ฮาจิเมะ โมริยาสุ กับสมุดโน้ตเปลี่ยนญี่ปุ่นสู่มหาอำนาจลูกหนังเอเชีย

Share on Line Share on Facebook Share on X
ฮาจิเมะ โมริยาสุ กับสมุดโน้ตเปลี่ยนญี่ปุ่นสู่มหาอำนาจลูกหนังเอเชีย

"จากกุนซือที่คนทั้งประเทศเคยขับไล่ สู่บุรุษผู้เขียนตำราเล่มใหม่ให้ฟุตบอลเอเชีย... เคล็ดลับของเขาไม่ใช่การเป็นเผด็จการที่เกรี้ยวกราด แต่คือความถ่อมตนและการจดบันทึกที่เปลี่ยนวิกฤตเป็นประวัติศาสตร์" 

หากย้อนกลับไปในช่วงก่อนฟุตบอลโลก 2022 หนึ่งในโค้ชทีมชาติที่โดนแฟนบอลและสื่อมวลชนในชาติตัวเองวิพากษ์วิจารณ์หนักที่สุดคนหนึ่งบนโลก คือชายหน้าตายที่ชื่อ  ฮาจิเมะ โมริยาสุ 

เขาถูกตราหน้าว่าเป็นโค้ชที่ "น่าเบื่อ" แท็กติกไร้จินตนาการ และ "บารมีไม่ถึง" ที่จะคุมเหล่านักเตะซามูไรบลูที่ไปค้าแข้งในยุโรป ทว่า โมริยาสุใช้เวลาเพียงไม่กี่นัดในสนามพิสูจน์ให้คนทั้งโลกเห็นว่า ภายใต้ใบหน้าที่เรียบเฉยและสมุดโน้ตเล่มเล็กในมือ เขามีจิตวิทยาชั้นสูงและแผนการทำทีมที่สามารถล้มยักษ์ใหญ่ระดับแชมป์โลกได้อย่างราบคาบ

อะไรคือเบื้องหลังที่หล่อหลอมให้เด็กหนุ่มจากนางาซากิ ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ปฏิวัติฟุตบอลญี่ปุ่น?

บาดแผลแห่งโดฮา 1993: จุดเริ่มต้นของความกระหาย

ก่อนจะมาเป็นโค้ชผู้ยิ่งใหญ่ โมริยาสุเคยเป็นนักเตะกองกลางตัวรับระดับแถวหน้าของญี่ปุ่น ย้อนกลับไปในปี 1993 เขาคือหนึ่งในขุนพลชุดประวัติศาสตร์ที่แฟนบอลญี่ปุ่นไม่มีวันลืมในเหตุการณ์  "โศกนาฏกรรมแห่งโดฮา" 

ในเกมนัดสุดท้ายของฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก ญี่ปุ่นขอแค่ชนะอิรักก็จะสร้างประวัติศาสตร์ไปฟุตบอลโลกครั้งแรกทันที พวกเขานำอยู่ 2-1 จนถึงนาทีสุดท้าย ทว่าในวินาทีบาป อิรักกลับโหม่งตีเสมอ 2-2 ดับฝันคนทั้งชาติลงในเสี้ยววินาที โมริยาสุคือหนึ่งในคนที่ทรุดลงไปร้องไห้บนผืนหญ้าในวันนั้น

บาดแผลในวัยหนุ่มที่กรุงโดฮา กลายเป็นแรงขับเคลื่อนทางจิตวิทยาตลอดชีวิตการทำงานของเขา โมริยาสุฝังใจว่าฟุตบอลระดับโลกตัดสินกันในเสี้ยววินาที และความประมาทเพียงนิดเดียวคือหายนะ มันหล่อหลอมให้เขากลายเป็นคนที่ละเอียดลออและเน้นย้ำเรื่อง "วินัยและสมาธิจนสิ้นเสียงนกหวีด" แก่ลูกทีมยุคปัจจุบัน

"ปรัชญาสมุดโน้ต" และการบริหารคนแบบไร้อีโก้

หลังจากประสบความสำเร็จอย่างสูงในเวทีเจลีก (พานำ ซานเฟรชเซ ฮิโรชิมา คว้าแชมป์ลีก 3 สมัย) โมริยาสุก็ก้าวขึ้นมารับไม้ต่อในทีมชาติชุดใหญ่ในปี 2018 สิ่งที่ทำให้เขาแตกต่างจากกุนซือระดับโลกคนอื่นคือ  "ความถ่อมตนสไตล์ญี่ปุ่น"  

