
แถลงผลงานปราบสแกมเมอร์–นอมินีข้ามชาติ
ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นำแถลงผลความสำเร็จ “ปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์-นอมินีข้ามชาติ” 9 เดือนปราบอาชญากรรมออนไลน์เด็ดขาด คดีลด 69.2% ความเสียหายลด 87.3% ยึดทรัพย์ 2.4 หมื่นล้าน ตำรวจรุกทุกด้านป้องกัน สกัดเงิน สืบสวนจับกุมสลายบัญชีม้าสาวถึงบอสสั่งการ บล็อก 3 แสนเบอร์อันตราย ปิดกั้น 122,840 เว็บโกง
รู้ตัวตามรวบ 70 บอสระดับสั่งการ จับแล้วกว่า 30,000 รายเครือข่ายสแกมเมอร์ ทลายฐานหลอกลวงแนวชายแดน ขณะที่เข้มตัดวงจรนอมินีข้ามชาติ ตำรวจเปิดปฏิบัติการล้างบางต่อเนื่องจากพะงันสู่ภูเก็ต ยึดคืนที่ดิน 172 แปลง จับแล้ว 65 ราย พบ 1,450 บริษัทส่อเข้าข่ายนอมินี
พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการแถลง “ผลการดำเนินการในการปราบปรามสแกมเมอร์ และตัดวงจรนอมอนีข้ามชาติ” ภายใต้นโยบายรัฐบาลที่ปักธงขับเคลื่อนยกเป็นวาระแห่งชาติ และเป็นนโยบายเร่งด่วนด้านความมั่นคงที่สั่งการให้กับกระทรวงมหาดไทยและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ บูรณาการทำงานร่วมกัน “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล”
โดยมี พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.), พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร., พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร. ร่วมแถลงผลการปฏิบัติ
สรุปข่าว
แถลงผลงานปราบสแกมเมอร์–นอมินีข้ามชาติ
ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นำแถลงผลความสำเร็จ “ปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์-นอมินีข้ามชาติ” 9 เดือนปราบอาชญากรรมออนไลน์เด็ดขาด คดีลด 69.2% ความเสียหายลด 87.3% ยึดทรัพย์ 2.4 หมื่นล้าน ตำรวจรุกทุกด้านป้องกัน สกัดเงิน สืบสวนจับกุมสลายบัญชีม้าสาวถึงบอสสั่งการ บล็อก 3 แสนเบอร์อันตราย ปิดกั้น 122,840 เว็บโกง
รู้ตัวตามรวบ 70 บอสระดับสั่งการ จับแล้วกว่า 30,000 รายเครือข่ายสแกมเมอร์ ทลายฐานหลอกลวงแนวชายแดน ขณะที่เข้มตัดวงจรนอมินีข้ามชาติ ตำรวจเปิดปฏิบัติการล้างบางต่อเนื่องจากพะงันสู่ภูเก็ต ยึดคืนที่ดิน 172 แปลง จับแล้ว 65 ราย พบ 1,450 บริษัทส่อเข้าข่ายนอมินี
พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการแถลง “ผลการดำเนินการในการปราบปรามสแกมเมอร์ และตัดวงจรนอมอนีข้ามชาติ” ภายใต้นโยบายรัฐบาลที่ปักธงขับเคลื่อนยกเป็นวาระแห่งชาติ และเป็นนโยบายเร่งด่วนด้านความมั่นคงที่สั่งการให้กับกระทรวงมหาดไทยและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ บูรณาการทำงานร่วมกัน “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล”
โดยมี พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.), พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร., พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร. ร่วมแถลงผลการปฏิบัติ
ปักธงแก้ปัญหาแก๊งสแกมเมอร์
