เครือข่ายสุขภาพค้านยกเลิกภาษีบาป ห่วงกระทบงบ สสส.

เครือข่ายสุขภาพเสนอรัฐบาลพิจารณาทบทวนแนวทางยกเลิกระบบจัดสรรเงินเพิ่มจากภาษีสุราและยาสูบ หรือ Earmarked Tax ซึ่งเป็นแหล่งรายได้สำคัญของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยแสดงความกังวลว่าการเปลี่ยนแปลงระบบดังกล่าวอาจกระทบความต่อเนื่องของงานสร้างเสริมสุขภาพ พร้อมเสนอให้ปรับปรุงระบบบริหารกองทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และความคุ้มค่าในการใช้จ่ายงบประมาณ
เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2569 ที่โรงแรมเบสเวสเทิร์น กรุงเทพฯ เครือข่ายสุขภาพจัดเวทีเสวนาหัวข้อ “แก้กฎหมาย 4 องค์กร เพื่อยกเลิกภาษีบาป สังคมมีแต่เสีย” โดยมีนักวิชาการด้านสาธารณสุข กฎหมาย และเศรษฐศาสตร์ ร่วมให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลการดำเนินงานของ สสส. ตลอด 25 ปี รวมถึงข้อเสนอสำหรับการปรับปรุงระบบจัดสรรงบประมาณภาครัฐ

ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ อธิบายว่า กฎหมายจัดตั้ง สสส. กำหนดให้กองทุนได้รับเงินเพิ่มในอัตรา 2% จากภาษีสุราและยาสูบ เพื่อใช้สนับสนุนโครงการสร้างเสริมสุขภาพอย่างต่อเนื่อง พร้อมกำหนดหลักการบริหารที่เป็นอิสระ เพื่อลดความเสี่ยงจากการแทรกแซงทางการเมืองและกลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการควบคุมสินค้าทำลายสุขภาพ
หากยกเลิกระบบจัดสรรรายได้โดยตรง อาจทำให้ สสส. ต้องเผชิญความไม่แน่นอนด้านงบประมาณ และกระทบโครงการที่ดำเนินงานร่วมกับภาคประชาสังคมและหน่วยงานสาธารณสุขในระยะยาว
สรุปข่าว
เครือข่ายสุขภาพเสนอรัฐบาลพิจารณาทบทวนแนวทางยกเลิกระบบจัดสรรเงินเพิ่มจากภาษีสุราและยาสูบ หรือ Earmarked Tax ซึ่งเป็นแหล่งรายได้สำคัญของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยแสดงความกังวลว่าการเปลี่ยนแปลงระบบดังกล่าวอาจกระทบความต่อเนื่องของงานสร้างเสริมสุขภาพ พร้อมเสนอให้ปรับปรุงระบบบริหารกองทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และความคุ้มค่าในการใช้จ่ายงบประมาณ
เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2569 ที่โรงแรมเบสเวสเทิร์น กรุงเทพฯ เครือข่ายสุขภาพจัดเวทีเสวนาหัวข้อ “แก้กฎหมาย 4 องค์กร เพื่อยกเลิกภาษีบาป สังคมมีแต่เสีย” โดยมีนักวิชาการด้านสาธารณสุข กฎหมาย และเศรษฐศาสตร์ ร่วมให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลการดำเนินงานของ สสส. ตลอด 25 ปี รวมถึงข้อเสนอสำหรับการปรับปรุงระบบจัดสรรงบประมาณภาครัฐ

ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ อธิบายว่า กฎหมายจัดตั้ง สสส. กำหนดให้กองทุนได้รับเงินเพิ่มในอัตรา 2% จากภาษีสุราและยาสูบ เพื่อใช้สนับสนุนโครงการสร้างเสริมสุขภาพอย่างต่อเนื่อง พร้อมกำหนดหลักการบริหารที่เป็นอิสระ เพื่อลดความเสี่ยงจากการแทรกแซงทางการเมืองและกลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการควบคุมสินค้าทำลายสุขภาพ
หากยกเลิกระบบจัดสรรรายได้โดยตรง อาจทำให้ สสส. ต้องเผชิญความไม่แน่นอนด้านงบประมาณ และกระทบโครงการที่ดำเนินงานร่วมกับภาคประชาสังคมและหน่วยงานสาธารณสุขในระยะยาว

ด้าน ศ.ดร.นพ.พลเทพ วิจิตรคุณากร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) ระบุว่า การดำเนินงานของ สสส. อาศัยความร่วมมือระหว่างภาคประชาสังคม ภาควิชาการ และภาคนโยบาย ทั้งการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาสูบ และการพัฒนาระบบบริการด้านสุขภาพ
ข้อมูลผลสำรวจในปี 2568 พบว่า โครงการงดเหล้าเข้าพรรษามีประชาชนลด ละ หรือเลิกดื่มประมาณ 8.6 ล้านคน ในจำนวนนี้งดดื่มตลอดช่วงเข้าพรรษา 4.5 ล้านคน ช่วยลดค่าใช้จ่ายครัวเรือนรวมประมาณ 14,949 ล้านบาท ขณะที่การประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ของแผนควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และสิ่งเสพติด ระหว่างปี 2561–2565 พบว่า เงินลงทุนทุก 1 บาท ก่อให้เกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐศาสตร์ 6.13 บาท
นอกจากนี้ งานวิจัยที่เผยแพร่ในวารสาร BMJ Global Health พบว่า การรณรงค์งดเหล้าเข้าพรรษาช่วยลดปริมาณการบริโภคแอลกอฮอล์ได้ 9.97% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเข้าพรรษาในอดีตที่ไม่มีการรณรงค์ ส่วนงานวิจัยใน Journal of Social Marketing พบว่าผู้รับรู้การรณรงค์มีโอกาสลดหรืองดดื่มสูงกว่าผู้ที่ไม่ได้รับรู้ประมาณ 1.3–1.4 เท่า