ภาพที่ชินตาของแฟนบอลทั่วโลกคือ การที่โมริยาสุมักจะหยิบสมุดโน้ตเล่มเล็กขึ้นมาจดบันทึกตลอดเวลาข้างสนาม ซึ่งในทางจิตวิทยาการกีฬา สิ่งนี้สะท้อนปรัชญาการทำทีมของเขา 2 ประการ:

*  รับฟังมากกว่าออกคำสั่ง:  โมริยาสุสารภาพว่าเขาจดทุกอย่าง ทั้งคำแนะนำจากสตาฟฟ์โค้ช และความคิดเห็นของนักเตะรุ่นใหม่ เขาลดอีโก้ของตัวเองลงเพื่อสร้าง "ฟุตบอลของทุกคน" ทำให้นักเตะที่เล่นในลีกยุโรปยอมรับในตัวเขาจากความใจกว้าง

*  การแก้เกมระดับพรีเมียม (Masterclass Substitutions):  สมุดโน้ตนั้นแปรเปลี่ยนเป็นอาชีพที่เยือกเย็น ในฟุตบอลโลก 2022 ที่ประเทศกาตาร์ (ผืนแผ่นดินเดียวกับที่เขาเคยร้องไห้เมื่อปี 1993) โมริยาสุใช้การเปลี่ยนตัวผู้เล่นลงไปพลิกเกมชนะทั้ง เยอรมนี 2-1 และ สเปน 2-1 โดยตัวสำรองที่เขาเปลี่ยนลงไปเป็นผู้ทำประตูและส่งบอลขับเคลื่อนเกมทั้งหมด

แผนพิมพ์เขียวระยะยาว: ยกระดับจาก "ผู้ล่า" เป็น "ผู้ควบคุม"

ช่วงเวลา 
แนวทางการทำทีม
ผลลัพธ์ 
2018-2021
วางรากฐานระบบทีมและผลักดันนักเตะสายเลือดใหม่
ถูกวิจารณ์เรื่องสไตล์การเล่น แต่สร้างผลงานชนะอย่างต่อเนื่อง
ฟุตบอลโลก 2022
เน้นเกมรับที่มีวินัยและการเปลี่ยนเกมด้วยความรวดเร็ว
ผ่านเข้ารอบน็อกเอาต์ พร้อมเอาชนะทั้งเยอรมนีและสเปน
2024-2026
พัฒนารูปแบบการเล่นให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น
ญี่ปุ่นได้รับการยอมรับในฐานะหนึ่งในทีมชั้นนำของเอเชีย


บทสรุป: ผู้นำที่สอนให้โลกรู้จักคำว่า "โค้งคำนับ"

ภาพที่น่าประทับใจที่สุดภาพหนึ่งในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก คือภาพที่ ฮาจิเมะ โมริยาสุ เดินไปโค้งคำนับแฟนบอลญี่ปุ่นบนอัฒจันทร์อย่างนอบน้อม หลังจากทีมตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายด้วยการดวลจุดโทษแพ้โครเอเชีย มันไม่ใช่การโค้งคำนับเพื่อขอโทษ... แต่คือการขอบคุณและแสดงสปิริตของผู้นำ

โมริยาสุ พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การจะพาทีมจากเอเชียผงาดขึ้นมาสู้กับระดับโลก ไม่จำเป็นต้องใช้โค้ชต่างชาติชื่อดังราคาแพง แต่อยู่ที่การเข้าใจใน DNA ของนักเตะ รู้จักใช้วิทยาศาสตร์ฟุตบอลสมัยใหม่มาผสมผสานกับวินัยและหัวใจที่ไม่ยอมแพ้ตามแบบฉบับซามูไร

จากเด็กหนุ่มผู้แหลกสลายที่โดฮาในวันวาน สู่จอมทัพข้างสนามผู้พาร่างกายและจิตวิญญาณของฟุตบอลญี่ปุ่นไปปักธงรบในระดับโลกอย่างสง่างามในวันนี้

สรุปข่าว

ฮาจิเมะ โมริยาสุ ชายผู้อยู่ในค่ำคืนที่ปวดร้าวที่สุดของฟุตบอลญี่ปุ่นเมื่อปี 1993 แต่เวลาผ่านไป 30 ปี เขาคือคนเดียวกับที่พาทัพซามูไรบลูไปล้างตาโชว์หักปากกาเซียนโค่นทั้งเยอรมนีและสเปน! ส่องที่มาของ 'สมุดโน้ตมหาประลัย' ข้างสนาม และจิตวิทยาการบริหารคนแบบไร้อีโก้ที่เปลี่ยนเสียงโห่ไล่ให้กลายมาเป็นเสียงสรรเสริญ

"จากกุนซือที่คนทั้งประเทศเคยขับไล่ สู่บุรุษผู้เขียนตำราเล่มใหม่ให้ฟุตบอลเอเชีย... เคล็ดลับของเขาไม่ใช่การเป็นเผด็จการที่เกรี้ยวกราด แต่คือความถ่อมตนและการจดบันทึกที่เปลี่ยนวิกฤตเป็นประวัติศาสตร์" 

หากย้อนกลับไปในช่วงก่อนฟุตบอลโลก 2022 หนึ่งในโค้ชทีมชาติที่โดนแฟนบอลและสื่อมวลชนในชาติตัวเองวิพากษ์วิจารณ์หนักที่สุดคนหนึ่งบนโลก คือชายหน้าตายที่ชื่อ  ฮาจิเมะ โมริยาสุ 

เขาถูกตราหน้าว่าเป็นโค้ชที่ "น่าเบื่อ" แท็กติกไร้จินตนาการ และ "บารมีไม่ถึง" ที่จะคุมเหล่านักเตะซามูไรบลูที่ไปค้าแข้งในยุโรป ทว่า โมริยาสุใช้เวลาเพียงไม่กี่นัดในสนามพิสูจน์ให้คนทั้งโลกเห็นว่า ภายใต้ใบหน้าที่เรียบเฉยและสมุดโน้ตเล่มเล็กในมือ เขามีจิตวิทยาชั้นสูงและแผนการทำทีมที่สามารถล้มยักษ์ใหญ่ระดับแชมป์โลกได้อย่างราบคาบ

อะไรคือเบื้องหลังที่หล่อหลอมให้เด็กหนุ่มจากนางาซากิ ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ปฏิวัติฟุตบอลญี่ปุ่น?

บาดแผลแห่งโดฮา 1993: จุดเริ่มต้นของความกระหาย

ก่อนจะมาเป็นโค้ชผู้ยิ่งใหญ่ โมริยาสุเคยเป็นนักเตะกองกลางตัวรับระดับแถวหน้าของญี่ปุ่น ย้อนกลับไปในปี 1993 เขาคือหนึ่งในขุนพลชุดประวัติศาสตร์ที่แฟนบอลญี่ปุ่นไม่มีวันลืมในเหตุการณ์  "โศกนาฏกรรมแห่งโดฮา" 

ในเกมนัดสุดท้ายของฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก ญี่ปุ่นขอแค่ชนะอิรักก็จะสร้างประวัติศาสตร์ไปฟุตบอลโลกครั้งแรกทันที พวกเขานำอยู่ 2-1 จนถึงนาทีสุดท้าย ทว่าในวินาทีบาป อิรักกลับโหม่งตีเสมอ 2-2 ดับฝันคนทั้งชาติลงในเสี้ยววินาที โมริยาสุคือหนึ่งในคนที่ทรุดลงไปร้องไห้บนผืนหญ้าในวันนั้น

บาดแผลในวัยหนุ่มที่กรุงโดฮา กลายเป็นแรงขับเคลื่อนทางจิตวิทยาตลอดชีวิตการทำงานของเขา โมริยาสุฝังใจว่าฟุตบอลระดับโลกตัดสินกันในเสี้ยววินาที และความประมาทเพียงนิดเดียวคือหายนะ มันหล่อหลอมให้เขากลายเป็นคนที่ละเอียดลออและเน้นย้ำเรื่อง "วินัยและสมาธิจนสิ้นเสียงนกหวีด" แก่ลูกทีมยุคปัจจุบัน

"ปรัชญาสมุดโน้ต" และการบริหารคนแบบไร้อีโก้

หลังจากประสบความสำเร็จอย่างสูงในเวทีเจลีก (พานำ ซานเฟรชเซ ฮิโรชิมา คว้าแชมป์ลีก 3 สมัย) โมริยาสุก็ก้าวขึ้นมารับไม้ต่อในทีมชาติชุดใหญ่ในปี 2018 สิ่งที่ทำให้เขาแตกต่างจากกุนซือระดับโลกคนอื่นคือ  "ความถ่อมตนสไตล์ญี่ปุ่น"  