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ทลายเครือข่ายแก๊งสแกมเมอร์ และการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ตัดวงจรเครือข่ายนอมินี เป็นภารกิจสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งมั่นแก้ปัญหาอย่างจริงจัง เร่งด่วน และเด็ดขาด ประกาศเป็น “วาระแห่งชาติ” สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นหน่วยหลักในการปราบปราม
ซึ่งในห้วง 9 เดือนที่รัฐบาลปักธงแก้ปัญหาแก๊งสแกมเมอร์ ผลการปฏิบัติเป็นที่น่าพอใจ การเกิดเหตุลดลง ความเสียหายลดลง สะท้อนว่ากลไกการสกัดกั้นยับยั้งความเสียหายทั้งด้านระบบ และกลไกการประสานงานที่รัฐบาลสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ สามารถช่วยเหลือป้องกันภัยให้พี่น้องประชาชนได้ ขณะที่ความเด็ดขาดในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ตัดวงจรนอมินีข้ามชาติ ธุรกิจผิดกฎหมายที่เอารัดเอาเปรียบคนไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติทำได้อย่างจริงจังเห็นผลชัดเจน
ดังนั้น ขอให้ทำอย่างต่อเนื่อง ปราบปรามให้เด็ดขาด เอกซ์เรย์ทั่วประเทศ โดยย้ำหลักการสำคัญประเทศไทยเป็นมิตรและยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยว แต่จะไม่ยอมให้อาชญากรข้ามชาติ หรือกลุ่มคนที่มาเอารัดเอาเปรียบคนไทยอย่างเด็ดขาด
พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติเร่งขับเคลื่อนในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทั้ง 2 ด้าน อย่างเร่งด่วน พร้อมดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลและตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี โดยมีศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนในการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะแก๊งคอลเซ็นเตอร์และเครือข่ายสแกมเมอร์
โดยมี พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร. รับหน้าที่ผู้อำนวยการ ศปอส.ตร. จัดตั้ง “ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ ACSC” ทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนทั้งในและต่างประเทศ เพื่อมุ่งตัดวงจรเครือข่ายแก๊ง สแกมเมอร์อย่างเป็นระบบและครอบคลุมในทุกมิติตลอดระยะเวลา
ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ ACSC ปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์อย่างต่อเนื่องกว่า 9 เดือนที่ผ่านมา ทั้งการสืบสวนติดตามจับกุมผู้กระทำผิดจนนำไปสู่การขยายผลเครือข่ายที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ การติดตามและอายัดทรัพย์สินเพื่อนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและคืนความเป็นธรรมแก่ผู้เสียหาย เฝ้าระวังและยับยั้งไม่ให้พี่น้องประชาชนตกเป็นเหยื่อผ่านการทำงานแบบเรียลไทม์ของเจ้าหน้าที่จากหลายภาคส่วน รวมไปถึงการกำหนดมาตรการสำคัญอื่นๆ เพื่อลดโอกาสการเกิดอาชญากรรมและลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชนให้ได้มากที่สุด
การดำเนินการปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ
โดยเฉพาะกลุ่มเครือข่ายนอมินีต่างชาติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ตั้ง ศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้ามืองโดยผิดกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปชก.ตร.) และชุดเฉพาะกิจขึ้นตามบัญชาของนายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. เป็นผู้อำนวยการ ศปชก.ตร. เป็นหัวหน้าในการดำเนินการปราบปรามบุคคลต่างด้าวที่ลักลอบเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรไทย และทำผิดกฎหมายโดยเฉพาะการดำเนินธุรกิจผิดกฎหมาย เช่น การใช้คนไทยเป็นนอมินี ถือครองที่ดินและธุรกิจ
การจดทะเบียนบริษัทนอมินี การทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต หรือการแย่งอาชีพคนไทย โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้บูรณาการการทำงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทย, กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงแรงงาน เร่งระดมกวาดล้างเครือข่ายนอมินีต่างด้าวในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญในภาคใต้ ทั้งฝั่งทะเลอ่าวไทยและฝั่งทะเลอันดามัน อย่างต่อเนื่อง จนสามารถยึดคืนที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง จากกลุ่มทุนที่ดำเนินธุรกิจผิดกฎหมายใช้คนไทยเป็นนอมินีถือครองที่ดินได้เป็นจำนวนมาก
พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. กล่าวถึงผลการปฏิบัติของศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกง (ACSC) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่า ตลอด 9 เดือนนับแต่ตั้งศูนย์ ACSC ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 ถึงเดือนมิถุนายน 2569 ที่ดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมการฉ้อโกงออนไลน์ครอบคลุมในทุกมิติ บูรณาการทำงานร่วมกับภาครัฐ เอกชน
ทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย สถาบันการเงิน สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ผู้ให้บริการโทรคมนาคม ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัล รวมถึงหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทั้งในและต่างประเทศ สามารถลดการเกิดคดีออนไลน์ วัดได้จากสถิติจำนวนคดีรับแจ้งลดลงถึง 69.2% และมูลค่าความเสียหายลดลงถึง 87.3%
ด้านการปกป้องประชาชนคนไทยไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ
ได้จัดทีมบริหารเหตุการณ์แบบ Realtime ผ่าน Warroom ACSC ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจและภาคธนาคาร เพื่อระงับยับยั้งความเสียหายให้ได้ทันท่วงที และส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจไปถึงตัวประชาชนที่กำลังตกเป็นเหยื่อสแกมเมอร์และยังไม่รู้ตัว โดยเร็วที่สุด เตือนสติและนำพาเข้าแจ้งความ ที่ผ่านมา
-สามารถช่วยเหลือเหยื่อได้จำนวน 862 ราย
-ระงับหมายเลขคนร้าย 23,341 เลขหมาย ระงับหมายเลขต้องสงสัยหรือสแปม 291,498 เลขหมาย ทำให้มียอดการใช้โทรศัพท์หลอกลวง ต่อเดือน ลดลง 77.94 %
-ตรวจยึดเครื่อง SimBox สำหรับใช้โทรและส่งsms หลอกลวง และเครื่อง False Base Station สำหรับส่ง sms หลอกลวง
