สรุปประเด็นประชุมสภา "ภราดร" แจงงบปี 2570 ชูปฏิรูปโครงสร้างการคลัง

Share on Line Share on Facebook Share on X
สรุปประเด็นประชุมสภา "ภราดร" แจงงบปี 2570 ชูปฏิรูปโครงสร้างการคลัง

การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ในสภาผู้แทนราษฎร ยังคงมีการอภิปรายอย่างต่อเนื่อง โดยนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ลุกขึ้นชี้แจงภาพรวมการจัดทำงบประมาณของรัฐบาล พร้อมยืนยันว่า งบประมาณปี 2570 ไม่ใช่งบประมาณที่ไร้อนาคต แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปโครงสร้างการคลังและระบบงบประมาณของประเทศ หลังจากมีภาระผูกพันสะสมต่อเนื่องมาหลายปี

นายภราดรกล่าวว่า แม้งบประมาณปี 2570 จะยังไม่สมบูรณ์แบบ เนื่องจากข้อจำกัดด้านเวลาและวงเงิน แต่รัฐบาลเลือกเริ่มต้นปรับวิธีคิดในการจัดทำงบประมาณ เพราะหากยังดำเนินการในรูปแบบเดิม จะยิ่งเพิ่มภาระทางการคลังในอนาคต โดยได้หารือร่วมกับนายกรัฐมนตรี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านกฎหมาย เพื่อกำหนดแนวทางการปฏิรูประบบงบประมาณ พร้อมเชิญชวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกฝ่ายร่วมเสนอความคิดเห็นและสนับสนุนการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ของรัฐ โดยขณะนี้คณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน ได้ตั้งคณะอนุกรรมาธิการศึกษาการปฏิรูปการจัดเก็บรายได้ เพื่อให้ระบบภาษีสามารถรองรับภาระรายจ่ายของประเทศได้ในระยะยาว

สรุปข่าว

นายภราดร ปริศนานันทกุล ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาว่า งบประมาณปี 2570 เป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปโครงสร้างงบประมาณ เดินหน้าลดการขาดดุล ปรับระบบจัดเก็บรายได้ ใช้หลัก Zero-Based Budgeting เชื่อมโยงการจัดสรรงบกับผลสัมฤทธิ์ พร้อมลดโครงการซ้ำซ้อนและเพิ่มความโปร่งใสในการบริหารงบประมาณ

การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ในสภาผู้แทนราษฎร ยังคงมีการอภิปรายอย่างต่อเนื่อง โดยนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ลุกขึ้นชี้แจงภาพรวมการจัดทำงบประมาณของรัฐบาล พร้อมยืนยันว่า งบประมาณปี 2570 ไม่ใช่งบประมาณที่ไร้อนาคต แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปโครงสร้างการคลังและระบบงบประมาณของประเทศ หลังจากมีภาระผูกพันสะสมต่อเนื่องมาหลายปี

นายภราดรกล่าวว่า แม้งบประมาณปี 2570 จะยังไม่สมบูรณ์แบบ เนื่องจากข้อจำกัดด้านเวลาและวงเงิน แต่รัฐบาลเลือกเริ่มต้นปรับวิธีคิดในการจัดทำงบประมาณ เพราะหากยังดำเนินการในรูปแบบเดิม จะยิ่งเพิ่มภาระทางการคลังในอนาคต โดยได้หารือร่วมกับนายกรัฐมนตรี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านกฎหมาย เพื่อกำหนดแนวทางการปฏิรูประบบงบประมาณ พร้อมเชิญชวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกฝ่ายร่วมเสนอความคิดเห็นและสนับสนุนการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ของรัฐ โดยขณะนี้คณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน ได้ตั้งคณะอนุกรรมาธิการศึกษาการปฏิรูปการจัดเก็บรายได้ เพื่อให้ระบบภาษีสามารถรองรับภาระรายจ่ายของประเทศได้ในระยะยาว

ด้านการบริหารการคลัง รัฐบาลยืนยันว่าจะยึดตามแผนการคลังระยะปานกลาง พร้อมตั้งเป้าทยอยลดการขาดดุลงบประมาณภายใน 2–3 ปีข้างหน้า หลังจากตัวเลขหนี้สาธารณะอยู่ในระดับที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาวินัยการเงินการคลังของประเทศ

สำหรับการจัดสรรงบประมาณในอนาคต นายภราดรระบุว่า รัฐบาลจะเริ่มนำผลสัมฤทธิ์ของการดำเนินงานมาใช้เป็นเกณฑ์สำคัญในการพิจารณางบประมาณปี 2571 โดยหน่วยงานที่ดำเนินงานได้ตามตัวชี้วัด (KPI) จะได้รับการสนับสนุนงบประมาณต่อเนื่อง ขณะที่หน่วยงานที่ไม่บรรลุเป้าหมายอาจถูกปรับลดงบ ซึ่งเป็นแนวทางของ Zero-Based Budgeting หรือการจัดทำงบประมาณฐานศูนย์ เพื่อให้ทุกโครงการต้องพิสูจน์ความจำเป็นและความคุ้มค่าของการใช้งบประมาณ

ในด้านความโปร่งใส รัฐบาลได้ส่งรายละเอียดงบประมาณในรูปแบบไฟล์ Excel ให้กรรมาธิการใช้ประกอบการพิจารณาล่วงหน้า พร้อมทบทวนและตัดลดโครงการที่ไม่จำเป็น รวมถึงโครงการที่มีลักษณะซ้ำซ้อน เช่น การก่อสร้างอาคาร ถนน และโครงการพัฒนาที่มีหน่วยงานหลักรับผิดชอบอยู่แล้ว

นายภราดรยังชี้แจงถึงการปรับลดงบประมาณจังหวัดและกลุ่มจังหวัดว่า มีเป้าหมายเพื่อลดความซ้ำซ้อนของภารกิจกับหน่วยงานส่วนกลาง อาทิ งานก่อสร้างถนน งานป้องกันตลิ่ง และงานขุดลอกคูคลอง เพื่อให้งบประมาณของจังหวัดมุ่งเน้นการพัฒนาพื้นที่ตามบทบาทของตนเองมากขึ้น

ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังคงเดินหน้าสนับสนุนการกระจายอำนาจ โดยแม้หลายหน่วยงานของรัฐจะได้รับการปรับลดงบประมาณ แต่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกลับได้รับการจัดสรรงบเพิ่มขึ้นจากปีก่อนเกือบ 10,000 ล้านบาท แม้ยังไม่ถึงเป้าหมายสัดส่วน 35% ของงบประมาณทั้งหมด เนื่องจากข้อจำกัดด้านกรอบวงเงิน

ช่วงท้ายของการชี้แจง นายภราดรกล่าวว่า ปัจจุบันรายได้ของรัฐประมาณ 3 ล้านล้านบาท ถูกใช้ไปกับรายจ่ายประจำ ทั้งเงินเดือนข้าราชการ สวัสดิการ และภาระหนี้เป็นสัดส่วนสูง ส่งผลให้การลงทุนของภาครัฐยังต้องอาศัยการกู้เงิน จึงเห็นว่าถึงเวลาที่ทุกฝ่ายจะร่วมกันทบทวนโครงสร้างบุคลากรและสวัสดิการภาครัฐ เพื่อสร้างความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาว พร้อมย้ำว่ารัฐบาลต้องการเริ่มแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างตั้งแต่วันนี้ มากกว่าปล่อยให้เป็นภาระของรัฐบาลในอนาคต

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : TNN

บรรณาธิการออนไลน์