
ย้อนเส้นทางชีวิต เอดิน เชโก้ จากเด็กชายผู้เติบโตท่ามกลางสงครามบอสเนีย สู่กองหน้าระดับโลก เจ้าของฉายา "เพชรเม็ดงามแห่ง" และวีรบุรุษลูกหนังของชาติ
จากเด็กชายใต้เงาสงคราม สู่ "เพชรแห่งบอสเนีย" เส้นทางชีวิตของ เอดิน เชโก้
เอดิน เชโก้ คือหนึ่งในกองหน้าที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของยุโรปตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา แต่เบื้องหลังเส้นทางอันยิ่งใหญ่ของเขาไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ฝึกฟุตบอลชั้นนำ หากแต่เริ่มต้นจากช่วงเวลาอันโหดร้ายของ สงครามบอสเนีย ที่เปลี่ยนชีวิตผู้คนทั้งประเทศ
"ในวัยเด็ก เราไม่มีข้าวกินครบสามมื้อ และต้องคอยวิ่งหลบระเบิดอยู่ตลอด เด็กคนอื่นอาจเริ่มเล่นฟุตบอลบนท้องถนน แต่สำหรับผม ช่วงเวลานั้นแทบเป็นไปไม่ได้เลย"
คำพูดดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงชีวิตวัยเยาว์ของชายที่ภายหลังกลายเป็นความหวังสูงสุดของวงการฟุตบอลบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา
วันที่สัญชาตญาณของแม่ช่วยชีวิตเขาเอาไว้
เชโก้เกิดเมื่อปี 1986 ที่กรุงซาราเยโว และต้องใช้ชีวิตในช่วงวัยเด็กท่ามกลางความรุนแรงของสงครามบอสเนีย
ในช่วงอายุเพียง 6-9 ปี บ้านของครอบครัวได้รับผลกระทบจากสงครามจนต้องอพยพไปอาศัยอยู่กับญาติหลายคนในห้องใต้หลังคาขนาดเล็ก
หนึ่งในเหตุการณ์ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในชีวิตของเขาเกิดขึ้นเมื่อเชโก้ต้องการออกไปเล่นฟุตบอลกับเพื่อน ๆ ที่ลานกว้างใกล้บ้าน แต่ เบลม่า ผู้เป็นแม่กลับรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีและสั่งห้ามไม่ให้ออกไป
ไม่นานหลังจากนั้น ลูกระเบิดได้ตกลงบริเวณดังกล่าว ส่งผลให้เพื่อนของเขาหลายคนเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บสาหัส เหตุการณ์วันนั้นกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยรักษาชีวิตของเด็กชายคนหนึ่ง ซึ่งต่อมากลายเป็นกองหน้าระดับโลก
จาก "เสาไฟ" สู่ดาวยิงแถวหน้าของยุโรป
หลังผ่านพ้นช่วงเวลาอันเลวร้ายของสงคราม เชโก้เริ่มต้นเส้นทางลูกหนังกับสโมสร เซลเยซนิชาร์ ในบ้านเกิด
ช่วงแรกเขาเล่นในตำแหน่งกองกลาง และด้วยรูปร่างสูงถึง 193 เซนติเมตร ทำให้ดูเก้งก้างจนถูกล้อเลียนด้วยฉายา "Kloc" หรือ "เสาไฟฟ้า"
อย่างไรก็ตาม ความมุ่งมั่นและการพัฒนาฝีเท้าอย่างต่อเนื่องทำให้เขาค่อย ๆ สร้างชื่อ ก่อนย้ายไปค้าแข้งในลีกสาธารณรัฐเช็ก และได้รับโอกาสสำคัญเมื่อ เฟลิกซ์ มากัธ ดึงตัวไปร่วมทีม โวล์ฟสบวร์ก ทีมดังในบุนเดสลีกา เยอรมนี ในปี 2007
นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ชื่อของเชโก้เป็นที่รู้จักไปทั่ววงการฟุตบอลยุโรป
ความสำเร็จที่พิสูจน์คุณภาพระดับเวิลด์คลาส
แม้จะไม่ถูกยกย่องมากเท่ากองหน้าร่วมยุคหลายคน แต่ผลงานของเชโก้ในระดับสโมสรถือว่ายอดเยี่ยมอย่างยิ่ง