สำหรับงานควบคุมยาสูบ ศ.พญ.สุวรรณา เรืองกาญจนเศรษฐ์ รองผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) เปิดเผยว่า อัตราการสูบบุหรี่ของประชาชนไทยลดลงจาก 32% ในปี 2534 เหลือ 16.7% หรือลดลง 48.5% อย่างไรก็ตาม ยังต้องเฝ้าระวังการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มเด็กและเยาวชน
ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบมาตรการป้องกันเด็กและเยาวชนจากบุหรี่ไฟฟ้า 5 มาตรการ และมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ โดยข้อมูลสำรวจที่นำเสนอในเวทีระบุว่า อัตราการสูบบุหรี่ไฟฟ้าของเยาวชนอายุ 10–19 ปี ลดลงประมาณ 40% หลังเดือนกุมภาพันธ์ 2568

ขณะที่ รศ.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช จากคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ตั้งข้อสังเกตถึงผลกระทบของการยกเลิก Earmarked Tax ต่อมาตรการควบคุมยาสูบ โดยอ้างถึงเอกสารภายในบริษัทบุหรี่ที่เปิดเผยตามคำสั่งศาลในสหรัฐอเมริกา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมยาสูบเคยคัดค้านระบบภาษีที่จัดสรรเงินให้โครงการด้านสุขภาพ พร้อมเสนอให้รัฐบาลเปิดเผยข้อมูลและเหตุผลประกอบการพิจารณาปรับเปลี่ยนนโยบายอย่างรอบด้าน
ในมิติข้อกฎหมาย รศ.ดร.เอื้ออารีย์ อิ้งจะนิล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า มาตรา 82 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 มีบทเฉพาะกาลรองรับการดำเนินงานของกองทุนที่จัดตั้งขึ้นก่อนกฎหมายมีผลใช้บังคับ การอ้างเหตุผลด้านวินัยการคลังเพื่อยกเลิกระบบดังกล่าวจึงควรพิจารณาข้อกฎหมายให้ครบถ้วน
พร้อมเสนอให้กำหนดเพดานวงเงินจัดสรรสูงสุดของกองทุน โดยนำรายได้ส่วนที่เกินเพดานส่งคลัง เพิ่มกลไกให้รัฐสภารับทราบแผนยุทธศาสตร์และกรอบการใช้จ่าย รวมถึงประเมินความคุ้มค่าของกองทุนทุก 3–5 ปี

ด้าน ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักเศรษฐศาสตร์และนักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เสนอให้คงรูปแบบการสนับสนุนงบประมาณที่มีความต่อเนื่องและรักษาความเป็นอิสระของ สสส. ควบคู่กับการปฏิรูปการจัดสรรทุนให้เปิดกว้าง เพิ่มการประเมินผลจากหน่วยงานอิสระ และวางมาตรการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน
ดร.นณริฏ ระบุว่า ภารกิจสร้างเสริมสุขภาพต้องอาศัยองค์ความรู้และความร่วมมือที่พัฒนาต่อเนื่องหลายปี การปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานสามารถทำได้โดยไม่จำเป็นต้องนำกองทุนกลับเข้าสู่ระบบงบประมาณรายปีโดยตรง

สอดคล้องกับข้อเสนอของ นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ที่เห็นว่ารัฐบาลควรมุ่งพัฒนาระบบตรวจสอบและธรรมาภิบาลของกองทุน รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารเงิน มากกว่าการตัดแหล่งรายได้ที่สนับสนุนภารกิจด้านสาธารณสุข
สำหรับข้อเสนอจากเวทีเสวนาครั้งนี้ เครือข่ายสุขภาพต้องการให้รัฐบาลนำข้อมูลด้านกฎหมาย ผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์ และผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนมาประกอบการพิจารณา พร้อมเปิดโอกาสให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกำหนดแนวทางปรับปรุงระบบการเงินการคลัง เพื่อให้การบริหารงบประมาณของประเทศมีประสิทธิภาพและรักษาความต่อเนื่องของมาตรการสร้างเสริมสุขภาพ
- นายกฯ ยินดี ไทย–UAE เจรจา “CEPA” สำเร็จ ปูทางสินค้าไทยบุกตลาดตะวันออกกลาง
- ไม่ได้ทิ้งประชาชน! รัฐบาลโต้ปมนายกฯ ไปสิงคโปร์ช่วงน้ำท่วม
- IMF ชี้ไทยเจ้าภาพประชุม IMF–World Bank ยกระดับบทบาทบนเวทีเศรษฐกิจโลก
- รัฐบาลยืนยัน “อ่างเก็บน้ำคลองระโอก” ไม่ได้แตก แค่กัดเซาะด้านข้างทางระบายน้ำ
- ครม. เห็นชอบร่างปฏิญญาร่วมฯ ไทย-เยอรมนี เดินหน้าความร่วมมือ 5 ด้าน
