ประวัติ เอดิน เชโก้ จากเด็กหลบระเบิดสงคราม สู่เพชรเม็ดงามแห่งทีมชาติบอสเนีย

Share on Line Share on Facebook Share on X
ประวัติ เอดิน เชโก้ จากเด็กหลบระเบิดสงคราม สู่เพชรเม็ดงามแห่งทีมชาติบอสเนีย

ย้อนเส้นทางชีวิต  เอดิน เชโก้  จากเด็กชายผู้เติบโตท่ามกลางสงครามบอสเนีย สู่กองหน้าระดับโลก เจ้าของฉายา "เพชรเม็ดงามแห่ง" และวีรบุรุษลูกหนังของชาติ

จากเด็กชายใต้เงาสงคราม สู่ "เพชรแห่งบอสเนีย" เส้นทางชีวิตของ เอดิน เชโก้

 เอดิน เชโก้  คือหนึ่งในกองหน้าที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของยุโรปตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา แต่เบื้องหลังเส้นทางอันยิ่งใหญ่ของเขาไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ฝึกฟุตบอลชั้นนำ หากแต่เริ่มต้นจากช่วงเวลาอันโหดร้ายของ  สงครามบอสเนีย  ที่เปลี่ยนชีวิตผู้คนทั้งประเทศ

 "ในวัยเด็ก เราไม่มีข้าวกินครบสามมื้อ และต้องคอยวิ่งหลบระเบิดอยู่ตลอด เด็กคนอื่นอาจเริ่มเล่นฟุตบอลบนท้องถนน แต่สำหรับผม ช่วงเวลานั้นแทบเป็นไปไม่ได้เลย"

คำพูดดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงชีวิตวัยเยาว์ของชายที่ภายหลังกลายเป็นความหวังสูงสุดของวงการฟุตบอลบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา

 วันที่สัญชาตญาณของแม่ช่วยชีวิตเขาเอาไว้

เชโก้เกิดเมื่อปี 1986 ที่กรุงซาราเยโว และต้องใช้ชีวิตในช่วงวัยเด็กท่ามกลางความรุนแรงของสงครามบอสเนีย

ในช่วงอายุเพียง 6-9 ปี บ้านของครอบครัวได้รับผลกระทบจากสงครามจนต้องอพยพไปอาศัยอยู่กับญาติหลายคนในห้องใต้หลังคาขนาดเล็ก

หนึ่งในเหตุการณ์ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในชีวิตของเขาเกิดขึ้นเมื่อเชโก้ต้องการออกไปเล่นฟุตบอลกับเพื่อน ๆ ที่ลานกว้างใกล้บ้าน แต่ เบลม่า ผู้เป็นแม่กลับรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีและสั่งห้ามไม่ให้ออกไป

ไม่นานหลังจากนั้น ลูกระเบิดได้ตกลงบริเวณดังกล่าว ส่งผลให้เพื่อนของเขาหลายคนเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บสาหัส เหตุการณ์วันนั้นกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยรักษาชีวิตของเด็กชายคนหนึ่ง ซึ่งต่อมากลายเป็นกองหน้าระดับโลก

จาก "เสาไฟ" สู่ดาวยิงแถวหน้าของยุโรป

หลังผ่านพ้นช่วงเวลาอันเลวร้ายของสงคราม เชโก้เริ่มต้นเส้นทางลูกหนังกับสโมสร  เซลเยซนิชาร์  ในบ้านเกิด

ช่วงแรกเขาเล่นในตำแหน่งกองกลาง และด้วยรูปร่างสูงถึง 193 เซนติเมตร ทำให้ดูเก้งก้างจนถูกล้อเลียนด้วยฉายา  "Kloc"  หรือ "เสาไฟฟ้า"

อย่างไรก็ตาม ความมุ่งมั่นและการพัฒนาฝีเท้าอย่างต่อเนื่องทำให้เขาค่อย ๆ สร้างชื่อ ก่อนย้ายไปค้าแข้งในลีกสาธารณรัฐเช็ก และได้รับโอกาสสำคัญเมื่อ เฟลิกซ์ มากัธ ดึงตัวไปร่วมทีม โวล์ฟสบวร์ก ทีมดังในบุนเดสลีกา เยอรมนี ในปี 2007

นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ชื่อของเชโก้เป็นที่รู้จักไปทั่ววงการฟุตบอลยุโรป