กับ โวล์ฟสบวร์ก เขามีบทบาทสำคัญในการพาทีมคว้าแชมป์ บุนเดสลีกา ฤดูกาล 2008/09 ซึ่งเป็นแชมป์ลีกสูงสุดสมัยแรกในประวัติศาสตร์สโมสร ก่อนคว้ารางวัลดาวซัลโวลีกเยอรมันในฤดูกาลถัดมาจากผลงาน 22 ประตู
จากนั้นเขาย้ายสู่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 2 สมัย โดยหนึ่งในช่วงเวลาที่แฟนบอลจดจำได้ดีที่สุดคือประตูตีเสมอ 2-2 ในนาที 91 ในเกมพบกับ ควีนส์ปาร์ค เรนเจอร์ส เมื่อปี 2012 ซึ่งปูทางสู่ประตูชัยประวัติศาสตร์ของ เซร์คิโอ อเกวโร่ ที่ส่งให้ทีมคว้าแชมป์ลีกอย่างยิ่งใหญ่
ต่อมาในสีเสื้อ อาแอส โรม่า เขากลับมาระเบิดฟอร์มอีกครั้งด้วยการคว้าตำแหน่งดาวซัลโว กัลโช่ เซเรีย อา ฤดูกาล 2016/17 พร้อมสร้างสถิติสโมสรจากการยิง 39 ประตูรวมทุกรายการในฤดูกาลเดียว
ส่วนกับ อินเตอร์ มิลาน เชโก้ช่วยทีมคว้าแชมป์ โคปปา อิตาเลีย 2 สมัย และมีส่วนสำคัญในการพาทีมทะลุเข้าชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก 2023
วีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ของชาวบอสเนีย
หากในระดับสโมสร เชโก้คือกองหน้าชั้นนำของยุโรป ในระดับทีมชาติ เขาคือบุคคลสำคัญที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ฟุตบอลบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา
เขาครองสถิติทั้งดาวซัลโวสูงสุดและผู้ลงสนามมากที่สุดของทีมชาติ พร้อมเป็นกำลังสำคัญในการพาทีมผ่านเข้าสู่ศึก ฟุตบอลโลก 2014 ที่ประเทศบราซิล ซึ่งเป็นการเข้าร่วมฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของชาติ
ความสำเร็จครั้งนั้นมีความหมายมากกว่าฟุตบอล เพราะเป็นช่วงเวลาที่ช่วยรวมใจผู้คนในประเทศที่เคยผ่านความขัดแย้งและบาดแผลจากสงครามมาอย่างยาวนาน
ก่อนทีมชาติบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา จะหวนคืนสู่เวทีฟุตบอลโลกอีกครั้งในรอบ 12 ปี ซึ่ง "เอดิน เชโก้" ในวัย 40 ปี คือหนึ่งในสองนักเตะชุดปัจจุบันร่วมกับ เซอัด โคลาซินัช ที่ยังหลังเหลือจากทีม ฟุตบอลโลก 2014 กับบทบาทกัปตันทีมลุยศึกครั้งนี้
และด้วยวัย 40 ปี กับแม้อาจเป็นทัวร์นาเมนต์ระดับชาติหนสุดท้าย เชโก้ ก็ยังคงเป็นความหวังสูงสุดในเกมรุกของชาติ โดยในศึกฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก รวมถึงรอบเพลย์ออฟ เชโก้ ลงสนามช่วยทีมไปถึง 9 จาก 10 นัด ยิงได้ 6 ประตู พาบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา กลับคืนสู่เวทีที่ยิ่งใหญ่อีกครั้ง
จากเด็กชายที่เติบโตท่ามกลางเสียงปืนและระเบิด สู่การเป็นเจ้าของฉายา "The Bosnian Diamond" หรือ "เพชรแห่งบอสเนีย" ชีวิตของ เอดิน เชโก้ จึงเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวที่พิสูจน์ว่า ความมุ่งมั่นและความหวัง สามารถพาผู้คนก้าวข้ามอุปสรรคที่ยากที่สุดในชีวิตได้เสมอ
สรุปข่าว
ย้อนเส้นทางชีวิต เอดิน เชโก้ จากเด็กชายผู้เติบโตท่ามกลางสงครามบอสเนีย สู่กองหน้าระดับโลก เจ้าของฉายา "เพชรเม็ดงามแห่ง" และวีรบุรุษลูกหนังของชาติ
จากเด็กชายใต้เงาสงคราม สู่ "เพชรแห่งบอสเนีย" เส้นทางชีวิตของ เอดิน เชโก้