ภาพที่ชินตาของแฟนบอลทั่วโลกคือ การที่โมริยาสุมักจะหยิบสมุดโน้ตเล่มเล็กขึ้นมาจดบันทึกตลอดเวลาข้างสนาม ซึ่งในทางจิตวิทยาการกีฬา สิ่งนี้สะท้อนปรัชญาการทำทีมของเขา 2 ประการ:

*  รับฟังมากกว่าออกคำสั่ง:  โมริยาสุสารภาพว่าเขาจดทุกอย่าง ทั้งคำแนะนำจากสตาฟฟ์โค้ช และความคิดเห็นของนักเตะรุ่นใหม่ เขาลดอีโก้ของตัวเองลงเพื่อสร้าง "ฟุตบอลของทุกคน" ทำให้นักเตะที่เล่นในลีกยุโรปยอมรับในตัวเขาจากความใจกว้าง

*  การแก้เกมระดับพรีเมียม (Masterclass Substitutions):  สมุดโน้ตนั้นแปรเปลี่ยนเป็นอาชีพที่เยือกเย็น ในฟุตบอลโลก 2022 ที่ประเทศกาตาร์ (ผืนแผ่นดินเดียวกับที่เขาเคยร้องไห้เมื่อปี 1993) โมริยาสุใช้การเปลี่ยนตัวผู้เล่นลงไปพลิกเกมชนะทั้ง เยอรมนี 2-1 และ สเปน 2-1 โดยตัวสำรองที่เขาเปลี่ยนลงไปเป็นผู้ทำประตูและส่งบอลขับเคลื่อนเกมทั้งหมด

แผนพิมพ์เขียวระยะยาว: ยกระดับจาก "ผู้ล่า" เป็น "ผู้ควบคุม"

ช่วงเวลา 
แนวทางการทำทีม
ผลลัพธ์ 
2018-2021
วางรากฐานระบบทีมและผลักดันนักเตะสายเลือดใหม่
ถูกวิจารณ์เรื่องสไตล์การเล่น แต่สร้างผลงานชนะอย่างต่อเนื่อง
ฟุตบอลโลก 2022
เน้นเกมรับที่มีวินัยและการเปลี่ยนเกมด้วยความรวดเร็ว
ผ่านเข้ารอบน็อกเอาต์ พร้อมเอาชนะทั้งเยอรมนีและสเปน
2024-2026
พัฒนารูปแบบการเล่นให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น
ญี่ปุ่นได้รับการยอมรับในฐานะหนึ่งในทีมชั้นนำของเอเชีย


บทสรุป: ผู้นำที่สอนให้โลกรู้จักคำว่า "โค้งคำนับ"

ภาพที่น่าประทับใจที่สุดภาพหนึ่งในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก คือภาพที่ ฮาจิเมะ โมริยาสุ เดินไปโค้งคำนับแฟนบอลญี่ปุ่นบนอัฒจันทร์อย่างนอบน้อม หลังจากทีมตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายด้วยการดวลจุดโทษแพ้โครเอเชีย มันไม่ใช่การโค้งคำนับเพื่อขอโทษ... แต่คือการขอบคุณและแสดงสปิริตของผู้นำ

โมริยาสุ พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การจะพาทีมจากเอเชียผงาดขึ้นมาสู้กับระดับโลก ไม่จำเป็นต้องใช้โค้ชต่างชาติชื่อดังราคาแพง แต่อยู่ที่การเข้าใจใน DNA ของนักเตะ รู้จักใช้วิทยาศาสตร์ฟุตบอลสมัยใหม่มาผสมผสานกับวินัยและหัวใจที่ไม่ยอมแพ้ตามแบบฉบับซามูไร

จากเด็กหนุ่มผู้แหลกสลายที่โดฮาในวันวาน สู่จอมทัพข้างสนามผู้พาร่างกายและจิตวิญญาณของฟุตบอลญี่ปุ่นไปปักธงรบในระดับโลกอย่างสง่างามในวันนี้

ที่มาข้อมูล : Youtube FIFA

ที่มารูปภาพ : Youtube FIFA

อดีต บรรณาธิการข่าวกีฬาออนไลน์ และ ผู้สื่อข่าวกีฬา