เครือข่ายประชาชนยื่นภูมิใจไทย ขอถอนร่างกฎหมายภาษีบาป 4 ฉบับ

Share on Line Share on Facebook Share on X
เครือข่ายประชาชนยื่นภูมิใจไทย ขอถอนร่างกฎหมายภาษีบาป 4 ฉบับ

ภาคประชาชนยื่นภูมิใจไทย ทบทวนร่างกฎหมายภาษีบาป

เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2569 เครือข่ายด้านความมั่นคงทางอาหาร เครือข่ายผู้ปกครองในสถานศึกษา และเครือข่ายเด็กมีภูมิ (Youth Club) เดินทางไปยังที่ทำการพรรคภูมิใจไทย เพื่อยื่นหนังสือขอให้พิจารณาทบทวนและถอนร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมาย 4 ฉบับ ซึ่งเสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรค และมีสาระสำคัญเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนระบบจัดสรรเงินจากภาษีสุราและยาสูบ หรือ Earmarked Tax

ข้อเสนอในร่างกฎหมายดังกล่าวมีเป้าหมายเปลี่ยนรูปแบบการจัดสรรเงินบำรุงให้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และอีก 3 กองทุน จากระบบภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ มาเป็นการรับงบประมาณรายจ่ายประจำปีของรัฐบาล

กลุ่มผู้ยื่นหนังสือแสดงความกังวลว่า การเปลี่ยนแปลงระบบงบประมาณอาจกระทบความต่อเนื่องของโครงการด้านสุขภาพ ความมั่นคงทางอาหาร และการดูแลกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุ ซึ่งจำเป็นต้องดำเนินงานในระยะยาว

สรุปข่าว

เครือข่ายความมั่นคงทางอาหาร ผู้ปกครองและเยาวชน ยื่นหนังสือพรรคภูมิใจไทย ขอถอนร่างกฎหมาย 4 ฉบับ ที่เสนอเปลี่ยนระบบจัดสรรภาษีบาปเป็นงบประมาณรายปี ห่วงกระทบงาน สสส. ด้านอาหารปลอดภัย เด็ก และผู้สูงอายุ พร้อมเสนอปรับปรุงกลไกตรวจสอบแทนการยกเลิกระบบเดิม

ภาคประชาชนยื่นภูมิใจไทย ทบทวนร่างกฎหมายภาษีบาป

เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2569 เครือข่ายด้านความมั่นคงทางอาหาร เครือข่ายผู้ปกครองในสถานศึกษา และเครือข่ายเด็กมีภูมิ (Youth Club) เดินทางไปยังที่ทำการพรรคภูมิใจไทย เพื่อยื่นหนังสือขอให้พิจารณาทบทวนและถอนร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมาย 4 ฉบับ ซึ่งเสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรค และมีสาระสำคัญเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนระบบจัดสรรเงินจากภาษีสุราและยาสูบ หรือ Earmarked Tax

ข้อเสนอในร่างกฎหมายดังกล่าวมีเป้าหมายเปลี่ยนรูปแบบการจัดสรรเงินบำรุงให้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และอีก 3 กองทุน จากระบบภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ มาเป็นการรับงบประมาณรายจ่ายประจำปีของรัฐบาล

กลุ่มผู้ยื่นหนังสือแสดงความกังวลว่า การเปลี่ยนแปลงระบบงบประมาณอาจกระทบความต่อเนื่องของโครงการด้านสุขภาพ ความมั่นคงทางอาหาร และการดูแลกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุ ซึ่งจำเป็นต้องดำเนินงานในระยะยาว

ชูผลงาน 20 ปี อนุรักษ์ข้าวกว่า 400 สายพันธุ์

นายนพดล มั่นศักดิ์ ตัวแทนมูลนิธิและภาคีเครือข่ายโรงเรียนชาวนา จังหวัดนครสวรรค์ เปิดเผยว่า การสนับสนุนจาก สสส. ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาระบบอาหารระดับชุมชน โดยเครือข่ายสามารถอนุรักษ์พันธุ์ข้าวได้มากกว่า 400 สายพันธุ์ และพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ข้าวอีก 9 สายพันธุ์ อาทิ ข้าวช่อราตรี ขาวเกยไชย และชำมะเลียงแดง ซึ่งมีการนำไปเพาะปลูกในพื้นที่หลายแสนไร่

ขณะที่ นางสาวศุภดา ทองธรรมชาติ ตัวแทนเครือข่ายความมั่นคงทางอาหารคาบสมุทรสทิงพระ ระบุว่า การดำเนินงานในพื้นที่ภาคใต้ช่วยเชื่อมโยงอาหารอินทรีย์และอาหารท้องถิ่นเข้าสู่โรงเรียนมากกว่า 30 แห่ง พร้อมสร้างความมั่นคงทางอาหารแก่ประชาชนกว่า 8,000 ครอบครัว

