วงเสวนาเร่งแก้ พ.ร.บ.สถานบริการ ปิดช่องส่วย-ยกระดับความปลอดภัย

Share on Line Share on Facebook Share on X
วงเสวนาเร่งแก้ พ.ร.บ.สถานบริการ ปิดช่องส่วย-ยกระดับความปลอดภัย

วันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ คอนเวนชั่น ถนนวิภาวดี-รังสิต มูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ เครือข่ายสื่อมวลชนขับเคลื่อนสุขภาวะเพื่อสังคมไทยยั่งยืน เครือข่ายองค์กรงดเหล้า มูลนิธิเด็กเยาวชนและครอบครัว เครือข่ายชุมชนลดปัจจัยเสี่ยง เครือข่ายสื่อสร้างสรรค์เพื่อการขับเคลื่อนสังคม และเครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพเยาวชน ภายใต้การสนับสนุนของกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. จัดงานเสวนาเรื่อง “ความปลอดภัยในสถานบริการร้านเหล้า-ผับบาร์ : ปัญหาและทางออก”

การเสวนาครั้งนี้นำกรณีศึกษาเหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ซึ่งเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 34 ราย และมีผู้บาดเจ็บจำนวนมากที่ยังอยู่ระหว่างการรักษาตัวในโรงพยาบาล มาหารือถึงปัญหาด้านกฎหมาย มาตรฐานความปลอดภัย การอนุญาต การตรวจสอบ และแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ

นายวิเชษฐ์ พิชัยรัตน์ กรรมการกองทุน สสส. กล่าวว่า เหตุไฟไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว สร้างความสะเทือนใจต่อประชาชนทั่วประเทศ หลังประเทศไทยเคยเกิดเหตุลักษณะเดียวกันหลายครั้ง โดยเหตุไฟไหม้ซานติก้าผับในคืนเคาท์ดาวน์ปีใหม่ 2552 มีผู้เสียชีวิตรวม 67 ราย และเหตุไฟไหม้ผับเมาน์เทน บี จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2565 มีผู้เสียชีวิต 22 ราย

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องแสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยยังมีช่องว่างด้านมาตรฐานความปลอดภัยและการบังคับใช้กฎหมาย การกล่าวถึงการถอดบทเรียนจึงอาจยังไม่เพียงพอ เพราะเป็นปัญหาเชิงระบบที่สามารถป้องกันได้

สสส. จึงร่วมกับภาคีเครือข่ายจัดการเสวนา เพื่อพิจารณาปัญหาและความรับผิดชอบของผู้ประกอบการ หน่วยงานรัฐ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ขั้นตอนการอนุญาต การต่ออายุใบอนุญาต การตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัย การกำกับดูแลสถานประกอบการ ตลอดจนการตรวจสอบการกระทำที่อาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายทั้งหมด


นายวิเชษฐ์ระบุว่า ถึงเวลาทบทวนพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509 รวมถึงแนวทางกำกับดูแลสถานประกอบการที่มีลักษณะคล้ายสถานบริการ และร้านอาหารที่ขออนุญาตให้มีการเล่นดนตรีสดตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข ตลอดจนปัญหาการจัดโซนนิ่งที่ยังไม่สอดคล้องกับบริบทของสังคมในปัจจุบัน

ผศ.ดร.เจริญ เจริญชัย ที่ปรึกษาสมาคมสุราท้องถิ่นไทย กล่าวว่า การกำกับดูแลสถานบริการในต่างประเทศมีกฎหมายและแนวปฏิบัติแตกต่างกัน เช่น ประเทศญี่ปุ่นและไต้หวัน ร้านอิซากาย่าที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อาจไม่มีการตรวจบัตรผู้เข้าใช้บริการ แต่ประชาชนมีวินัย ผู้ที่มีอายุไม่ถึงเกณฑ์ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะไม่เข้าใช้บริการและเคารพกฎหมาย

