
Google อัปเดตการกรอกข้อมูลออนไลน์บนเว็บเบราว์เซอร์ Chrome ด้วยการขยายฟีเจอร์ Autofill ขั้นสูงมาลงให้กับระบบปฏิบัติการ iOS และ Android พร้อมเพิ่มการเชื่อมต่อกับ Google Wallet ให้สามารถนำข้อมูลสำคัญที่จัดเก็บไว้มาใช้กรอกแบบฟอร์มบนเว็บไซต์ได้โดยอัตโนมัติ ช่วยลดขั้นตอนการกรอกข้อมูลที่ซับซ้อนและเพิ่มความสะดวกในการใช้งานบนอุปกรณ์พกพา
สรุปข่าว
Google อัปเดตการกรอกข้อมูลออนไลน์บนเว็บเบราว์เซอร์ Chrome ด้วยการขยายฟีเจอร์ Autofill ขั้นสูงมาลงให้กับระบบปฏิบัติการ iOS และ Android พร้อมเพิ่มการเชื่อมต่อกับ Google Wallet ให้สามารถนำข้อมูลสำคัญที่จัดเก็บไว้มาใช้กรอกแบบฟอร์มบนเว็บไซต์ได้โดยอัตโนมัติ ช่วยลดขั้นตอนการกรอกข้อมูลที่ซับซ้อนและเพิ่มความสะดวกในการใช้งานบนอุปกรณ์พกพา
Chrome Autofill รองรับข้อมูลที่ซับซ้อนมากขึ้น
หนึ่งในความเปลี่ยนแปลงสำคัญของการอัปเดตครั้งนี้ คือ เว็บเบราว์เซอร์ Chrome สามารถกรอกข้อมูลที่มีความซับซ้อนสูงได้อัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็นรายละเอียดเที่ยวบิน หมายเลขทะเบียนรถยนต์ หมายเลข VIN ของรถ หรือข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางระหว่างประเทศ
Google ระบุว่าฟีเจอร์ดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อลดเวลาที่ผู้ใช้ต้องเสียไปกับการกรอกแบบฟอร์มออนไลน์ซ้ำ ๆ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ต้องใช้ข้อมูลจำนวนมาก เช่น การเช็กอินเที่ยวบิน การจองรถเช่า การลงทะเบียนบริการเดินทาง การชำระค่าจอดรถ หรือการกรอกเอกสารออนไลน์ที่เกี่ยวข้องกับการเดินทาง
เมื่อเว็บไซต์รองรับการทำงานดังกล่าว เว็บเบราว์เซอร์ Chrome จะสามารถตรวจจับประเภทข้อมูลที่ต้องการและแนะนำข้อมูลที่ตรงกับแบบฟอร์มให้ผู้ใช้เลือกใช้งานได้ทันที
เชื่อมต่อ Google Wallet อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น
Google ยังได้เพิ่มการทำงานร่วมกันระหว่างเว็บเบราว์เซอร์ Chrome และแอปพลิเคชันกระเป๋าเงินดิจิทัล Google Wallet ทั้งบนสมาร์ตโฟนและบน PC โดยผู้ใช้สามารถนำข้อมูลที่เก็บไว้ใน Google Wallet มาใช้กรอกแบบฟอร์มต่าง ๆ ได้โดยอัตโนมัติ
ข้อมูลที่รองรับประกอบด้วยรายละเอียดใบขับขี่ ข้อมูลหนังสือเดินทาง หมายเลข Known Traveler Number สำหรับการเดินทางระหว่างประเทศ รวมถึงข้อมูลสำคัญอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเอกสารยืนยันตัวตน
หากผู้ใช้ยังไม่เคยบันทึกข้อมูลเหล่านี้ไว้ใน Google Wallet ระบบจะสามารถเสนอให้บันทึกข้อมูลดังกล่าวลงใน Wallet ได้ทันทีเมื่อมีการกรอกผ่าน Chrome เป็นครั้งแรก ทำให้สามารถนำกลับมาใช้งานได้สะดวกในอนาคต
Google ยืนยันว่าระบบจะไม่บันทึกหรือกรอกข้อมูลใด ๆ โดยอัตโนมัติหากไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ใช้ก่อนทุกครั้ง ข้อมูลสำคัญที่จัดเก็บอยู่ภายในระบบยังคงได้รับการเข้ารหัสเพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของผู้ใช้งาน
ผู้ใช้สามารถจัดการข้อมูลทั้งหมดได้ผ่านการตั้งค่า Google Wallet หรือเมนู “Autofill and passwords” ภายในเว็บเบราว์เซอร์ Chrome ขณะที่เอกสารส่วนตัวประเภทบัตรประจำตัวหรือเอกสารยืนยันตัวตนจะมีระบบควบคุมและการจัดการแยกเฉพาะ เพื่อให้ผู้ใช้สามารถกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงได้อย่างเหมาะสม
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา Google เดินหน้าขยายบทบาทของ Google Wallet อย่างต่อเนื่อง จากเดิมที่เน้นด้านการชำระเงินและบัตรสมาชิก สู่การรองรับบัตรโดยสาร ตั๋วงานอีเวนต์ เอกสารประจำตัวดิจิทัล และข้อมูลการเดินทางหลากหลายรูปแบบ
การนำ Autofill ขั้นสูงมาเชื่อมโยงกับ Google Wallet จึงเป็นอีกก้าวสำคัญที่ช่วยให้ข้อมูลเหล่านี้สามารถถูกนำไปใช้งานจริงบนเว็บไซต์ต่าง ๆ ได้อย่างราบรื่น ลดการพิมพ์ข้อมูลซ้ำซ้อน และช่วยลดโอกาสเกิดข้อผิดพลาดจากการกรอกข้อมูลด้วยตนเอง
- Alphabet หุ้นร่วงหนักสุดในรอบปี หลัง 2 บุคลากรระดับสูงประกาศลาออก
- แปลเสียงพูดให้ไหลลื่นและเป็นธรรมชาติด้วย Gemini 3.5 Live Translate
- Google ทุ่ม 3 หมื่นล้านบาทต่อเดือน เช่า AI SpaceX ก่อน IPO
- Dolby Atmos พลิกประสบการณ์เสียง สู่มิติใหม่แห่งความบันเทิงและการเล่นเกม
- ถอดรหัส “Google” กับสมรภูมิ “Search engine” เมื่อ AI ปฏิวัติการค้นหาของมนุษย์