ความสำเร็จที่พิสูจน์คุณภาพระดับเวิลด์คลาส

แม้จะไม่ถูกยกย่องมากเท่ากองหน้าร่วมยุคหลายคน แต่ผลงานของเชโก้ในระดับสโมสรถือว่ายอดเยี่ยมอย่างยิ่ง

กับ โวล์ฟสบวร์ก เขามีบทบาทสำคัญในการพาทีมคว้าแชมป์ บุนเดสลีกา ฤดูกาล 2008/09  ซึ่งเป็นแชมป์ลีกสูงสุดสมัยแรกในประวัติศาสตร์สโมสร ก่อนคว้ารางวัลดาวซัลโวลีกเยอรมันในฤดูกาลถัดมาจากผลงาน 22 ประตู

จากนั้นเขาย้ายสู่  แมนเชสเตอร์ ซิตี้  และคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 2 สมัย โดยหนึ่งในช่วงเวลาที่แฟนบอลจดจำได้ดีที่สุดคือประตูตีเสมอ 2-2 ในนาที 91 ในเกมพบกับ ควีนส์ปาร์ค เรนเจอร์ส เมื่อปี 2012 ซึ่งปูทางสู่ประตูชัยประวัติศาสตร์ของ  เซร์คิโอ อเกวโร่  ที่ส่งให้ทีมคว้าแชมป์ลีกอย่างยิ่งใหญ่

ต่อมาในสีเสื้อ  อาแอส โรม่า  เขากลับมาระเบิดฟอร์มอีกครั้งด้วยการคว้าตำแหน่งดาวซัลโว  กัลโช่ เซเรีย อา ฤดูกาล 2016/17  พร้อมสร้างสถิติสโมสรจากการยิง 39 ประตูรวมทุกรายการในฤดูกาลเดียว

ส่วนกับ  อินเตอร์ มิลาน  เชโก้ช่วยทีมคว้าแชมป์  โคปปา อิตาเลีย  2 สมัย และมีส่วนสำคัญในการพาทีมทะลุเข้าชิงชนะเลิศ  ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก 2023 

วีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ของชาวบอสเนีย

หากในระดับสโมสร เชโก้คือกองหน้าชั้นนำของยุโรป ในระดับทีมชาติ เขาคือบุคคลสำคัญที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ฟุตบอลบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา

เขาครองสถิติทั้งดาวซัลโวสูงสุดและผู้ลงสนามมากที่สุดของทีมชาติ พร้อมเป็นกำลังสำคัญในการพาทีมผ่านเข้าสู่ศึก  ฟุตบอลโลก 2014  ที่ประเทศบราซิล ซึ่งเป็นการเข้าร่วมฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของชาติ

ความสำเร็จครั้งนั้นมีความหมายมากกว่าฟุตบอล เพราะเป็นช่วงเวลาที่ช่วยรวมใจผู้คนในประเทศที่เคยผ่านความขัดแย้งและบาดแผลจากสงครามมาอย่างยาวนาน

ก่อนทีมชาติบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา จะหวนคืนสู่เวทีฟุตบอลโลกอีกครั้งในรอบ 12 ปี ซึ่ง "เอดิน เชโก้" ในวัย 40 ปี คือหนึ่งในสองนักเตะชุดปัจจุบันร่วมกับ เซอัด โคลาซินัช ที่ยังหลังเหลือจากทีม ฟุตบอลโลก 2014 กับบทบาทกัปตันทีมลุยศึกครั้งนี้

 และด้วยวัย 40 ปี กับแม้อาจเป็นทัวร์นาเมนต์ระดับชาติหนสุดท้าย เชโก้ ก็ยังคงเป็นความหวังสูงสุดในเกมรุกของชาติ โดยในศึกฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก รวมถึงรอบเพลย์ออฟ เชโก้ ลงสนามช่วยทีมไปถึง 9 จาก 10 นัด ยิงได้ 6 ประตู พาบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา กลับคืนสู่เวทีที่ยิ่งใหญ่อีกครั้ง

จากเด็กชายที่เติบโตท่ามกลางเสียงปืนและระเบิด สู่การเป็นเจ้าของฉายา  "The Bosnian Diamond"  หรือ "เพชรแห่งบอสเนีย" ชีวิตของ  เอดิน เชโก้  จึงเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวที่พิสูจน์ว่า ความมุ่งมั่นและความหวัง สามารถพาผู้คนก้าวข้ามอุปสรรคที่ยากที่สุดในชีวิตได้เสมอ