ส่วนผับ บาร์ และไนต์คลับ ซึ่งเป็นสถานที่ปิด บางแห่งสามารถตั้งอยู่บนชั้นบนของอาคารสูงได้ แต่ต้องมีระบบความปลอดภัย และไม่เปิดในย่านที่อยู่อาศัย โดยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ขณะที่ผู้ประกอบกิจการและประชาชนเคารพกฎหมาย พร้อมมีการปลูกฝังค่านิยมที่ถูกต้องตั้งแต่วัยเด็ก

ผศ.ดร.เจริญกล่าวว่า ปัญหาในสถานบริการของประเทศไทยยังเกิดขึ้นต่อเนื่องจาก 3 ปัจจัย ได้แก่ กฎหมายไม่สอดคล้องกับสภาพสังคมในปัจจุบัน การบังคับใช้กฎหมายของผู้รับผิดชอบไม่จริงจังและถูกใช้เป็นช่องทางหารายได้พิเศษ รวมถึงความเคยชินของประชาชนที่ยอมรับสภาพปัญหา โดยไม่มีการเคลื่อนไหวให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม เพราะมองว่าเป็นเรื่องใหญ่หรือแก้ไขได้ยาก

แม้ผู้นำทางความคิดและสื่อมวลชนจะเสนอให้เกิดการเปลี่ยนแปลง แต่ยังไม่มีการดำเนินงานอย่างจริงจังเพียงพอ เพื่อสร้างความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่ใช้บริการสถานบันเทิง

แนวทางแก้ไขจึงต้องมีผู้นำที่ริเริ่มปรับปรุงกฎหมาย และทำให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องไม่สามารถ หรือหมดความจำเป็นในการหารายได้พิเศษจากการละเลยการบังคับใช้กฎหมาย

ด้านนายธีระ วัชรปราณี ผู้อำนวยการเครือข่ายองค์กรงดเหล้า กล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงมหาดไทยและกรุงเทพมหานครกำลังเร่งตรวจสอบสภาพของสถานบริการและร้านที่มีลักษณะคล้ายสถานบริการให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน

เพื่อให้กระบวนการตรวจสอบเป็นที่ยอมรับ ควรเปิดให้ภาคประชาสังคมในแต่ละพื้นที่เข้าร่วมสังเกตการณ์ และเมื่อครบกำหนดตรวจสอบแล้ว ต้องเปิดเผยข้อมูลต่อประชาชนในรูปแบบ Open Data ผ่านเว็บไซต์ เพื่อให้ทุกคนสามารถตรวจสอบสถานประกอบการแต่ละแห่งได้ทั่วประเทศ รวมถึงสามารถร้องเรียนได้เมื่อพบปัญหา

นายธีระเห็นว่า หากไม่มีระบบเปิดเผยข้อมูลและการติดตามจากประชาชน ประเด็นการตรวจสอบอาจเงียบหายไปหลังพ้นช่วงกระแสความสนใจ

สำหรับการแก้ไขกฎหมาย กระทรวงมหาดไทยและพรรคการเมืองต่างมีการศึกษาและจัดทำร่างกฎหมายไว้แล้ว แต่ในมุมมองของภาคประชาชน กฎหมายดังกล่าวเกี่ยวข้องกับผลกระทบทางสังคมในวงกว้าง ขณะเดียวกันก็มีเป้าหมายเพิ่มการท่องเที่ยวและสร้างรายได้


 

สรุปข่าว

วงเสวนาเสนอเร่งแก้ พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ. 2509 หลังเหตุไฟไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว เสียชีวิต 34 ราย แนะเปิดผลตรวจสถานประกอบการภายใน 30 วันผ่านเว็บไซต์ ปรับนิยาม โซนนิ่ง เวลาเปิด-ปิด ระบบอนุญาตจุดเดียว และเปิดทางประชาชนร่วมตรวจสอบ พร้อมปิดช่องส่วยเจ้าหน้าที่รัฐ

วันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ คอนเวนชั่น ถนนวิภาวดี-รังสิต มูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ เครือข่ายสื่อมวลชนขับเคลื่อนสุขภาวะเพื่อสังคมไทยยั่งยืน เครือข่ายองค์กรงดเหล้า มูลนิธิเด็กเยาวชนและครอบครัว เครือข่ายชุมชนลดปัจจัยเสี่ยง เครือข่ายสื่อสร้างสรรค์เพื่อการขับเคลื่อนสังคม และเครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพเยาวชน ภายใต้การสนับสนุนของกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. จัดงานเสวนาเรื่อง “ความปลอดภัยในสถานบริการร้านเหล้า-ผับบาร์ : ปัญหาและทางออก”

การเสวนาครั้งนี้นำกรณีศึกษาเหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ซึ่งเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 34 ราย และมีผู้บาดเจ็บจำนวนมากที่ยังอยู่ระหว่างการรักษาตัวในโรงพยาบาล มาหารือถึงปัญหาด้านกฎหมาย มาตรฐานความปลอดภัย การอนุญาต การตรวจสอบ และแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ

นายวิเชษฐ์ พิชัยรัตน์ กรรมการกองทุน สสส. กล่าวว่า เหตุไฟไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว สร้างความสะเทือนใจต่อประชาชนทั่วประเทศ หลังประเทศไทยเคยเกิดเหตุลักษณะเดียวกันหลายครั้ง โดยเหตุไฟไหม้ซานติก้าผับในคืนเคาท์ดาวน์ปีใหม่ 2552 มีผู้เสียชีวิตรวม 67 ราย และเหตุไฟไหม้ผับเมาน์เทน บี จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2565 มีผู้เสียชีวิต 22 ราย

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องแสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยยังมีช่องว่างด้านมาตรฐานความปลอดภัยและการบังคับใช้กฎหมาย การกล่าวถึงการถอดบทเรียนจึงอาจยังไม่เพียงพอ เพราะเป็นปัญหาเชิงระบบที่สามารถป้องกันได้

สสส. จึงร่วมกับภาคีเครือข่ายจัดการเสวนา เพื่อพิจารณาปัญหาและความรับผิดชอบของผู้ประกอบการ หน่วยงานรัฐ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ขั้นตอนการอนุญาต การต่ออายุใบอนุญาต การตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัย การกำกับดูแลสถานประกอบการ ตลอดจนการตรวจสอบการกระทำที่อาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายทั้งหมด


นายวิเชษฐ์ระบุว่า ถึงเวลาทบทวนพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509 รวมถึงแนวทางกำกับดูแลสถานประกอบการที่มีลักษณะคล้ายสถานบริการ และร้านอาหารที่ขออนุญาตให้มีการเล่นดนตรีสดตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข ตลอดจนปัญหาการจัดโซนนิ่งที่ยังไม่สอดคล้องกับบริบทของสังคมในปัจจุบัน

ผศ.ดร.เจริญ เจริญชัย ที่ปรึกษาสมาคมสุราท้องถิ่นไทย กล่าวว่า การกำกับดูแลสถานบริการในต่างประเทศมีกฎหมายและแนวปฏิบัติแตกต่างกัน เช่น ประเทศญี่ปุ่นและไต้หวัน ร้านอิซากาย่าที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อาจไม่มีการตรวจบัตรผู้เข้าใช้บริการ แต่ประชาชนมีวินัย ผู้ที่มีอายุไม่ถึงเกณฑ์ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะไม่เข้าใช้บริการและเคารพกฎหมาย

ส่วนผับ บาร์ และไนต์คลับ ซึ่งเป็นสถานที่ปิด บางแห่งสามารถตั้งอยู่บนชั้นบนของอาคารสูงได้ แต่ต้องมีระบบความปลอดภัย และไม่เปิดในย่านที่อยู่อาศัย โดยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ขณะที่ผู้ประกอบกิจการและประชาชนเคารพกฎหมาย พร้อมมีการปลูกฝังค่านิยมที่ถูกต้องตั้งแต่วัยเด็ก

ผศ.ดร.เจริญกล่าวว่า ปัญหาในสถานบริการของประเทศไทยยังเกิดขึ้นต่อเนื่องจาก 3 ปัจจัย ได้แก่ กฎหมายไม่สอดคล้องกับสภาพสังคมในปัจจุบัน การบังคับใช้กฎหมายของผู้รับผิดชอบไม่จริงจังและถูกใช้เป็นช่องทางหารายได้พิเศษ รวมถึงความเคยชินของประชาชนที่ยอมรับสภาพปัญหา โดยไม่มีการเคลื่อนไหวให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม เพราะมองว่าเป็นเรื่องใหญ่หรือแก้ไขได้ยาก

แม้ผู้นำทางความคิดและสื่อมวลชนจะเสนอให้เกิดการเปลี่ยนแปลง แต่ยังไม่มีการดำเนินงานอย่างจริงจังเพียงพอ เพื่อสร้างความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่ใช้บริการสถานบันเทิง

แนวทางแก้ไขจึงต้องมีผู้นำที่ริเริ่มปรับปรุงกฎหมาย และทำให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องไม่สามารถ หรือหมดความจำเป็นในการหารายได้พิเศษจากการละเลยการบังคับใช้กฎหมาย

ด้านนายธีระ วัชรปราณี ผู้อำนวยการเครือข่ายองค์กรงดเหล้า กล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงมหาดไทยและกรุงเทพมหานครกำลังเร่งตรวจสอบสภาพของสถานบริการและร้านที่มีลักษณะคล้ายสถานบริการให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน

เพื่อให้กระบวนการตรวจสอบเป็นที่ยอมรับ ควรเปิดให้ภาคประชาสังคมในแต่ละพื้นที่เข้าร่วมสังเกตการณ์ และเมื่อครบกำหนดตรวจสอบแล้ว ต้องเปิดเผยข้อมูลต่อประชาชนในรูปแบบ Open Data ผ่านเว็บไซต์ เพื่อให้ทุกคนสามารถตรวจสอบสถานประกอบการแต่ละแห่งได้ทั่วประเทศ รวมถึงสามารถร้องเรียนได้เมื่อพบปัญหา

นายธีระเห็นว่า หากไม่มีระบบเปิดเผยข้อมูลและการติดตามจากประชาชน ประเด็นการตรวจสอบอาจเงียบหายไปหลังพ้นช่วงกระแสความสนใจ

สำหรับการแก้ไขกฎหมาย กระทรวงมหาดไทยและพรรคการเมืองต่างมีการศึกษาและจัดทำร่างกฎหมายไว้แล้ว แต่ในมุมมองของภาคประชาชน กฎหมายดังกล่าวเกี่ยวข้องกับผลกระทบทางสังคมในวงกว้าง ขณะเดียวกันก็มีเป้าหมายเพิ่มการท่องเที่ยวและสร้างรายได้


 

ความแตกต่างระหว่างเป้าหมายด้านเศรษฐกิจกับการลดผลกระทบทางสังคมจำเป็นต้องมีภาคประชาชนเข้ามาถ่วงดุล เพื่อไม่ให้เนื้อหากฎหมายให้น้ำหนักกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวมากเกินไป จนลดประสิทธิภาพการป้องกันความรุนแรงและผลกระทบต่อชุมชน

ภาคประชาสังคมจึงเตรียมยกร่างแก้ไขกฎหมาย พร้อมรวบรวมรายชื่อประชาชน 10,000 รายชื่อ เพื่อเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร

กรอบเนื้อหาของร่างกฎหมายจะครอบคลุมนิยามและขอบเขตของสถานบริการและสถานประกอบการที่คล้ายสถานบริการ เงื่อนไขการขออนุญาต รูปแบบอาคารที่ใช้ประกอบกิจการ สถานที่ที่สามารถยื่นขออนุญาต การรับฟังความคิดเห็นของประชาชน อำนาจของนายทะเบียนผู้อนุญาต หน้าที่ของผู้ประกอบการในการดูแลความปลอดภัยของประชาชน อำนาจของเจ้าพนักงาน และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการประเมินผล

นอกจากนี้ ยังรวมถึงมาตรการปิดช่องทางการทุจริตและการเรียกรับผลประโยชน์ของเจ้าหน้าที่รัฐ

ขณะที่นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรคประชาชน กล่าวว่า ในสมัยประชุมสภาที่ผ่านมา มีการเสนอญัตติแก้ไขกฎหมายสถานประกอบการ โดยคณะกรรมาธิการได้ศึกษาพบปัญหาหลายด้าน ทั้งการเรียกรับส่วย การกำหนดโซนนิ่งที่ไม่ชัดเจน และข้อร้องเรียนจากประชาชนจำนวนมาก

ปัญหาที่ได้รับการร้องเรียนประกอบด้วยเสียงรบกวน การจราจรติดขัด ยาเสพติด การเมาสุราและทะเลาะวิวาท การก่ออาชญากรรม การค้ามนุษย์ และการค้าประเวณี จึงมีข้อเสนอให้แก้ไขพระราชบัญญัติสถานบริการ ซึ่งบังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2509 ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

จากการศึกษาพบว่า สถานประกอบการมากกว่าร้อยละ 90 เปิดให้บริการในลักษณะคล้ายสถานบริการ จึงเสนอให้ปรับคำนิยามเดิมในกฎหมายที่ระบุถึงคำว่าโรงน้ำชาและรองเง็ง ซึ่งประชาชนในปัจจุบันอาจไม่เข้าใจแล้ว

องค์ประกอบของสถานบริการตามข้อเสนอใหม่จะพิจารณาจาก 3 ส่วน ได้แก่ มีดนตรี มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และมีผู้ให้บริการ หากสถานประกอบการมีองค์ประกอบครบ 2 ใน 3 ส่วน จะเข้าหลักเกณฑ์ที่ต้องขออนุญาตจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

สถานประกอบการที่เข้าหลักเกณฑ์จะต้องดำเนินงานตามข้อกำหนดและมาตรฐานความปลอดภัยของอาคารและสถานที่ พร้อมเสนอให้จัดระบบอนุญาตแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว เพื่อให้ผู้ประกอบการไม่ต้องติดต่อหลายหน่วยงาน

นายภัณฑิลกล่าวว่า ประเด็นสำคัญคือการจัดโซนนิ่งให้อยู่ห่างจากชุมชน และการกำหนดเวลาเปิด-ปิด เนื่องจากการเปิดให้บริการยิ่งดึกยิ่งมีความเสี่ยงต่อกิจกรรมที่อาจผิดกฎหมาย ควบคุมได้ยาก และอาจกระทบประชาชนที่ต้องเริ่มออกไปประกอบอาชีพตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่ประมาณ 04.00 น.

ดังนั้น ปัจจัยหลัก 2 ด้านที่ต้องกำหนดให้ชัดเจน คือ สถานที่ที่สามารถเปิดได้และเวลาเปิด-ปิด โดยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้อนุญาต เพราะเป็นหน่วยงานที่รู้จักสภาพพื้นที่


ส่วนค่าธรรมเนียมใบอนุญาตควรปรับตามระดับความเสี่ยง เช่น สถานประกอบการที่เปิดดึก มีพื้นที่ขนาดใหญ่ และรองรับลูกค้าจำนวนมาก ควรมีค่าธรรมเนียมปรับราคาสูงขึ้น พร้อมชำระให้รัฐผ่านหน่วยงานเดียว เพื่อลดช่องทางการเรียกรับผลประโยชน์

สส.กทม. พรรคประชาชนกล่าวว่า ร่างกฎหมายที่พรรคประชาชนจัดทำขึ้นอยู่ระหว่างกระบวนการรับฟังความคิดเห็น และเป็นร่างกฎหมายเกี่ยวกับการเงิน เนื่องจากมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการจัดเก็บค่าธรรมเนียมต่าง ๆ

เมื่อมีการเปิดประชุมสภาอีกครั้ง จะมีการติดตามและทวงถามความคืบหน้าของร่างกฎหมาย โดยเฉพาะหลังเกิดเหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ซึ่งทำให้เห็นถึงความจำเป็นในการปรับปรุงกฎหมาย

ปัจจุบันสถานประกอบการเกือบทั้งหมดมีปัญหาเรื่องการจดทะเบียนเป็นร้านอาหาร แต่เปิดให้บริการในรูปแบบสถานบริการ กึ่งผับ หรือบาร์ และเปิดเพลง จึงต้องนำสถานประกอบการเหล่านี้เข้าสู่ระบบทะเบียนให้ถูกต้อง พร้อมดำเนินงานตามพระราชบัญญัติสถานบริการและกฎหมายควบคุมอาคารอย่างครบถ้วน

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : TNN