
คำแถลงประกอบงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงต่อสภาผู้แทนราษฎร คณะรัฐมนตรีขอเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยมีหลักการและเหตุผล ดังนี้
หลักการตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เป็นจำนวนไม่เกิน 3,788,000,000,000 บาท โดยเป็นการตั้งงบประมาณเพื่อชดใช้เงินคงคลังเป็นจำนวน 71,038,040,300 บาท เพื่อให้หน่วยรับงบประมาณได้มีกรอบวงเงินงบประมาณสำหรับ ใช้จ่ายในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570
ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ที่รัฐบาลนำเสนอต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฉบับนี้ คือกลไกสำคัญที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน มุ่งสร้างโอกาสยกระดับคุณภาพชีวิต และความมั่นคงของประชาชนในทุกพื้นที่อย่างทั่วถึงตามเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติและนโยบายรัฐบาล
สรุปข่าว
คำแถลงประกอบงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงต่อสภาผู้แทนราษฎร คณะรัฐมนตรีขอเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยมีหลักการและเหตุผล ดังนี้
หลักการตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เป็นจำนวนไม่เกิน 3,788,000,000,000 บาท โดยเป็นการตั้งงบประมาณเพื่อชดใช้เงินคงคลังเป็นจำนวน 71,038,040,300 บาท เพื่อให้หน่วยรับงบประมาณได้มีกรอบวงเงินงบประมาณสำหรับ ใช้จ่ายในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570
ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ที่รัฐบาลนำเสนอต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฉบับนี้ คือกลไกสำคัญที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน มุ่งสร้างโอกาสยกระดับคุณภาพชีวิต และความมั่นคงของประชาชนในทุกพื้นที่อย่างทั่วถึงตามเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติและนโยบายรัฐบาล
รองนายกฯ เอกนิติกล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2570 มีแนวโน้มขยายตัวในช่วงร้อยละ 1.7 – 2.7 (ค่ากลางร้อยละ 2.2) ตามการฟื้นตัวที่ดีขึ้นของเศรษฐกิจและการค้าโลกซึ่งจะช่วยสนับสนุนการขยายตัวของภาคการส่งออกสินค้าและบริการประกอบกับการเติบโตอย่างต่อเนื่องของอุปสงค์ภายในประเทศ
ทั้งด้านการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน ตลอดจนแรงสนับสนุนจากการใช้จ่ายภาครัฐและงบประมาณภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มที่จะเผชิญความไม่แน่นอนสูง ทั้งจากความยืดเยื้อของสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ความไม่แน่นอนของมาตรการกีดกันทางการค้าของประเทศเศรษฐกิจหลัก
และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สำหรับอัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะอยู่ในช่วงร้อยละ 0.5 – 1.5 (ค่ากลางร้อยละ 1.0) แต่ยังมีความไม่แน่นอนสูงจากวิกฤตพลังงาน และดุลบัญชีเดินสะพัดมีแนวโน้มเกินดุลร้อยละ 1.6 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ
ฐานะการคลัง
หนี้สาธารณะคงค้าง ณ เดือนเมษายน 2569 มีจำนวน 12,789,256.3 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 66.66 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ซึ่งอยู่ภายใต้กรอบการบริหารหนี้สาธารณะ ตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ ที่กำหนดไว้ต้องไม่เกินร้อยละ 70 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ
โดยหนี้สาธารณะที่เป็นข้อผูกพันของรัฐบาลซึ่งเกิดจากการกู้ยืมเงินโดยตรง และการค้ำประกันเงินกู้โดยรัฐบาล มีจำนวนทั้งสิ้น 12,238,998.9 ล้านบาท
ปัจจุบันฐานะเงินคงคลัง ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2569 มีจำนวนทั้งสิ้น 341,018.2 ล้านบาท โดยรัฐบาลจะบริหารเงินคงคลังให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และบริหารรายรับและรายจ่ายของรัฐให้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด
ฐานะและนโยบายการเงิน
อัตราดอกเบี้ยปัจจุบันอยู่ในระดับที่เหมาะสมในการรองรับเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง อัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นชั่วคราวจากปัจจัยด้านอุปทานที่ยังมีความไม่แน่นอนในระดับสูง โดยต้องติดตามผลกระทบจากความขัดแย้งและปัจจัยอื่น ๆ ต่อความเสี่ยงเงินเฟ้อในระยะต่อไปคณะกรรมการนโยบายการเงินจึงมีมติให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 1.00 ต่อปี ในการประชุมเมื่อเดือนมิถุนายน 2569
ทั้งนี้ การดำเนินนโยบายการเงินจะพิจารณาให้เหมาะสมกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ พร้อมทั้งติดตามพัฒนาการแนวโน้มเศรษฐกิจการเงินอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาควบคู่กับการดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน และรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน
สำหรับฐานะการเงินด้านต่างประเทศของไทยอยู่ในเกณฑ์ดี มูลค่าเงินสำรองระหว่างประเทศ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 มีจำนวน 281,742.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นประมาณ 2.8 เท่าของหนี้ต่างประเทศระยะสั้น ซึ่งจัดว่าอยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง
นโยบายการคลังและความสัมพันธ์ระหว่างรายรับและงบประมาณรายจ่ายที่ขอตั้ง
ภายใต้สภาวการณ์ทางเศรษฐกิจดังกล่าว ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 รัฐบาลจึงมีความจำเป็นต้องดำเนินนโยบายงบประมาณขาดดุล เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ รวมถึงสนับสนุนและส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างเต็มศักยภาพ ทั่วถึง และมีคุณภาพ ควบคู่กับการผลักดันการปฏิรูปประเทศเพื่อสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางเศรษฐกิจและสังคมโดยประมาณการจัดเก็บรายได้จากภาษีอากรสุทธิ การขายสิ่งของและบริการรัฐพาณิชย์ และรายได้อื่น รวมทั้งสิ้น จำนวน 3,145,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.7 จากปีก่อน
และหักกการจัดสรรภาษีมูลค่าเพิ่มให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม จำนวน 145,200 ล้านบาท คงเหลือเป็นรายได้สุทธิที่สามารถนำมาจัดสรรเป็นรายจ่ายของรัฐบาล จำนวน 3,000,000 ล้านบาท และกำหนดวงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ จำนวน 788,000 ล้านบาท รวมเป็นรายรับทั้งสิ้น 3,788,000 ล้านบาท เท่ากับวงเงินงบประมาณรายจ่าย
ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ฉบับนี้ จัดทำขึ้นท่ามกลางความท้าทายที่สำคัญสองประการ
ประการแรก การผันผวนและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ การเมืองภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะวิกฤตด้านพลังงานจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นในระยะที่ผ่านมา
ส่งผลต่อราคาพลังงาน และแนวโน้มการจัดหาเชื้อเพลิงในอนาคต ประกอบกับวันนี้ที่รัฐบาลยังมีวิกฤตปากท้องของประชาชนที่ต้องดูแลอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการวางรากฐานของประเทศในอนาคตท่ามกลางความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีดิจิทัลที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลต่อรูปแบบการดำเนินงานในด้านต่าง ๆ
ประการที่สอง สถานการณ์ทางการคลังของรัฐในส่วนรายจ่ายประจำที่เป็นรายจ่ายที่จำเป็นต้องจัดสรรมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้รัฐบาลมีงบประมาณคงเหลือสำหรับรายจ่ายลงทุนซึ่งเป็นรายจ่ายสำคัญ
ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจลดลง ประกอบกับความจำเป็นต้องใช้เครื่องมือทางการคลังในการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะที่ผ่านมาทำให้รัฐบาลมีความจำเป็นต้องดำเนินนโยบายงบประมาณแบบขาดดุลอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ส่งผลให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศเพิ่มสูงขึ้นและเข้าใกล้กรอบเพดานหนี้สาธารณะที่กำหนดไว้ที่ร้อยละ 70 ความเปราะบางทางการคลังเหล่านี้ ส่งผลกระทบต่อการประเมินความน่าเชื่อถือของประเทศ และความกังวลต่อความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาว
ดังนั้น ในการดำเนินนโยบายการคลังในระยะปานกลาง รัฐบาลจึงมุ่งเน้นการฟื้นฟูสภาพทางการคลังของประเทศ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางการคลัง โดยให้ความสำคัญกับการปรับสมดุลทางการคลังในทุกมิติ ภายใต้กรอบวินัยการคลัง ความโปร่งใส และเป็นรูปธรรมในทุกมิติของการบริหารจัดการด้านการคลัง
โดยมีแนวทางที่จะปรับลดขนาดการขาดดุลการคลังให้อยู่ในระดับไม่เกินร้อยละ 3.0 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศภายในปี 2572 เพื่อเป็นกรอบการดำเนินงานด้านการคลังของรัฐบาลเพื่อนำไปสู่การฟื้นฟูสภาพทางการคลังของประเทศให้กลับสู่สภาวะที่แข็งแกร่งและยั่งยืนในอนาคต
ภายใต้ข้อจำกัดดังกล่าวข้างต้น ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 จึงต้องทำหน้าที่สองด้านพร้อมกัน คือ ประคับประคองประชาชนและเศรษฐกิจในวันนี้ และวางรากฐานให้ประเทศแข็งแรงขึ้นในอนาคต โดยรัฐบาลได้ยึดหลัก 5T ในการจัดทำงบประมาณ ได้แก่
-Target ใช้งบประมาณให้ตรงเป้า ตรงกลุ่ม ตรงปัญหา และลดรายการที่ยังไม่จำเป็น
-Transparent จัดทำงบประมาณให้สะท้อนภาระค่าใช้จ่ายจริง โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเปิดข้อมูลให้วิเคราะห์ต่อได้
-Transition ช่วยประเทศข้ามผ่านวิกฤต โดยเฉพาะด้านพลังงาน ค่าครองชีพ และภัยพิบัติ พร้อมลดความเปราะบางในระยะยาว
-Transformation เปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจและภาครัฐ ผ่านการลงทุนในคน ดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทักษะ และกฎหมายที่เอื้อต่อการแข่งขัน
-Together ระดมความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งงบประมาณ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และมาตรการส่งเสริมการลงทุน เพื่อให้ทรัพยากรที่มีจำกัดสร้างผลลัพธ์ได้มากที่สุด
ในการนี้ การจัดทำร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 จึงได้มุ่งเน้นการจัดสรรงบประมาณแบบแม่นยำตรงเป้าหมาย ตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาของประเทศ ยึดหลักการจัดทำงบประมาณที่ให้ความสำคัญกับการตอบโจทย์ความต้องการและการลดผลกระทบของประชาชนบนพื้นฐานการวิเคราะห์ข้อมูลจริง ความจำเป็นเร่งด่วน ลำดับความสำคัญ
ความเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน ตลอดจนคำนึงถึงการใช้จ่ายงบประมาณอย่างคุ้มค่า ประหยัด มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล คำนึงถึงศักยภาพการดำเนินงานของหน่วยรับงบประมาณในปีที่ผ่านมา การบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานเพื่อลดความซ้ำซ้อน และต้องเป็นไปตามกรอบวินัยการเงินการคลังของรัฐอย่างเคร่งครัด
นอกจากนี้ รัฐบาลได้จัดทำงบประมาณโดยพิจารณาความครอบคลุมทุกแหล่งเงิน ทั้งเงินงบประมาณ และเงินนอกงบประมาณ โดยให้หน่วยรับงบประมาณพิจารณานำเงินนอกงบประมาณ เช่น เงินรายได้ เงินสะสมคงเหลือมาดำเนินโครงการภาครัฐที่มุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เช่น เงินกู้ การร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public Private Partnership :PPP)
การระดมทุนผ่านกองทุนเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Thailand Future Fund :TFFIF) เพื่อลดภาระงบประมาณของประเทศ
