
นักกฎหมายยกแนวคำพิพากษาในอดีต ชี้การใช้บัตรแสดงตนแทนกันเป็นประเด็นที่กฎหมายมีแนววินิจฉัยรองรับ
วันที่ 4 สิงหาคม 2569 จากกรณีการประชุมสภากรุงเทพมหานคร (กทม.) ครั้งที่ 2/2569 ซึ่งมีสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) ตั้งข้อสังเกตว่า พบการใช้บัตรแสดงตนของสมาชิกแทนกัน โดยมีการระบุว่าบุคคลเจ้าของบัตรไม่ได้อยู่ภายในห้องประชุม แต่ระบบยังแสดงสถานะเข้าร่วมประชุม เหตุการณ์ดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และยังไม่มีข้อยุติหรือคำวินิจฉัยว่ามีการกระทำความผิด
ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม หรือ "ดร.ณัฏฐ์" นักกฎหมายมหาชน แสดงความคิดเห็นในเชิงกฎหมายว่า กรณีการใช้บัตรแสดงตนแทนกัน เคยเกิดขึ้นในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรมาแล้วหลายครั้ง และมีคำวินิจฉัยของศาลเป็นบรรทัดฐานในหลายคดี ซึ่งการพิจารณาจะขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานของแต่ละกรณี
สรุปข่าว
นักกฎหมายยกแนวคำพิพากษาในอดีต ชี้การใช้บัตรแสดงตนแทนกันเป็นประเด็นที่กฎหมายมีแนววินิจฉัยรองรับ
วันที่ 4 สิงหาคม 2569 จากกรณีการประชุมสภากรุงเทพมหานคร (กทม.) ครั้งที่ 2/2569 ซึ่งมีสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) ตั้งข้อสังเกตว่า พบการใช้บัตรแสดงตนของสมาชิกแทนกัน โดยมีการระบุว่าบุคคลเจ้าของบัตรไม่ได้อยู่ภายในห้องประชุม แต่ระบบยังแสดงสถานะเข้าร่วมประชุม เหตุการณ์ดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และยังไม่มีข้อยุติหรือคำวินิจฉัยว่ามีการกระทำความผิด
ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม หรือ "ดร.ณัฏฐ์" นักกฎหมายมหาชน แสดงความคิดเห็นในเชิงกฎหมายว่า กรณีการใช้บัตรแสดงตนแทนกัน เคยเกิดขึ้นในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรมาแล้วหลายครั้ง และมีคำวินิจฉัยของศาลเป็นบรรทัดฐานในหลายคดี ซึ่งการพิจารณาจะขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานของแต่ละกรณี
ยกคดีในอดีตประกอบการอธิบายข้อกฎหมาย
ดร.ณัฐวุฒิ ระบุว่า เมื่อปี 2555 เคยเกิดกรณีการใช้บัตรแสดงตนแทนกันในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งต่อมาศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ร่างกฎหมายที่อยู่ระหว่างการพิจารณาในขณะนั้นตกไป เนื่องจากกระบวนการประชุมไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ
ภายหลังการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ยังมีคดีลักษณะเดียวกันที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาลงโทษผู้กระทำความผิด และปัจจุบันยังมีบางคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล
ทั้งนี้ แนวคำพิพากษาที่ผ่านมาเป็นการพิจารณาตามข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานของแต่ละคดี ไม่ได้หมายความว่าทุกกรณีจะมีผลเช่นเดียวกัน
ชี้อำนาจตรวจสอบอยู่ที่ ป.ป.ช. หากชี้มูล คดีเข้าสู่ศาลอาญาคดีทุจริตฯ
ดร.ณัฐวุฒิ อธิบายว่า สมาชิกสภากรุงเทพมหานครถือเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามบทนิยามของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
หากมีการกล่าวหาว่ากระทำความผิด หน่วยงานที่มีอำนาจไต่สวนคือ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และหาก ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด การดำเนินคดีจะอยู่ในอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 ไม่ใช่ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเลือกตั้ง เนื่องจากไม่ใช่คดีทุจริตการเลือกตั้ง
ตั้งข้อสังเกตเรื่องมาตรฐานความโปร่งใส
ดร.ณัฐวุฒิ ยังกล่าวว่า ประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องที่ประชาชนสามารถติดตามการตรวจสอบได้ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับมาตรฐานความโปร่งใสและความรับผิดชอบของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
อย่างไรก็ตาม การจะวินิจฉัยว่ามีการกระทำความผิดหรือไม่ จำเป็นต้องอาศัยการไต่สวนข้อเท็จจริงของ ป.ป.ช. และคำพิพากษาของศาลที่มีอำนาจตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป
