ผู้ป่วย “ALS” โชว์ความก้าวหน้า “ฝังชิปสมอง” กลับมาสื่อสาร-ทำงานได้สำเร็จ

Share on Line Share on Facebook Share on X
ผู้ป่วย “ALS” โชว์ความก้าวหน้า “ฝังชิปสมอง” กลับมาสื่อสาร-ทำงานได้สำเร็จ

ทีมแพทย์และวิศวกรระบบประสาทจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เดวิส (UC Davis) ประเทศสหรัฐอเมริกา โชว์ความสำเร็จของการผ่าตัดชิปสมองให้กับผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (ALS) และบำบัดต่อเนื่องมายาวนานเกือบ 3 ปี จนในที่สุดก็สามารถกลับมาพูด ท่องเว็บ และใช้อุปกรณ์ควบคุมช่วยทำงานได้อย่างอิสระ โดยไม่ต้องพึ่งพาทีมวิจัยตลอดเวลา 

สรุปข่าว

ทีมแพทย์และวิศวกรระบบประสาทจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เดวิส (UC Davis) ประสบความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ในการฝังชิปขั้วไฟฟ้า 4 แผงลงในสมองส่วนควบคุมการพูดของ เคซีย์ แฮร์เรล (Casey Harrell) ผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (ALS) วัย 48 ปี ซึ่งระบบจะจับสัญญาณสมองขณะพยายามออกเสียงแล้วแปลงเป็นคำพูดผ่านคอมพิวเตอร์ได้อย่างแม่นยำสูงถึงร้อยละ 97.5 - 99 และมีคลังคำศัพท์กว่า 125,000 คำ โดยความพิเศษของเคสนี้คือผู้ป่วยสามารถใช้งานระบบที่บ้านได้อย่างอิสระยาวนานกว่า 3,800 ชั่วโมง

ทีมแพทย์และวิศวกรระบบประสาทจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เดวิส (UC Davis) ประเทศสหรัฐอเมริกา โชว์ความสำเร็จของการผ่าตัดชิปสมองให้กับผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (ALS) และบำบัดต่อเนื่องมายาวนานเกือบ 3 ปี จนในที่สุดก็สามารถกลับมาพูด ท่องเว็บ และใช้อุปกรณ์ควบคุมช่วยทำงานได้อย่างอิสระ โดยไม่ต้องพึ่งพาทีมวิจัยตลอดเวลา 

เรื่องราวนี้เป็นของ เคซีย์ แฮร์เรล (Casey Harrell) วัย 48 ปี ซึ่งย้อนกลับไปเมื่อปี 2023 เขาได้เข้ารับการผ่าตัดนาน 5 ชั่วโมงเพื่อฝังชุดขั้วไฟฟ้าขนาดเล็กจำนวน 4 แผง แผงละ 64 ขั้ว ลงในสมองส่วนควบคุมการพูด (Speech Motor Cortex) 

หลักการทำงานของระบบนี้คือ ชิปจะจับสัญญาณสมองตอนที่เขาพยายามจะออกเสียง แล้วส่งข้อมูลไปยังคอมพิวเตอร์เพื่อแปลงรหัสจากสัญญาณสมองเป็นหน่วยเสียง (Phonemes) ในภาษาอังกฤษ ก่อนจะประกอบกันเป็นคำพูดที่แม่นยำ ซึ่งในวันแรกของการทดสอบ ระบบสามารถแปลคำศัพท์ได้ 50 คำด้วยความแม่นยำสูงถึงร้อยละ 99.6 และปัจจุบันคลังคำศัพท์ได้ขยายไปมากกว่า 125,000 คำ โดยมีความแม่นยำเฉลี่ยสูงถึงร้อยละ 97.5 - 99

สิ่งที่ทำให้เคสของแฮร์เรล เป็นความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ คือการที่เขาใช้งานอุปกรณ์นี้ที่บ้านได้อย่างเป็นอิสระ โดยข้อมูลจากวารสารวิชาการ เนเจอร์ เมดิซีน (Nature Medicine) ระบุว่า ภายในเวลาประมาณ 22 เดือนแรกหลังการผ่าตัด แฮร์เรลใช้งานระบบนี้ไปแล้วมากกว่า 3,800 ชั่วโมงที่บ้าน โดยมีเพียงผู้ดูแลคอยช่วยเสียบปลั๊กเชื่อมต่ออุปกรณ์ให้ในช่วงเช้าเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องมีทีมนักวิจัยสแตนด์บายอีกต่อไป

นอกจากนี้ ทีมวิจัยยังได้พัฒนาซอฟต์แวร์เพิ่มเติมตามคำขอของเขา เช่นระบบควบคุมเคอร์เซอร์ ช่วยให้แฮร์เรลสามารถท่องอินเทอร์เน็ต ส่งอีเมล และทำงานเพื่อหารายได้จุนเจือครอบครัวได้

แม้ว่าความสำเร็จของเคสนี้จะน่าทึ่ง แต่นักวิจัยท่านอื่นมองว่าเทคโนโลยีนี้ยังมีความท้าทาย เนื่องจากเป็นหัตถการที่ต้องผ่าตัดเปิดสมอง ซึ่งผู้ป่วยโรคเรื้อรังหลายคนอาจกังวล รวมถึงในระยะยาวอาจเกิดเนื้อเยื่อเกาะขั้วไฟฟ้าจนประสิทธิภาพลดลง หรืออาการสมองเสื่อมถอยจากตัวโรคเองที่อาจทำให้ระบบหยุดทำงานในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เดวิส (UC Davis) ก็ยังไม่หยุดพัฒนา โดยเป้าหมายต่อไปคือการสร้างระบบ สมองสู่เสียง (Brain-to-Voice) ที่สามารถถอดรหัสสัญญาณสมองออกมาเป็นน้ำเสียงพูดที่มีอารมณ์ความรู้สึก มีจังหวะจะโคน และแสดงออกถึงความสุข ความโกรธ หรือการประชดประชันได้อย่างเป็นธรรมชาติมากที่สุด

ที่มาข้อมูล : technologyreview.com eurekalert.org nature.com

ที่มารูปภาพ : Regents of the University of California, Davis