-ตรวจสอบเสาสัญญาณตามแนวชายแดนสกัดการลักลอบใช้สัญญาณของไทย
-ตัดวงจรอินเทอร์เน็ตข้ามชาติ (Unplug) รวม 10 ครั้ง ไม่ให้คนร้ายลักลอบใช้อินเตอร์เน็ตของไทยมาหลอกคนไทย
-ปิดกั้นเว็บไซต์และแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ใช้ฉ้อโกงออนไลน์ กว่า 122,840 URLs โดยเฟซบุ๊กเป็นแพลตฟอร์มที่ถูกปิดกั้นสูงสุดยอดปิดกั้นสูงถึง 108,517URLs
-ประชาสัมพันธ์เชิงรุก เตือนภัยให้ประชาชนได้รับทราบถึงความอันตรายของสแกมเมอร์ ทั้งทางสื่อสังคมออนไลน์ ลงพื้นที่ทั่วประเทศเพื่อสร้างวัคซีนไซเบอร์อย่างทั่วถึง พร้อมสร้างตำรวจครูต้นแบบกระจายการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันภัยไซเบอร์ให้ประชาชน
ด้านการสกัดกั้นการได้เงินและทรัพย์ไปของคนร้าย
สามารถจัดการปิดบัญชีม้าที่คนร้ายใช้ 351,884 บัญชี อายัดเงินและทรัพย์สินต้องสงสัยที่ประชาชนแจ้งความผ่านระบบThaipoliceonline เป็นสัดส่วน 1 ใน 4 หรือกว่า 24 % ของยอดความสูญเสียทั้งหมด เป็นเงินกว่า 3.6 พันล้านบาท โดยยกระดับมาตรการจำกัดและลดบัญชีม้าตรวจจับบัญชีม้าจนทำให้จำนวนบัญชีม้าทั้งหมดลดลง 83.67% จำแนกเป็นม้าบุคคลลดลง 75.27%, ม้านิติบุคคลลดลง 87.62%, จำนวนธุรกรรมลดลง 81.39% พร้อมร่วมกับองค์กรด้านการเงิน เงินดิจิทัล ยกระดับการอายัด ตรวจสอบ ยับยั้งกระแสเงินในเครือข่ายสแกมเมอร์
ด้านสืบสวนจับกุมคนร้ายแก๊งสแกมเมอร์ตั้งแต่ลูกน้องที่เป็นม้าจนถึงหัวหน้าระดับบอส
- จับกุมผู้ต้องหาเครือข่ายสแกมเมอร์ 29,233 ราย เฉลี่ยวันละ 121 ราย
-จับกุมหรือออกหมายจับคนร้ายในระดับหัวหน้าแก๊งได้ กว่า 70 ราย
-จับกุมหรือออกหมายจับเจ้าหน้าที่รัฐไทยและต่างประเทศ รวมทั้งเจ้าหน้าที่เอกชนที่เกี่ยวข้อง จำนวน 26 คน
-ยึดเงินและทรัพย์สิน มูลค่ารวม กว่า 24,000 ล้านบาท อยู่ในกระบวนการตรวจสอบนำคืนผู้เสียหาย
-รับตัวคนไทยกลับจากประเทศเพื่อนบ้าน 1,862 ราย โดยรับจากกัมพูชา 67.9%, รับจากลาว 32.1%
-จับกุมคนไทยที่ลักลอบเข้า-ออกช่องทางธรรมชาติ 2,489 ราย โดยพบว่ามีเคสไอดี(คดี) กว่า 1,031 ราย
-ผลักดันกลุ่มบุคคลต่างชาติที่ลักลอบเข้ามาในประเทศไทย 2,647 คน จากกรณี KKPark และ Minletpan
-ระบุจุด Cluster ต้องสงสัยได้กว่า 60 จุด ในประเทศกัมพูชา, ลาว และเมียนมา
- ร่วมประสานงานกำลังทหาร และประเทศเพื่อนบ้านทลายฐานที่ตั้งของสแกมเมอร์ตามแนวชายแดน ในโอสเม็ด ทะมอดา ปอยเปต ตะโบงคะมุม KKPark ชเวก๊กโก Minletpan ท่าขี้เหล็ก และ บ่อแก้ว
-ทลายเครือข่ายหลอกชักชวนคนไปทำงานสแกม และลักลอบขนคนข้ามพรมแดน
ยกตัวอย่างปฏิบัติการสืบสวนจับกุมรายสำคัญ เช่น ปฏิบัติการ “ปัดกวาดบ้านหนองจาน ล้างโกดังทหารเขมรเถื่อน, ยุทธการ “ถอนรากสแกมเมอร์ข้ามชาติ” อายัดและยึดทรัพย์ตัวการใหญ่เครือข่าย “ยิมเลียก-เบน สมิธ” กว่า 10,000 ล้านบาท, ออกหมายจับ เบน สมิธ-ภรรยา ตุ๋นนักธุรกิจลงทุนข้ามชาติ สูญเงินกว่า 1,000 ล้านบาท ,ส่งตัว “เฉอ จื้อเจียง” เจ้าพ่อทุนเทาจีน ดำเนินคดีที่ประเทศจีน และปฏิบัติการสืบสวนคดีสแกมเมอร์ร่วมกับ FBI Strike Force
นอกจากนี้ ยังมีการปรับปรุง กฎหมาย มาตรการ คำสั่งข้อบังคับ และประกาศต่างๆ เพื่อจัดการกับคนร้ายแก๊งสแกมเมอร์ให้มีประสิทธิภาพยิ่ง ๆ ขึ้นไป
พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปชก.ตร. กล่าวถึงการเปิดปฏิบัติการล้างบางนอนินี 3 เฟส ว่า ปฏิบัติการล้างบางนอมินีต่างด้าว เพื่อทวงคืนอธิปไตยทางเศรษฐกิจของชาติ ยึดคืนที่ดิน 172 แปลง พื้นที่รวม 130 ไร่ 1 งาน 25.8 ตารางวา รวมมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างประมาณ 1,670 ล้านบาท ในห้วงเดือนพฤษภาคม 2569 ได้ปฏิบัติการ เฟส 1-2 โดยได้มีสำรวจบริษัทนิติบุคคลบน อ.เกาะพงัน จ.สุราษฎร์ธานี 3,754 บริษัท มีคนต่างด้าวถือหุ้น 2,381 บริษัท มีบริษัทกลุ่มเสี่ยงเป็นนอมินี 243 บริษัท ดำเนินคดีกับบริษัทนอมินีในพื้นที่ อ.เกาะพะงัน ไปแล้วจำนวน 105 คดี อยู่ในชั้นสอบสวน 88 คดี ชั้นอัยการ 3 คดี และศาลมีคำพิพากษาลงโทษแล้ว 14 คดี
ต่อมาในวันที่ 20 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ได้บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว เฟส 3 ฝั่งอันดามัน ในพื้นที่ จ.ภูเก็ต พังงา และกระบี่ โดยจังหวัดภูเก็ต สำรวจพบบริษัทนิติบุคคลใน จ.ภูเก็ต 31,970 บริษัท มีคนต่างด้าวถือหุ้น 11,773 บริษัท มีบริษัทกลุ่มเสี่ยงเป็นนอมินี 632 บริษัท, จังหวัดพังงา สำรวจพบบริษัทนิติบุคคลใน จ.พังงา 1,685 บริษัท มีคนต่างด้าวถือหุ้น 346 บริษัท มีบริษัทกลุ่มเสี่ยงเป็นนอมินี 174 บริษัท และจังหวัดกระบี่สำรวจพบบริษัทนิติบุคคลใน จ.กระบี่ 3,587 บริษัท มีคนต่างด้าวถือหุ้น 749 บริษัท มีบริษัทกลุ่มเสี่ยงเป็นนอมินี 401 บริษัท ภาพรวม 4 จังหวัดพบบริษัทที่มีความเสี่ยงเป็นนอมินีรวมกว่า 1,450 บริษัท
จากปฏิบัติการทั้ง 3 เฟส ศาลอนุมัติหมายจับ 107 หมายจับ 96 รายเป็นชาวไทย 29 ราย ชาวต่างชาติ 67 ราย สามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้รวม 65 ราย 73 หมายจับ คนไทย 24 ราย 25 หมายจับ เป็นชาวต่างชาติ 41 ราย 48 หมายจับ ประกอบด้วยสัญชาติ อิสราเอล ฝรั่งเศส รัสเซีย โปแลนด์ สวิสเซอร์แลนด์ แอฟริกาใต้ อังกฤษ ฯลฯ
เป้าหมายหลักของการปฏิบัติการตัดวงจรนอมินีข้ามชาติ คือการจัดระเบียบจังหวัดจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญคือ จังหวัดสุราษฎร์ธานี, ภูเก็ต, กระบี่ และพังงา ให้มีการลงทุนและการท่องเที่ยวที่ถูกต้องตามกฎหมาย ป้องกันการเอารัดเอาเปรียบจากกลุ่มทุนต่างชาติ เพื่อให้ประชาชนคนไทยสามารถประกอบอาชีพและมีรายได้อย่างเป็นธรรม โดยในกรณีบริษัท หรือที่ดินแปลงใดส่อเข้าข่ายมีนอมินี ตำรวจกำลังสืบสวนสอบสวนเพื่อดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อไป
- ประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย "นายกฯ" พอใจบรรลุเป้าหมาย
- ไทย-บรูไนฯ เดินหน้าความร่วมมือเศรษฐกิจและความมั่นคง
- นายกฯ ย้ำเดินหน้าปราบผู้มีอิทธิพลภูเก็ตเด็ดขาด ปัดข่าวขัดแย้งผู้ว่าฯ–รองผู้ว่าฯ
- อาชญากรรมออนไลน์ลดลงได้อย่างไร? เปิดมาตรการรัฐบาลปิดวงจรสแกมเมอร์ถึงต้นตอ
- นายกฯ ปาฐกถาเวที JFCCT 2026 ดันไทยสู่ศูนย์กลางการลงทุน
นักข่าวออนไลน์ เกาะติดสถานการณ์ประเด็นร้อน ทันเหตุการณ์ ทั้งเรื่องใกล้ตัวและประเด็นสำคัญ
