![ดีเดย์ 1 ต.ค.62 ให้ผู้ป่วยรับยาที่ร้านขายยาใกล้บ้าน ลดความแออัดรพ. [มีคลิป]](/static/news/15482/news-17419121365d64c00e3a570.jpeg)
สรุปข่าว
วันนี้ (27 ส.ค.62) นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่องการลดความแออัดในโรงพยาบาลโดยร้านยาแผนปัจจุบัน( ข.ย.1) ซึ่งเป็นร้านยาที่ได้ขึ้นทะเบียนตามมาตรฐาน GPP
นโยบายการลดความแออัดในโรงพยาบาลโดยร้านยาแผนปัจจุบัน เป็นไปตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข โดยมีความร่วมมือระหว่างกระทรวงสาธารณสุข สํานักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สภาเภสัชกรรม สมาคมเภสัชกรรมชุมชนประเทศไทย และสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข โดยมีผู้บริหารผู้แทนโรงพยาบาลจากภาครัฐผู้แทนร้านยาแผนปัจจุบัน เข้าร่วมการประชุมกว่า 300 คน
ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า การลดความแออัดในโรงพยาบาลโดยร้านยาแผนปัจจุบันเป็นมาตรการหนึ่ง เพื่อแก้ไขปัญหา ความแออัดในโรงพยาบาลการรอคิวรับยาเป็นเวลานานของผู้ป่วย ซึ่งผู้ป่วยกลุ่มโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หอบหืด และกลุ่มผู้ป่วยจิตเวช ที่ต้องใช้ยาต่อเนื่อง สามารถที่จะไปรับยาตามร้านขายยาที่ได้มาตรฐาน GPP ที่กระจายอยู่ในชุมชน ภายใต้โครงการร้านยาชุมชนอบอุ่น เพื่อให้บริการส่งเสริมสุขภาพของประชาชน
โดยจะต้องมีการให้ความรู้กับประชาชนว่า กลุ่มโรคใดที่ควรจะพบแพทย์ ซึ่งปัจจุบันได้มีการทำระบบหมอครอบครัวในการให้บริการผู้ป่วย หรือที่เรียกว่า คลินิกหมอครอบครัว ในการตรวจโรค คัดกรองโรคเบื้องต้น หากเจ็บป่วยเล็กน้อยก็ไม่ต้องถึงขั้น เดินทางมาที่โรงพยาบาล โดยมั่นใจว่าจะสามารถช่วยลดความแออัดของผู้ป่วย ในโรงพยาบาลได้ถึงร้อยละ 30
ปัจจุบันมีร้านขายยา ที่มีคุณภาพ ( ข.ย.1) 12,000 แห่งทั่วประเทศ ขณะนี้มีเพียงบางแห่ง ที่เข้าร่วมโครงการ ส่วนใหญ่อยู่ในเขตเมือง เพื่อเป็นตัวอย่างให้กับโรงพยาบาลอื่นๆ ในการลดความแออัดในโรงพยาบาลต่างๆ ซึ่งขั้นตอนในการรับยาของผู้ป่วยที่ร้านขายยา เมื่อผู้ป่วยพบแพทย์ที่โรงพยาบาลเรียบร้อยแล้วจะนำข้อมูลการตรวจ และใบสั่งยา ยื่นที่ห้องจ่ายยา จากนั้นเภสัชกร จะแจ้งกับผู้ป่วยว่ามีโครงการรับยาใกล้บ้าน ผู้ป่วยสามารถเลือกรับยาตามความสะดวกได้
จากนั้น เภสัชกรจะจัดเตรียมยาเพื่อส่งให้ร้านขายยาที่ผู้ป่วยแจ้งไว้ภายใน 1-2 วัน เมื่อยาถูกจัดส่งถึงร้านขายยา เภสัชกรประจำร้านขายยาต้องตรวจสอบข้อมูลของยา และรายละเอียดการใช้ยา ก่อนจ่ายยาให้กับผู้ป่วย ซึ่งการรับยาที่ร้านขายยาจะให้ผู้ป่วย มีโอกาสได้ซักถามข้อมูลยา เนื่องจากบางกรณี แพทย์อาจเปลี่ยนยา ผู้ป่วยก็จะสามารถรับทราบข้อมูลได้เพิ่มขึ้นกว่าการรับยาที่โรงพยาบาล
ด้าน นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ระบุว่า โครงการนี้เป็น โครงการที่จะเป็นทางเลือกให้กับประชาชน ผู้ป่วย ให้เข้าถึงระบบการรักษาพยาบาลได้มากขึ้น ตามความสมัครใจ รวมถึงร้านขายยาที่จะเข้าร่วมโครงการ ต้องเป็นร้านขายยา ที่ได้มาตรฐาน ผ่านการรับรอง จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และต้องมี เภสัชกรประจำร้านในการทำหน้าที่จ่ายยา อย่างน้อย 8 ชั่วโมง ซึ่งขอให้ประชาชนมั่นใจได้ว่า ยาที่จะได้รับในร้านขายยา เป็นยาตัวเดียวกันกับที่โรงพยาบาลจ่ายให้ แต่ประชาชนจะมีโอกาสซักถามข้อมูลการใช้ยาจากเภสัชกรได้
อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 1 ต.ค.นี้ จะนำร่องในร้านขายยา 500 ร้าน ใน 50 โรงพยาบาล และจะประเมินผลความพึ่งพอใจของโครงการ เพื่อขยายผลต่อไป ในอนาคต ส่วนใหญ่โรงพยาบาลที่เข้าร่วมจะเป็นโรงพยาบาลที่มีความแออัด คาดว่า จะมีผู้ป่วย 2 ล้านคน มาใช้บริการรับยาตามร้านขายยา
ขณะที่ งบประมาณในโครงการ จะใช้งบของระบบหลักประกัน ของ สปสช. โดยจะมีการหารือกันอีกครั้ง ซึ่งต้องผ่านการอนุมัติของบอร์ด สปสช แต่จะไม่นำเงินงบประมาณรายหัวของประชาชนมาใช้ในโครงการ โดยอนาคต อาจจะต้องหางบประมาณเพิ่มเติม แต่ต้องมีการพูดคุยอีกครั้ง
ที่มาข้อมูล : -
TNNThailand