“Factum Foundation” เปลี่ยน “โบราณวัตถุ” เปราะบาง เป็นโมเดลสุดล้ำหมุนดูได้ทุกมุม

Share on Line Share on Facebook Share on X
“Factum Foundation” เปลี่ยน “โบราณวัตถุ” เปราะบาง เป็นโมเดลสุดล้ำหมุนดูได้ทุกมุม

มูลนิธิแฟกตัม (Factum Foundation) องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรจากสเปน ที่อุทิศตนเพื่อการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม ได้เผยโฉมเทคโนโลยีการสแกน 3 มิติความละเอียดสูง และการถ่ายภาพดิจิทัล ที่ช่วยให้นักวิจัยสามารถสัมผัสและศึกษาโบราณวัตถุ รวมถึงสถานที่ประวัติศาสตร์ได้อย่างใกล้ชิดยิ่งกว่าที่เคย โดยไม่จำเป็นต้องแตะต้องของจริงแม้แต่น้อย

สรุปข่าว

มูลนิธิแฟกตัม (Factum Foundation) โดยศิลปินและนักเทคโนโลยี อดัม โลว์ ได้นำเสนอเทคโนโลยีการสแกน 3 มิติความละเอียดสูงและการถ่ายภาพดิจิทัลหลากหลายรูปแบบ (เช่น Lidar และ Photogrammetry) ที่สามารถบันทึกรายละเอียดพื้นผิว สีสัน และรูปทรงของมรดกทางวัฒนธรรมได้อย่างแม่นยำและไร้การสัมผัส ซึ่งช่วยให้เหล่านักวิชาการและบุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึง ตรวจสอบสภาพ และศึกษาโบราณวัตถุหรือสถานที่ประวัติศาสตร์ที่เข้าถึงยากได้อย่างเจาะลึกในรูปแบบดิจิทัล

มูลนิธิแฟกตัม (Factum Foundation) องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรจากสเปน ที่อุทิศตนเพื่อการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม ได้เผยโฉมเทคโนโลยีการสแกน 3 มิติความละเอียดสูง และการถ่ายภาพดิจิทัล ที่ช่วยให้นักวิจัยสามารถสัมผัสและศึกษาโบราณวัตถุ รวมถึงสถานที่ประวัติศาสตร์ได้อย่างใกล้ชิดยิ่งกว่าที่เคย โดยไม่จำเป็นต้องแตะต้องของจริงแม้แต่น้อย

นวัตกรรมเพื่อเก็บรายละเอียดมรดกวัฒนธรรม

เบื้องหลังนวัตกรรมนี้ เป็นของศิลปินและนักเทคโนโลยี อดัม โลว์ (Adam Lowe) ซึ่งได้นำเสนอนวัตกรรมการบันทึกรายละเอียดพื้นผิว สีสัน และรูปทรงของมรดกทางวัฒนธรรมอย่างประณีต เพื่อให้นักวิชาการและคนทั่วไปได้เข้าถึงงานในรูปแบบดิจิทัล สามารถหยิบจับวัตถุบนพื้นที่จำลอง หมุนดูได้ทุกซอกทุกมุม ซูมเข้า-ซูมออก หรือแม้กระทั่งควบคุมทิศทางแสงได้ด้วย

เทคโนโลยีที่ใช้ เป็นการผสานการทำงานทั้งการสแกน 3 มิติ, เซนเซอร์ไลดาร์ (Lidar) ที่ช่วยวัดระยะ, เทคนิคการคำนวณและประมวลผลเพื่อแปลงภาพถ่ายแบบ 2 มิติให้กลายเป็นโมเดล 3 มิติ (Photogrammetry), การบันทึกภาพถ่ายสามมิติจากแสงเงา (Photometric stereo), การถ่ายภาพมัลติสเปกตรัม และการประมวลภาพรวมความละเอียดสูง

ผลลัพธ์ที่ได้จะมีความแตกต่างจากการสร้างภาพถ่ายทั่วไป ตรงที่สามารถจับรายละเอียดความนูนต่ำของพื้นผิว เนื้อสัมผัส และสีสันได้อย่างแม่นยำ ข้อมูลที่ได้จึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับนักอนุรักษ์ ภัณฑารักษ์ และนักวิชาการ ในการนำไปศึกษา ตรวจสอบสภาพ และการวางแผนบูรณะ

เอื้อประโยชน์ให้นักวิจัยได้สัมผัส เปิดโอกาสการเรียนรู้

โดยผลงานล่าสุดของมูลนิธิ คือการบันทึกข้อมูลของ สุสานใต้ดินโบราณในเมืองเนเปิลส์ (Ipogeo dei Cristallini) และเพดานของสำนักวิชาเทววิทยา (Divinity School) ณ ห้องสมุดบอดเลียน (Bodleian Libraries) ในอ็อกซ์ฟอร์ด ด้วยการสร้างภาพฉายแนวตั้ง ที่ทำให้นักวิจัย หรือผู้ที่สนใจ สามารถตรวจดูรายละเอียดบนพื้นผิวประดับตกแต่งได้อย่างถี่ถ้วน

ข้อดีของนวัตกรรมนี้ คือการทลายข้อจำกัดในการเข้าถึงงานศิลปะที่ตามปกติแล้วเข้าถึงยาก นอกจากนี้ ข้อมูลที่ถูกบันทึกไว้อย่างถูกต้องและมีความละเอียดสูง ยังสามารถนำไปสร้างวัตถุจำลองเสมือนจริงที่ถอดแบบมาจากของจริงทุกจุด รวมถึงยังสามารถนำเศษซากที่เหลืออยู่ มาเข้าสู่กระบวนการบูรณะด้วยระบบดิจิทัล จนสามารถสร้างประติมากรรมจำลองใหม่ได้ด้วย

แม้ว่าการอนุรักษ์แบบดิจิทัลนี้ จะไม่สามารถทดแทนการปกป้องโบราณวัตถุและสถานที่จริงได้ แต่ผลงานที่เกิดขึ้น อาจกลายเป็นหมุดหมายอ้างอิงสำหรับอนาคต ที่ช่วยให้นักวิจัยสามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงของวัตถุตามกาลเวลา ทั้งยังเปิดโอกาสให้ผู้คนได้ศึกษา เรียนรู้ และจัดแสดงผลงานที่เปราะบางหรือเข้าถึงยาก โดยไม่สร้างความเสียหายเพิ่มเติมให้กับของจริง

ที่มาข้อมูล : reutersconnect.com santacole.com

ที่มารูปภาพ : REUTERS / Factum Foundation

แท็กบทความ