถระดับเรือทำลายล้างในคราบเรือฟริเกตแทน 

ที่มาข้อมูล : rheinmetall, The War Zone

ที่มารูปภาพ : rheinmetall, The War Zone

แท็กบทความ

Rheinmetall
GMF140
Frigate
Warship
NATO