เลี้ยงแมวเสี่ยงโรคจิตเภทจริงหรือ? งานวิจัยพบความเสี่ยงเพิ่ม 2 เท่า

Share on Line Share on Facebook Share on X
เลี้ยงแมวเสี่ยงโรคจิตเภทจริงหรือ? งานวิจัยพบความเสี่ยงเพิ่ม 2 เท่า

นักวิจัยได้การทำงานการวิเคราะห์ข้อมูลในปี 2023 ซึ่งรวบรวมงานวิจัย 17 ชิ้นที่ตีพิมพ์ในช่วง 44 ปีที่ผ่านมาใน 11 ประเทศ รวมถึงสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร นำโดยจิตแพทย์จอห์น แมคกราธ (John McGrath) และทีมวิจัยจาก Queensland Center for Mental Health Research ประเทศออสเตรเลีย พบความเชื่อมโยงระหว่างการเลี้ยงแมวกับความเสี่ยงในการเกิดโรคจิตเภท 

สรุปข่าว

งานวิจัยที่รวบรวมข้อมูลจาก 17 การศึกษาใน 11 ประเทศ พบว่าผู้ที่เคยสัมผัสหรือเลี้ยงแมวอาจมีความเสี่ยงโรคจิตเภทเพิ่มขึ้นประมาณ 2 เท่าเมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่เคยสัมผัส นักวิจัยชี้ว่าปรสิต Toxoplasma gondii อาจเป็นปัจจัยหนึ่ง แต่ยังไม่สามารถยืนยันความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลได้ และจำเป็นต้องมีการศึกษาที่มีคุณภาพสูงเพิ่มเติม

นักวิจัยได้การทำงานการวิเคราะห์ข้อมูลในปี 2023 ซึ่งรวบรวมงานวิจัย 17 ชิ้นที่ตีพิมพ์ในช่วง 44 ปีที่ผ่านมาใน 11 ประเทศ รวมถึงสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร นำโดยจิตแพทย์จอห์น แมคกราธ (John McGrath) และทีมวิจัยจาก Queensland Center for Mental Health Research ประเทศออสเตรเลีย พบความเชื่อมโยงระหว่างการเลี้ยงแมวกับความเสี่ยงในการเกิดโรคจิตเภท 

การศึกษานี้ระบุว่า บุคคลที่เคยสัมผัสหรือใกล้ชิดกับแมวมีโอกาสที่จะเป็นโรคจิตเภทเพิ่มขึ้นประมาณสองเท่า เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้สัมผัส

สาเหตุที่เป็นไปได้จากปรสิต T. gondii 

แนวคิดเรื่องความเชื่อมโยงนี้ถูกเสนอขึ้นครั้งแรกในปี 1995 โดยนักวิทยาศาสตร์ตั้งข้อสังเกตว่าสาเหตุอาจมาจากปรสิตที่ชื่อว่า Toxoplasma gondii (T. gondii)

ปรสิตชนิดนี้มักพบในอุจจาระของแมวที่ติดเชื้อ และสามารถติดต่อสู่คนได้ผ่านการสัมผัสมูลแมว รวมถึงการบริโภคเนื้อสัตว์ที่ปรุงไม่สุกหรือน้ำที่ปนเปื้อน

แม้ว่าปรสิต T. gondii จะแพร่เชื้อในชาวอเมริกันราว 40 ล้านคน โดยมักไม่แสดงอาการใดๆ แต่เมื่อปรสิตเข้าสู่ร่างกายแล้ว มันสามารถแทรกซึมเข้าสู่ระบบประสาทส่วนกลางและส่งผลกระทบต่อสารสื่อประสาทได้ ซึ่งปรสิตชนิดนี้มีความเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงทางบุคลิกภาพ การเกิดอาการทางจิต และโรคทางระบบประสาท รวมถึงโรคจิตเภท

ข้อจำกัดและผลการวิจัยที่ขัดแย้งกัน อย่างไรก็ตาม ผลการวิจัยตลอดหลายปีที่ผ่านมายังมีข้อขัดแย้งและไม่สอดคล้องกันทั้งหมด มีข้อควรระวังสำคัญหลายประการ ได้แก่

1. ไม่สามารถระบุความเป็นเหตุเป็นผลได้ เนื่องจากงานวิจัย 15 จาก 17 ชิ้นที่นำมาวิเคราะห์เป็นการศึกษาแบบ Case-control ซึ่งไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าการเลี้ยงแมวหรือปรสิต T. gondii เป็นสาเหตุ โดยตรงของโรคจิตเภท และยังอาจมีปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ที่งานวิจัยไม่ได้นำมาควบคุมผลประเมิน

2. ปัญหาเรื่องช่วงเวลาที่รับเชื้อ โดยในบางการศึกษาไม่พบความเชื่อมโยงหากเลี้ยงแมวก่อนอายุ 13 ปี แต่กลับพบความเสี่ยงหากเจาะจงเฉพาะช่วงอายุ 9 ถึง 12 ปี ซึ่งแสดงให้เห็นว่าช่วงเวลาที่ร่างกายอ่อนไหวต่อการรับเชื้อจากแมวยังไม่เป็นที่แน่ชัด

3. ความเสี่ยงจากการถูกแมวกัด ในการศึกษาของสหรัฐอเมริกา ไม่พบความเชื่อมโยงระหว่างการเลี้ยงแมวกับคะแนนลักษณะบุคลิกภาพแบบแยกตัว (Schizotypy) แต่กลับพบว่า ผู้ที่เคยถูกแมวกัดมีคะแนนประสบการณ์ทางจิตวิทยาที่ผิดปกติสูงกว่า ซึ่งนักวิจัยสันนิษฐานว่าอาจเป็นผลมาจากเชื้อโรคชนิดอื่นในน้ำลายแมว เช่น แบคทีเรีย Pasteurella multocida ไม่ใช่แค่ปรสิต T. gondii เพียงอย่างเดียว

แม้การทบทวนวรรณกรรมงานวิจัยในครั้งนี้จะสนับสนุนว่ามีความเชื่อมโยงระหว่างการเลี้ยงแมวกับกลุ่มโรคจิตเภทจริง แต่นักวิจัยเน้นย้ำว่า ยังมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการศึกษาวิจัยที่มีคุณภาพสูงขึ้น โดยใช้กลุ่มตัวอย่างขนาดใหญ่และเป็นตัวแทนของประชากรที่ดีกว่านี้ เพื่อให้เข้าใจอย่างแท้จริงว่าการเลี้ยงแมวเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อความผิดปกติทางจิตจริงหรือไม่ 

งานวิจัยนี้มีชื่อว่า Cat Ownership and Schizophrenia-Related Disorders and Psychotic-Like Experiences: A Systematic Review and Meta-Analysis ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ Schizophrenia Bulletin เมื่อปี 2023

ที่มาข้อมูล : sciencealert, Schizophrenia Bulletin

ที่มารูปภาพ : sciencealert, Schizophrenia Bulletin

แท็กบทความ