สรุปข่าว

ย้อนเส้นทางชีวิต  เอดิน เชโก้  จากเด็กชายผู้เติบโตท่ามกลางสงครามบอสเนีย สู่กองหน้าระดับโลก เจ้าของฉายา "เพชรเม็ดงามแห่ง" และวีรบุรุษลูกหนังของชาติ

จากเด็กชายใต้เงาสงคราม สู่ "เพชรแห่งบอสเนีย" เส้นทางชีวิตของ เอดิน เชโก้

 เอดิน เชโก้  คือหนึ่งในกองหน้าที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของยุโรปตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา แต่เบื้องหลังเส้นทางอันยิ่งใหญ่ของเขาไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ฝึกฟุตบอลชั้นนำ หากแต่เริ่มต้นจากช่วงเวลาอันโหดร้ายของ  สงครามบอสเนีย  ที่เปลี่ยนชีวิตผู้คนทั้งประเทศ

 "ในวัยเด็ก เราไม่มีข้าวกินครบสามมื้อ และต้องคอยวิ่งหลบระเบิดอยู่ตลอด เด็กคนอื่นอาจเริ่มเล่นฟุตบอลบนท้องถนน แต่สำหรับผม ช่วงเวลานั้นแทบเป็นไปไม่ได้เลย"

คำพูดดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงชีวิตวัยเยาว์ของชายที่ภายหลังกลายเป็นความหวังสูงสุดของวงการฟุตบอลบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา

 วันที่สัญชาตญาณของแม่ช่วยชีวิตเขาเอาไว้

เชโก้เกิดเมื่อปี 1986 ที่กรุงซาราเยโว และต้องใช้ชีวิตในช่วงวัยเด็กท่ามกลางความรุนแรงของสงครามบอสเนีย

ในช่วงอายุเพียง 6-9 ปี บ้านของครอบครัวได้รับผลกระทบจากสงครามจนต้องอพยพไปอาศัยอยู่กับญาติหลายคนในห้องใต้หลังคาขนาดเล็ก

หนึ่งในเหตุการณ์ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในชีวิตของเขาเกิดขึ้นเมื่อเชโก้ต้องการออกไปเล่นฟุตบอลกับเพื่อน ๆ ที่ลานกว้างใกล้บ้าน แต่ เบลม่า ผู้เป็นแม่กลับรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีและสั่งห้ามไม่ให้ออกไป

ไม่นานหลังจากนั้น ลูกระเบิดได้ตกลงบริเวณดังกล่าว ส่งผลให้เพื่อนของเขาหลายคนเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บสาหัส เหตุการณ์วันนั้นกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยรักษาชีวิตของเด็กชายคนหนึ่ง ซึ่งต่อมากลายเป็นกองหน้าระดับโลก

จาก "เสาไฟ" สู่ดาวยิงแถวหน้าของยุโรป

หลังผ่านพ้นช่วงเวลาอันเลวร้ายของสงคราม เชโก้เริ่มต้นเส้นทางลูกหนังกับสโมสร  เซลเยซนิชาร์  ในบ้านเกิด

ช่วงแรกเขาเล่นในตำแหน่งกองกลาง และด้วยรูปร่างสูงถึง 193 เซนติเมตร ทำให้ดูเก้งก้างจนถูกล้อเลียนด้วยฉายา  "Kloc"  หรือ "เสาไฟฟ้า"

อย่างไรก็ตาม ความมุ่งมั่นและการพัฒนาฝีเท้าอย่างต่อเนื่องทำให้เขาค่อย ๆ สร้างชื่อ ก่อนย้ายไปค้าแข้งในลีกสาธารณรัฐเช็ก และได้รับโอกาสสำคัญเมื่อ เฟลิกซ์ มากัธ ดึงตัวไปร่วมทีม โวล์ฟสบวร์ก ทีมดังในบุนเดสลีกา เยอรมนี ในปี 2007

นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ชื่อของเชโก้เป็นที่รู้จักไปทั่ววงการฟุตบอลยุโรป

ความสำเร็จที่พิสูจน์คุณภาพระดับเวิลด์คลาส

แม้จะไม่ถูกยกย่องมากเท่ากองหน้าร่วมยุคหลายคน แต่ผลงานของเชโก้ในระดับสโมสรถือว่ายอดเยี่ยมอย่างยิ่ง

