
รัฐบาลเดินหน้ายกระดับมาตรการป้องกันการแสวงหาประโยชน์จากระบบทะเบียนราษฎร หลังพบขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติใช้ช่องโหว่การรับรองบุตร เพื่อให้เด็กต่างด้าวได้รับสัญชาติไทย ก่อนนำไปใช้เป็นเครื่องมือถือครองทรัพย์สิน ประกอบธุรกิจ และฟอกเงินผ่านบุคคลสัญชาติไทย
วันนี้ (11 กรกฎาคม 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้กระทรวงมหาดไทยเร่งยกระดับมาตรการป้องกันการรับรองบุตรโดยมิชอบ เพื่ออุดช่องโหว่ของระบบทะเบียนราษฎร และป้องกันการนำสัญชาติไทยไปใช้ในกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย
สรุปข่าว
รัฐบาลเดินหน้ายกระดับมาตรการป้องกันการแสวงหาประโยชน์จากระบบทะเบียนราษฎร หลังพบขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติใช้ช่องโหว่การรับรองบุตร เพื่อให้เด็กต่างด้าวได้รับสัญชาติไทย ก่อนนำไปใช้เป็นเครื่องมือถือครองทรัพย์สิน ประกอบธุรกิจ และฟอกเงินผ่านบุคคลสัญชาติไทย
วันนี้ (11 กรกฎาคม 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้กระทรวงมหาดไทยเร่งยกระดับมาตรการป้องกันการรับรองบุตรโดยมิชอบ เพื่ออุดช่องโหว่ของระบบทะเบียนราษฎร และป้องกันการนำสัญชาติไทยไปใช้ในกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย
เปิดโปงขบวนการ "พ่อทิพย์" รับรองบุตรเท็จ
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมแถลงผลการขยายผลปฏิบัติการปราบปรามขบวนการอำพรางการสมรสและรับรองบุตรเท็จ ซึ่งพบพฤติการณ์ว่ามีการว่าจ้างคนไทยให้ทำหน้าที่เป็น "พ่อทิพย์" รับรองบุตรของชาวต่างชาติ เพื่อให้เด็กได้รับสัญชาติไทยโดยมิชอบ
จากผลการสืบสวน กระทรวงมหาดไทยจึงมีคำสั่งด่วนไปยังสำนักทะเบียนทั้ง 878 อำเภอทั่วประเทศ ปรับปรุงขั้นตอนการรับรองบุตร โดยกำหนดให้กรณีที่บิดาหรือมารดาเป็นชาวต่างชาติ จะต้องเดินทางมาแสดงตนต่อหน้าเจ้าพนักงานทะเบียนด้วยตนเอง เพื่อยืนยันความเป็นบิดามารดา และลดความเสี่ยงจากการปลอมแปลงเอกสารหรือการแอบอ้างสิทธิ
ปิดช่องโหว่สัญชาติไทย ไม่ให้ใช้เป็นเครื่องมือฟอกเงิน
รัฐบาลระบุว่า มาตรการดังกล่าวเป็นการยกระดับการตรวจสอบเชิงป้องกัน เพื่อลดโอกาสที่เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติจะนำสัญชาติไทยไปใช้เป็นเครื่องมือถือครองอสังหาริมทรัพย์ ประกอบธุรกิจ หรือฟอกเงินผ่านบุคคลสัญชาติไทย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและผลประโยชน์ของประเทศในระยะยาว
นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับระบบทะเบียนราษฎรของไทย และเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบข้อมูลบุคคลให้มีความรัดกุมมากยิ่งขึ้น
ยึดหลัก "ปิดชื่อ ดูพฤติกรรม" เอาผิดทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายพลพีร์ยืนยันว่า กระทรวงมหาดไทยจะเดินหน้าปรับปรุงระบบควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง โดยยึดหลัก "ปิดชื่อ ดูพฤติกรรม" ไม่ว่าผู้กระทำผิดจะเป็นประชาชน ชาวต่างชาติ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ หากพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด จะถูกสืบสวนและดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด
รัฐบาลย้ำว่า การแก้ไขปัญหาไม่ได้มุ่งเพียงดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการอุดช่องโหว่ของระบบตั้งแต่ต้นทาง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำผิดซ้ำ สร้างความโปร่งใสในการบริหารงานทะเบียนราษฎร และคุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศในระยะยาว
- ปลัด มท. ขานรับนายกฯ กำชับผู้ว่าฯ - ตำรวจ บังคับใช้กฎหมายเข้มทุกพื้นที่
- ปลัด มท. สั่งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศลุยตรวจเข้มปั้มน้ำมัน เฝ้าระวังกักตุน
- โยกย้าย มท. 25 เก้าอี้ กับคำถามเรื่องสมดุลอำนาจ?
- ปลดล็อก “ไร้สัญชาติ” 1.4 แสนราย รัฐย้ำไม่ครอบคลุมแรงงานต่างด้าว
- เปิดรับคำร้องขอสัญชาติไทยให้คนต่างด้าว 2 กลุ่ม ใครบ้างมีสิทธิ ?
ที่มาข้อมูล : รัฐบาลไทย
ที่มารูปภาพ : Thai News Pix
นักข่าวสายโซเชียล รายงานข่าวประเด็นสังคมและความเคลื่อนไหว เน้นการนำเสนอการสรุปข้อมูลที่รวดเร็ว ชัดเจน และเข้าใจง่าย