นอกจากนี้ เครือข่ายยังมีบทบาทในการกระจายอาหารช่วยเหลือประชาชนหลายพันครอบครัวในช่วงการระบาดของโควิด-19 และสถานการณ์อุทกภัย ก่อนพัฒนาเป็นต้นแบบการจัดการอาหารชุมชนในพื้นที่อื่น

ด้านนายสุทิน กรีโรจน์ ตัวแทนชุมชนเมืองในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล กล่าวว่า การสนับสนุนโครงการเกษตรเชิงนิเวศยังช่วยฟื้นฟูสุขภาพจิตและพัฒนาทักษะอาชีพของกลุ่มเปราะบาง ควบคู่กับกิจกรรมลดอบายมุขและป้องกันความรุนแรงในชุมชน เพื่อส่งเสริมให้ผู้ผ่านกระบวนการบำบัดกลับมาประกอบอาชีพและดำรงชีวิตในสังคมได้

ห่วงงบประมาณไม่ต่อเนื่อง กระทบเด็กและผู้สูงอายุ

นายรวิศุทธ์ คณิตกุลเศรษฐ์ แกนนำเครือข่ายเด็กมีภูมิ (Youth Club) กล่าวว่า การปรับระบบจัดสรรงบประมาณอาจส่งผลต่องานสร้างเสริมสุขภาพและการดูแลผู้สูงอายุ เนื่องจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ รวมถึงการพัฒนาภูมิคุ้มกันทางสังคม ต้องอาศัยการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ไม่สามารถหยุดหรือเริ่มใหม่ตามการเปลี่ยนแปลงทางนโยบายได้โดยง่าย

ด้านนางสาวปรกชล อู๋ทรัพย์ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) กล่าวถึงความร่วมมือระหว่างเครือข่ายภาคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทยและพรรคการเมืองหลายพรรค ในการผลักดันมาตรการห้ามใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง

โดยระบุข้อมูลผลการดำเนินงานว่า สามารถลดการนำเข้าสารอันตรายได้ร้อยละ 42 และลดอัตราการป่วยเฉียบพลันจากสารเคมีได้ 2.60 เท่า อีกทั้งมีผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (SROI) สูงถึง 46 เท่า

ทั้งนี้ เครือข่ายเห็นว่าการดำเนินงานดังกล่าวมีความสำคัญต่อการลดความเสี่ยงด้านสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับสารเคมี ทั้งโรคมะเร็ง โรคพาร์กินสัน และผลกระทบต่อพัฒนาการทางสมองของเด็ก โดยกังวลว่าการปรับระบบงบประมาณอาจกระทบการเฝ้าระวังสารเคมีและการพัฒนาระบบผักผลไม้ปลอดภัยในอนาคต

เสนอ 3 เหตุผล คงระบบภาษีเพื่อสุขภาพ

นางสาวปรกชล ระบุว่า เครือข่ายภาคประชาชนเสนอให้พรรคภูมิใจไทยพิจารณาทบทวนร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับ โดยให้เหตุผลสำคัญ 3 ประการ

ประการแรก กลุ่มผู้ยื่นหนังสือเห็นว่า ระบบ Earmarked Tax ไม่ขัดต่อหลักวินัยการเงินการคลังของรัฐ โดยอ้างอิงพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 มาตรา 4 มาตรา 61 และมาตรา 82 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการบริหารเงินนอกงบประมาณ พร้อมเสนอให้ปรับปรุงระบบตรวจสอบและกำกับดูแล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความโปร่งใสในการใช้เงิน

ประการที่สอง การคงระบบจัดสรรเงินเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะจะช่วยรักษาความต่อเนื่องของแผนงานสร้างเสริมสุขภาพ โดยเฉพาะโครงการป้องกันปัญหาสุขภาพที่ต้องดำเนินงานหลายปี และลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายหรือกระบวนการจัดทำงบประมาณประจำปี

ประการที่สาม เงินสนับสนุนจาก สสส. มีบทบาทต่อการลงทุนด้านการป้องกันโรคและลดปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพ ซึ่งเครือข่ายเห็นว่าจะช่วยลดภาระค่ารักษาพยาบาลในระยะยาว และสนับสนุนการบริหารงบประมาณด้านสาธารณสุขของประเทศ

ทั้งนี้ เครือข่ายภาคประชาชนยืนยันข้อเสนอให้พรรคภูมิใจไทยทบทวนและถอนร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับ โดยมุ่งรักษาความต่อเนื่องของระบบสนับสนุนงานสร้างเสริมสุขภาพ พร้อมเสนอให้พัฒนากลไกตรวจสอบการใช้จ่ายเงินให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ประเด็นหลังจากนี้อยู่ที่การพิจารณาข้อเสนอของพรรคภูมิใจไทย และแนวทางดำเนินการเกี่ยวกับร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับ ซึ่งเกี่ยวข้องกับโครงสร้างการจัดสรรงบประมาณด้านสุขภาพของประเทศในระยะยาว

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : TNN