กับ โวล์ฟสบวร์ก เขามีบทบาทสำคัญในการพาทีมคว้าแชมป์ บุนเดสลีกา ฤดูกาล 2008/09  ซึ่งเป็นแชมป์ลีกสูงสุดสมัยแรกในประวัติศาสตร์สโมสร ก่อนคว้ารางวัลดาวซัลโวลีกเยอรมันในฤดูกาลถัดมาจากผลงาน 22 ประตู

จากนั้นเขาย้ายสู่  แมนเชสเตอร์ ซิตี้  และคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 2 สมัย โดยหนึ่งในช่วงเวลาที่แฟนบอลจดจำได้ดีที่สุดคือประตูตีเสมอ 2-2 ในนาที 91 ในเกมพบกับ ควีนส์ปาร์ค เรนเจอร์ส เมื่อปี 2012 ซึ่งปูทางสู่ประตูชัยประวัติศาสตร์ของ  เซร์คิโอ อเกวโร่  ที่ส่งให้ทีมคว้าแชมป์ลีกอย่างยิ่งใหญ่

ต่อมาในสีเสื้อ  อาแอส โรม่า  เขากลับมาระเบิดฟอร์มอีกครั้งด้วยการคว้าตำแหน่งดาวซัลโว  กัลโช่ เซเรีย อา ฤดูกาล 2016/17  พร้อมสร้างสถิติสโมสรจากการยิง 39 ประตูรวมทุกรายการในฤดูกาลเดียว

ส่วนกับ  อินเตอร์ มิลาน  เชโก้ช่วยทีมคว้าแชมป์  โคปปา อิตาเลีย  2 สมัย และมีส่วนสำคัญในการพาทีมทะลุเข้าชิงชนะเลิศ  ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก 2023 

วีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ของชาวบอสเนีย

หากในระดับสโมสร เชโก้คือกองหน้าชั้นนำของยุโรป ในระดับทีมชาติ เขาคือบุคคลสำคัญที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ฟุตบอลบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา

เขาครองสถิติทั้งดาวซัลโวสูงสุดและผู้ลงสนามมากที่สุดของทีมชาติ พร้อมเป็นกำลังสำคัญในการพาทีมผ่านเข้าสู่ศึก  ฟุตบอลโลก 2014  ที่ประเทศบราซิล ซึ่งเป็นการเข้าร่วมฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของชาติ

ความสำเร็จครั้งนั้นมีความหมายมากกว่าฟุตบอล เพราะเป็นช่วงเวลาที่ช่วยรวมใจผู้คนในประเทศที่เคยผ่านความขัดแย้งและบาดแผลจากสงครามมาอย่างยาวนาน

ก่อนทีมชาติบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา จะหวนคืนสู่เวทีฟุตบอลโลกอีกครั้งในรอบ 12 ปี ซึ่ง "เอดิน เชโก้" ในวัย 40 ปี คือหนึ่งในสองนักเตะชุดปัจจุบันร่วมกับ เซอัด โคลาซินัช ที่ยังหลังเหลือจากทีม ฟุตบอลโลก 2014 กับบทบาทกัปตันทีมลุยศึกครั้งนี้

 และด้วยวัย 40 ปี กับแม้อาจเป็นทัวร์นาเมนต์ระดับชาติหนสุดท้าย เชโก้ ก็ยังคงเป็นความหวังสูงสุดในเกมรุกของชาติ โดยในศึกฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก รวมถึงรอบเพลย์ออฟ เชโก้ ลงสนามช่วยทีมไปถึง 9 จาก 10 นัด ยิงได้ 6 ประตู พาบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา กลับคืนสู่เวทีที่ยิ่งใหญ่อีกครั้ง

จากเด็กชายที่เติบโตท่ามกลางเสียงปืนและระเบิด สู่การเป็นเจ้าของฉายา  "The Bosnian Diamond"  หรือ "เพชรแห่งบอสเนีย" ชีวิตของ  เอดิน เชโก้  จึงเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวที่พิสูจน์ว่า ความมุ่งมั่นและความหวัง สามารถพาผู้คนก้าวข้ามอุปสรรคที่ยากที่สุดในชีวิตได้เสมอ


ที่มาข้อมูล : TrueVisions

ที่มารูปภาพ : รายการถ่ายทอดสด

อดีต บรรณาธิการข่าวกีฬาออนไลน์ และ ผู้สื่อข่าวกีฬา

แท็กบทความ

ประวัตินักกีฬาบอลโลก2026
เอดินเชโก้
ทีมชาติบอสเนีย
ฟุตบอล