เอดิน เชโก้ คือหนึ่งในกองหน้าที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของยุโรปตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา แต่เบื้องหลังเส้นทางอันยิ่งใหญ่ของเขาไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ฝึกฟุตบอลชั้นนำ หากแต่เริ่มต้นจากช่วงเวลาอันโหดร้ายของ สงครามบอสเนีย ที่เปลี่ยนชีวิตผู้คนทั้งประเทศ
"ในวัยเด็ก เราไม่มีข้าวกินครบสามมื้อ และต้องคอยวิ่งหลบระเบิดอยู่ตลอด เด็กคนอื่นอาจเริ่มเล่นฟุตบอลบนท้องถนน แต่สำหรับผม ช่วงเวลานั้นแทบเป็นไปไม่ได้เลย"
คำพูดดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงชีวิตวัยเยาว์ของชายที่ภายหลังกลายเป็นความหวังสูงสุดของวงการฟุตบอลบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา
วันที่สัญชาตญาณของแม่ช่วยชีวิตเขาเอาไว้
เชโก้เกิดเมื่อปี 1986 ที่กรุงซาราเยโว และต้องใช้ชีวิตในช่วงวัยเด็กท่ามกลางความรุนแรงของสงครามบอสเนีย
ในช่วงอายุเพียง 6-9 ปี บ้านของครอบครัวได้รับผลกระทบจากสงครามจนต้องอพยพไปอาศัยอยู่กับญาติหลายคนในห้องใต้หลังคาขนาดเล็ก
หนึ่งในเหตุการณ์ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในชีวิตของเขาเกิดขึ้นเมื่อเชโก้ต้องการออกไปเล่นฟุตบอลกับเพื่อน ๆ ที่ลานกว้างใกล้บ้าน แต่ เบลม่า ผู้เป็นแม่กลับรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีและสั่งห้ามไม่ให้ออกไป
ไม่นานหลังจากนั้น ลูกระเบิดได้ตกลงบริเวณดังกล่าว ส่งผลให้เพื่อนของเขาหลายคนเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บสาหัส เหตุการณ์วันนั้นกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยรักษาชีวิตของเด็กชายคนหนึ่ง ซึ่งต่อมากลายเป็นกองหน้าระดับโลก
จาก "เสาไฟ" สู่ดาวยิงแถวหน้าของยุโรป
หลังผ่านพ้นช่วงเวลาอันเลวร้ายของสงคราม เชโก้เริ่มต้นเส้นทางลูกหนังกับสโมสร เซลเยซนิชาร์ ในบ้านเกิด
ช่วงแรกเขาเล่นในตำแหน่งกองกลาง และด้วยรูปร่างสูงถึง 193 เซนติเมตร ทำให้ดูเก้งก้างจนถูกล้อเลียนด้วยฉายา "Kloc" หรือ "เสาไฟฟ้า"
อย่างไรก็ตาม ความมุ่งมั่นและการพัฒนาฝีเท้าอย่างต่อเนื่องทำให้เขาค่อย ๆ สร้างชื่อ ก่อนย้ายไปค้าแข้งในลีกสาธารณรัฐเช็ก และได้รับโอกาสสำคัญเมื่อ เฟลิกซ์ มากัธ ดึงตัวไปร่วมทีม โวล์ฟสบวร์ก ทีมดังในบุนเดสลีกา เยอรมนี ในปี 2007
นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ชื่อของเชโก้เป็นที่รู้จักไปทั่ววงการฟุตบอลยุโรป
ความสำเร็จที่พิสูจน์คุณภาพระดับเวิลด์คลาส
แม้จะไม่ถูกยกย่องมากเท่ากองหน้าร่วมยุคหลายคน แต่ผลงานของเชโก้ในระดับสโมสรถือว่ายอดเยี่ยมอย่างยิ่ง
กับ โวล์ฟสบวร์ก เขามีบทบาทสำคัญในการพาทีมคว้าแชมป์ บุนเดสลีกา ฤดูกาล 2008/09 ซึ่งเป็นแชมป์ลีกสูงสุดสมัยแรกในประวัติศาสตร์สโมสร ก่อนคว้ารางวัลดาวซัลโวลีกเยอรมันในฤดูกาลถัดมาจากผลงาน 22 ประตู
จากนั้นเขาย้ายสู่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 2 สมัย โดยหนึ่งในช่วงเวลาที่แฟนบอลจดจำได้ดีที่สุดคือประตูตีเสมอ 2-2 ในนาที 91 ในเกมพบกับ ควีนส์ปาร์ค เรนเจอร์ส เมื่อปี 2012 ซึ่งปูทางสู่ประตูชัยประวัติศาสตร์ของ เซร์คิโอ อเกวโร่ ที่ส่งให้ทีมคว้าแชมป์ลีกอย่างยิ่งใหญ่
ต่อมาในสีเสื้อ อาแอส โรม่า เขากลับมาระเบิดฟอร์มอีกครั้งด้วยการคว้าตำแหน่งดาวซัลโว กัลโช่ เซเรีย อา ฤดูกาล 2016/17 พร้อมสร้างสถิติสโมสรจากการยิง 39 ประตูรวมทุกรายการในฤดูกาลเดียว
ส่วนกับ อินเตอร์ มิลาน เชโก้ช่วยทีมคว้าแชมป์ โคปปา อิตาเลีย 2 สมัย และมีส่วนสำคัญในการพาทีมทะลุเข้าชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก 2023
วีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ของชาวบอสเนีย
หากในระดับสโมสร เชโก้คือกองหน้าชั้นนำของยุโรป ในระดับทีมชาติ เขาคือบุคคลสำคัญที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ฟุตบอลบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา
เขาครองสถิติทั้งดาวซัลโวสูงสุดและผู้ลงสนามมากที่สุดของทีมชาติ พร้อมเป็นกำลังสำคัญในการพาทีมผ่านเข้าสู่ศึก ฟุตบอลโลก 2014 ที่ประเทศบราซิล ซึ่งเป็นการเข้าร่วมฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของชาติ
ความสำเร็จครั้งนั้นมีความหมายมากกว่าฟุตบอล เพราะเป็นช่วงเวลาที่ช่วยรวมใจผู้คนในประเทศที่เคยผ่านความขัดแย้งและบาดแผลจากสงครามมาอย่างยาวนาน
ก่อนทีมชาติบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา จะหวนคืนสู่เวทีฟุตบอลโลกอีกครั้งในรอบ 12 ปี ซึ่ง "เอดิน เชโก้" ในวัย 40 ปี คือหนึ่งในสองนักเตะชุดปัจจุบันร่วมกับ เซอัด โคลาซินัช ที่ยังหลังเหลือจากทีม ฟุตบอลโลก 2014 กับบทบาทกัปตันทีมลุยศึกครั้งนี้
และด้วยวัย 40 ปี กับแม้อาจเป็นทัวร์นาเมนต์ระดับชาติหนสุดท้าย เชโก้ ก็ยังคงเป็นความหวังสูงสุดในเกมรุกของชาติ โดยในศึกฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก รวมถึงรอบเพลย์ออฟ เชโก้ ลงสนามช่วยทีมไปถึง 9 จาก 10 นัด ยิงได้ 6 ประตู พาบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา กลับคืนสู่เวทีที่ยิ่งใหญ่อีกครั้ง
จากเด็กชายที่เติบโตท่ามกลางเสียงปืนและระเบิด สู่การเป็นเจ้าของฉายา "The Bosnian Diamond" หรือ "เพชรแห่งบอสเนีย" ชีวิตของ เอดิน เชโก้ จึงเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวที่พิสูจน์ว่า ความมุ่งมั่นและความหวัง สามารถพาผู้คนก้าวข้ามอุปสรรคที่ยากที่สุดในชีวิตได้เสมอ
- ฮัดสัน ชมจีนพัฒนาถูกทาง ภูมิใจแข้งไทยบุกโชว์ฟอร์มแกร่ง
- ผลบอลทีมชาติไทย บุกเสมอ จีน 0-0 นัดอุ่นเครื่องฟีฟ่า เดย์
- พรีวิวทีมชาติไทย พบ จีน ฟุตบอลอุ่นเครื่อง ทรูวิชั่นส์ นาว ถ่ายทอดสด!
- ทีมชาติไทย แถลงก่อนดวลจีน ฮัดสัน เชื่อเป็นงานที่ยากและท้าทาย!
- เปเรซ ชนะเลือกตั้งปธ.มาดริด รอทุ่ม 150 ล้านยูโรคว้าแข้งซุปตาร์
ที่มาข้อมูล : TrueVisions
ที่มารูปภาพ : รายการถ่ายทอดสด
อดีต บรรณาธิการข่าวกีฬาออนไลน์ และ ผู้สื่อข่าวกีฬา