ในการนี้ รัฐบาลได้กำหนดนโยบายสำคัญที่จะแก้ไขปัญหาเร่งด่วนควบคู่กับการสร้างโอกาสและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและได้จัดทำงบประมาณเพื่อมุ่งเน้นตอบโจทย์นโยบายสำคัญของรัฐบาล 5 ด้าน ได้แก่
ด้านเศรษฐกิจ อาทิ การช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยให้มีรายได้มากขึ้นลดภาระค่าใช้จ่าย เพิ่มกำลังซื้อ มีโอกาสที่เปิดกว้างขึ้น ผ่านนโยบายคนตัวเล็กพลัส การสร้างความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมเดิม ควบคู่กับการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญใหม่ อาทิ ดิจิทัล AI พลังงานสะอาด ยานยนต์สมัยใหม่ การแพทย์และสุขภาพ เป็นต้น
ผ่านนโยบายการลงทุนพลัส เพื่อการพัฒนาและยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศด้านต่าง ๆ นโยบาย Trade พลัส และนโยบายเมดอินไทยแลนด์ SMEs พลัส เพื่อเพิ่มสมรรถนะผู้ประกอบการให้เก่งขึ้น มีรายได้มากขึ้น รวมทั้งเร่งผลักดันสินค้าและบริการไทยสู่ตลาดโลก ขยายตลาดการส่งออก สร้างรายได้เข้าประเทศตลอดจนส่งเสริมและยกระดับเศรษฐกิจชุมชน ผลิตให้ตรงกับความต้องการของตลาด เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนในพื้นที่ผ่านนโยบายชุมชน พลัส
ด้านต่างประเทศและความมั่นคง อาทิ การเร่งเสริมสร้างสถานะและความเชื่อมั่นต่อไทยในเวทีโลก การเสริมสร้างความมั่นคงชายแดนความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน พัฒนาระบบและศักยภาพการป้องกันประเทศให้มีความพร้อม เหมาะสม และสอดคล้องกับบริบทความมั่นคงในปัจจุบันและอนาคต
ด้านสังคม อาทิ การให้ความสำคัญกับการลงทุนในทุนมนุษย์ ผ่านนโยบายการศึกษาเท่าเทียม พลัส เรียนฟรีมีงานทำ เรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา เพิ่มผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน ปรับหลักสูตรการศึกษา รูปแบบการเรียนรู้และการจ้างงานให้มีความยืดหยุ่นและสอดรับกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและการจ้างงานในอนาคต การยกระดับเศรษฐกิจชุมชน รวมถึงการพัฒนาระบบประกันสุขภาพของคนไทยให้สามารถรักษาทุกที่ได้ทันที การดูแลผู้สูงอายุให้มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น รวมถึงยกระดับคุณภาพบริการปฐมภูมิ ผ่านนโยบายสูงวัย พลัส
ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม อาทิ การสร้างการเติบโตคุณภาพควบคู่กับการเติบโตเชิงปริมาณ เปลี่ยนผ่านสู่ระบบเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ผลักดันให้ประเทศบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ. 2593 ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างมีคุณค่าและสมดุล เน้นการใช้พลังงานสะอาด ผ่านนโยบายเศรษฐกิจสีเขียว พลัส รวมทั้งการบริหารจัดการน้ำและป้องกันภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ
ด้านการบริหารภาครัฐและการปฏิรูปกฎหมาย อาทิ ราชการทันใจ มุ่งเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลอัจฉริยะอย่างเป็นรูปธรรม เพิ่มประสิทธิภาพอำนวยความสะดวก รวดเร็ว โปร่งใส ยกระดับการบริหารจัดการภาครัฐผ่านนโยบาย AI พลัส และนโยบายไทยแลนด์ พลัส รวมทั้งผลักดันการพัฒนา ทบทวนกฎหมายเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันปรับปรุงกฎหมายที่เป็นอุปสรรค ตลอดจนแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง
สาระสำคัญของงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 มีวงเงินงบประมาณทั้งสิ้น 3,788,000 ล้านบาท จำแนกเป็น รายจ่ายประจำ จำนวน 2,786,367.1 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 73.6 รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง จำนวน 71,038.1 ล้านบาท
หรือคิดเป็นร้อยละ 1.9 รายจ่ายลงทุน จำนวน 789,171.5 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 20.8 และรายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ จำนวน 151,520 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 4.0 โดยรายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ที่เป็นรายจ่ายลงทุน กรณีการกู้เพื่อการลงทุนของรัฐวิสาหกิจ จำนวน 10,096.7 ล้านบาท
ทั้งนี้ สาระสำคัญของงบประมาณรายจ่าย ขอจำแนกการนำเสนอตามกลุ่มงบประมาณ และยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณ ดังนี้
1. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 จำแนกตามกลุ่มงบประมาณ ประกอบด้วย
1.1 งบประมาณรายจ่ายงบกลาง จำนวน 693,880.0 ล้านบาทคิดเป็นร้อยละ 18.3 ของวงเงินงบประมาณ
1.2 งบประมาณรายจ่ายของหน่วยรับงบประมาณ จำนวน 1,342,836.3 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 35.4 ของวงเงินงบประมาณ
1.3 งบประมาณรายจ่ายบูรณาการ จำนวน 70,247.0 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 1.9 ของวงเงินงบประมาณ จำนวน 3 เรื่อง ได้แก่ 1. ต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ 2. บริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 3. รัฐบาลดิจิทัล
1.4 งบประมาณรายจ่ายบุคลากร จำนวน 852,671.2 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 22.5 ของวงเงินงบประมาณ
1.5 งบประมาณรายจ่ายสำหรับทุนหมุนเวียน จำนวน 294,857.1 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 7.8 ของวงเงินงบประมาณ
1.6 งบประมาณรายจ่ายเพื่อการชำระหนี้ภาครัฐ จำนวน 462,470.3 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 12.2 ของวงเงินงบประมาณ
1.7 งบประมาณรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง จำนวน 71,038.1 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 1.9 ของวงเงินงบประมาณ
2. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 จำแนกตามยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณ กำหนดไว้จำนวน 6 ยุทธศาสตร์ 1 รายการ มีรายละเอียดการดำเนินงานที่สำคัญ สรุปได้ดังนี้
ยุทธศาสตร์ที่ 1 : ด้านความมั่นคง
รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรายจ่าย จำนวน 407,165.1 ล้านบาทคิดเป็นร้อยละ 10.7 ของวงเงินงบประมาณ เพื่อให้ประเทศมีความมั่นคง ส่งเสริมการอยู่ร่วมกันของคนในชาติอย่างมีความสุขและสันติ เคารพในความแตกต่างหลากหลายบนพื้นฐานสิทธิมนุษยชน เสริมสร้างความสามัคคีปรองดองของคนในชาติ ธำรงไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ส่งเสริมการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มุ่งใช้เทคโนโลยีและบังคับใช้กฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหาอาชญากรรม
ปัญหาความรุนแรงในสังคม ปัญหาการค้ามนุษย์ และปัญหาทุจริตคอร์รัปชันของเจ้าหน้าที่ภาครัฐ พัฒนาศักยภาพและขีดความสามารถหน่วยงานด้านความมั่นคง ให้มีความพร้อมสูงขึ้นที่จะเผชิญภัยคุกคามทุกรูปแบบทุกมิติ และทุกระดับความรุนแรง ส่งเสริมการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างเป็นระบบ และบังคับใช้กฎหมายเพื่อขจัดยาเสพติดอย่างจริงจัง สร้างความเข้มแข็งทั้งระดับบุคคล สถาบันครอบครัว และชุมชน
พัฒนาความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อป้องกันและปราบปรามปัญหายาเสพติด ยึดหลักทางสาธารณสุขเป็นแนวทางในการพัฒนาระบบการบำบัด รักษา และฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด พัฒนาปรับปรุงนโยบาย การบริหารจัดการให้ครอบคลุมรองรับภัยทุกประเภท เตรียมความพร้อมในการช่วยเหลือ การป้องกันบรรเทาสาธารณภัยและภัยพิบัติ พัฒนาระบบเตือนภัยให้ครอบคลุมพื้นที่เสี่ยงภัยทั่วประเทศ รวมทั้งเสริมสร้างความร่วมมืออย่างบูรณาการ จากทุกภาคส่วนทั้งภายในประเทศและภายนอกประเทศ
แก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตามหลักการ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” เพื่อนำสันติสุขที่ยั่งยืนกลับคืนสู่พื้นที่ชายแดนใต้ เสริมสร้างและรักษาดุลยภาพ สภาวะแวดล้อมระหว่างประเทศ โดยการเป็นหุ้นส่วนการพัฒนาที่ยั่งยืน และการเสริมสร้างพลังบวกของไทย ให้ความร่วมมือด้านความมั่นคงในกรอบอาเซียน และนานาชาติ ดำเนินการเพื่อสันติภาพตามกรอบสหประชาชาติและกฎหมายระหว่างประเทศ
ยุทธศาสตร์ที่ 2 : ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน
รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรายจ่าย จำนวน 348,427.4 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 9.2 ของวงเงินงบประมาณ เพื่อส่งเสริมให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตอย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืน ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันในทุกมิติ โดยการกระตุ้นเศรษฐกิจ การสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพของประชาชน ผ่านการพัฒนาศักยภาพและการส่งเสริมด้านการตลาดอย่างเป็นระบบ ส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่ม
ให้กับสินค้าเกษตร พัฒนาคุณภาพมาตรฐานการผลิตสินค้าเกษตร โดยส่งเสริมการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าว 105,070 ตัน พัฒนาอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต โดยพัฒนาทักษะบุคลากรและแรงงานให้สอดคล้องกับมาตรฐานความต้องการของแต่ละสาขาของอุตสาหกรรมและบริการปัจจุบันและในอนาคต เพื่อเพิ่มอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศภาคอุตสาหกรรมร้อยละ 4.8 รวมถึงสนับสนุนการจัดหาแหล่งเงินทุนเพื่อพัฒนาผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม สร้างรายได้จากการท่องเที่ยว 3 ล้านล้านบาท
โดยส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และวัฒนธรรม รวมทั้งการท่องเที่ยวชุมชน ส่งเสริมความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยว สร้างภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของประเทศ พร้อมทั้งการพัฒนาเมืองและพื้นที่น่าอยู่อัจฉริยะ โดยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ทั้งด้านคมนาคมขนส่ง ระบบสื่อสารและพลังงานด้วยเทคโนโลยีระบบดิจิทัล พัฒนาระบบคมนาคมและระบบโลจิสติกส์ให้มีประสิทธิภาพ เชื่อมโยงโครงข่ายการขนส่งทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพของระบบโลจิสติกส์ เช่น ทางถนน ก่อสร้างและบำรุงทาง 133,395 กิโลเมตร และปรับปรุงจุดเสี่ยงบริเวณอันตราย 1,079 แห่ง ทางราง ปรับปรุงทางรถไฟเพื่อส่งเสริมการขนส่งทางราง
อาทิ โครงการปรับปรุงทางรถไฟและโครงการปรับปรุงสะพานและช่องน้ำทางรถไฟ 68 แห่ง ทางน้ำ พัฒนาท่าเรือ 36 แห่ง และก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่ง 20 แห่ง และทางอากาศ พัฒนาศักยภาพและเพิ่มขีดความสามารถของท่าอากาศยาน 26 แห่ง เพื่อรองรับผู้โดยสาร 55 ล้านคน เสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานโดยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานให้เพียงพอ มีเสถียรภาพ รวมทั้งส่งเสริมการผลิตและใช้พลังงานทดแทน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลส่งเสริมการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม พัฒนาศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม รวมถึงพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อสร้างฐานรายได้และการจ้างงานใหม่
ขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุน เพิ่มขึ้น 150,000 ล้านบาท ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้มีความมั่นคงและกินดีอยู่ดีอย่างยั่งยืน
ยุทธศาสตร์ที่ 3 : ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์
รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรายจ่าย จำนวน 611,194.5 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 16.1 ของวงเงินงบประมาณ เพื่อมุ่งพัฒนาคนไทยให้เป็นคนดี คนเก่ง มีคุณภาพ พร้อมสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาตลอดช่วงชีวิต โดยเสริมสร้างความอบอุ่นเข้มแข็ง มั่นคง และปลอดภัยของสถาบันครอบครัว ส่งเสริมการพัฒนาระบบการศึกษาให้ยืดหยุ่นและทันสมัย สนับสนุนแพลตฟอร์ม การเรียนรู้ออนไลน์ นโยบาย “เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา” (Anywhere Anytime) ผ่านระบบดิจิทัลและระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต สนับสนุนทุนการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 23,586 ทุน ยกระดับคุณภาพโรงเรียนและแหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่น พร้อมทั้งสนับสนุนโครงการ "คืนครูให้นักเรียน" 69,490 คน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการ
จัดการเรียนการสอน สร้างทักษะแห่งอนาคต ทักษะความรู้ความเข้าใจในเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Literacy) และการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) มุ่งเน้นการยกระดับทักษะความรู้ใหม่ (Upskill/New skill) พัฒนาทักษะเดิม (Reskill) และทักษะทางสังคม (Soft Skills) ให้กับประชาชน 1,206,460 คน เพื่อเพิ่มโอกาสและรองรับแรงงานทุกกลุ่มและทุกช่วงวัยให้เข้าสู่ระบบการจ้างงานที่ยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพในทันที สนับสนุนการประกอบอาชีพของผู้สูงอายุและยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ 9,640 คน
ตลอดจนยกระดับระบบสาธารณสุขและการดูแลสุขภาพเชิงรุกด้วยการแพทย์แม่นยำและการใช้ปัญญาประดิษฐ์บนฐานข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคลที่เชื่อมโยงกันทั่วประเทศ รวมถึงการพัฒนามาตรฐานสวัสดิการและศักยภาพของนักกีฬาและผู้ฝึกสอน เพื่อสร้างโอกาสทางอาชีพและชื่อเสียงให้แก่ประเทศ
ยุทธศาสตร์ที่ 4 : ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม
รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรายจ่าย จำนวน 960,916.6 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 25.4 ของวงเงินงบประมาณ เพื่อสร้างความเป็นธรรมลดความเหลื่อมล้ำในทุกมิติ โดยสนับสนุนความคุ้มครองทางสังคมขั้นพื้นฐานแก่ประชาชนทุกกลุ่ม ทั้งบริการทางสังคม บริการทางการแพทย์และสาธารณสุขที่มีคุณภาพ ด้วยเครือข่ายปฐมภูมิ ผ่านการเชื่อมโยงเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพและนวัตกรรมการแพทย์อัจฉริยะ ไม่น้อยกว่า 47,170,000 คน
สนับสนุนเบี้ยเด็กแรกเกิดถึง 6 ปี ไม่น้อยกว่า 2,534,500 คน สนับสนุนการศึกษาขั้นพื้นฐาน ไม่น้อยกว่า 9,073,400 คน และขยายโอกาสการเข้าถึงบริการทางการศึกษาที่มีคุณภาพ มาตรฐาน และมีความเหมาะสมต่อทุกช่วงวัย ส่งเสริมบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาชน ภาคเอกชน ภาควิชาการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาพื้นที่ให้เกิดการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น เพื่อให้ท้องถิ่นสามารถพึ่งพาตนเองได้ทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม
อาทิ สนับสนุนอาหารเสริม (นม) 4,790,040 คน อาหารกลางวัน 5,334,155 คน สนับสนุนเบี้ยยังชีพ ผู้สูงอายุ 12,494,573 คน และเบี้ยยังชีพความพิการ 3,440,335 คน เสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนในการพึ่งตนเองและการจัดการตนเอง เพื่อสร้างสังคมคุณภาพ โดยสนับสนุนการสร้างครอบครัวอบอุ่นเข้มแข็ง ส่งเสริมคนรุ่นใหม่มาเป็นกำลังในการพัฒนาและทำประโยชน์ส่วนรวม ในสังคม ส่งเสริมศักยภาพบทบาทสตรี และความเสมอภาคทางเพศรองรับสังคมผู้สูงอายุอย่างมีคุณภาพ (Aged Society) สงเคราะห์สวัสดิการสำหรับกลุ่มเปราะบาง
อาทิ สร้างที่อยู่อาศัยบ้านมั่นคง 2,400 ครัวเรือน บ้านพอเพียง 14,760 ครัวเรือน พัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองเปรมประชากร 150 ครัวเรือน และผู้มีรายได้น้อยสามารถเข้าถึงแหล่งสินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง ยกระดับคุณค่าของทุนทางสังคมและวัฒนธรรมที่หลากหลายให้เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจที่สร้างสรรค์ ส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยวและบริการ ภาคการเกษตร การค้า การลงทุน และอุตสาหกรรมของแต่ละจังหวัดผ่านการส่งเสริมองค์ความรู้และทักษะ
ที่สำคัญ พัฒนาศักยภาพครัวเรือนยากจนข้ามรุ่นให้หลุดพ้นความยากจนอย่างยั่งยืน ส่งเสริมสภาพแวดล้อมและกลไกที่ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก โดยการจัดสรรการถือครองที่ดินให้กับประชาชนและเกษตรกรอย่างเป็นระบบ สนับสนุนการผลิตและการตลาดภายในชุมชน ส่งเสริมให้มีนวัตกรรมทางการเงินเพื่อสนับสนุนแหล่งทุนและทรัพยากรที่จำเป็นให้ประชาชนเพื่อต่อยอดอาชีพสู่ผู้ประกอบการธุรกิจชุมชน ตลอดจนการสร้างหลักประกันสวัสดิการสำหรับแรงงานทั้งในระบบและนอกระบบไม่น้อยกว่า 23,063,000 คน รวมทั้งยกระดับการจัดทำระบบการเยียวยาช่วยเหลือในภาวะวิกฤตแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากวิกฤตทางเศรษฐกิจ สังคมและภัยพิบัติต่าง ๆ อย่างทันท่วงที
ยุทธศาสตร์ที่ 5 : ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรายจ่าย จำนวน 137,507.8 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 3.6 ของวงเงินงบประมาณ มุ่งเน้นการสร้างความสมดุลและความยั่งยืนของฐานทรัพยากรธรรมชาติ โดยส่งเสริมการปลูกไม้เศรษฐกิจ ป้องกัน อนุรักษ์ และรักษาพื้นที่ป่าในความดูแล 107.8 ล้านไร่ พัฒนา และเพิ่มพื้นที่สีเขียวทุกประเภท 5,133 ไร่ ส่งเสริมการปลูกไม้เศรษฐกิจ 23,070 ไร่ พื้นที่ป่าอนุรักษ์ได้รับการป้องกันและควบคุมไฟป่าไม่น้อยกว่า 27.4 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 80.0 และผลักดันสังคมคาร์บอนต่ำเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ. 2593 ควบคู่กับการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด ป้องกันและลดการเผาในภาคการเกษตรเพื่อลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 และพัฒนาระบบตลาดคาร์บอน รวมถึงการสร้างรายได้จากการกักเก็บคาร์บอนตามมาตรฐานสากล พร้อมทั้งยกระดับการบริหารจัดการภัยพิบัติด้านน้ำ โดยใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และ AI ในการวิเคราะห์ พยากรณ์ข้อมูลการบริหารจัดการน้ำ และการพยากรณ์อากาศทั้งระบบให้มีความแม่นยำ และเพิ่มประสิทธิภาพ การจัดการความเสี่ยงด้านน้ำอย่างเป็นระบบ โดยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ จัดหาแหล่งน้ำสะอาดสำหรับอุปโภคบริโภคผ่านการจัดหาแหล่งน้ำสำรองเพื่อระบบประปา 2,203,563 ครัวเรือน สร้างความมั่นคง ด้านน้ำทั้งภาคการผลิต ภาคเกษตร และอุตสาหกรรมให้มีต้นทุนน้ำใช้อย่างสมดุล มีพื้นที่รับประโยชน์จากแหล่งน้ำ 280,822 ไร่ ปริมาตรเก็บกักน้ำเพิ่มขึ้น 83.35 ล้านลูกบาศก์เมตร ปริมาณน้ำฝนจากการปฏิบัติการฝนหลวงในพื้นที่การเกษตรและอ่างเก็บน้ำ 1,620 ล้านลูกบาศก์เมตร ฟื้นฟูแหล่งน้ำธรรมชาติ พัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการน้ำเสีย 28 แห่ง อนุรักษ์ฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำ ป้องกันการชะล้างพังทลายของดินและฟื้นฟูป่าต้นไม้ 33,444 ไร่ ปลูกป่าฟื้นฟู 23,500 ไร่ และมีพื้นที่ได้รับการป้องกันและลดผลกระทบจากปัญหาอุทกภัย 138,417 ไร่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเป็นฐานสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
ยุทธศาสตร์ที่ 6 : ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ
รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรายจ่าย จำนวน 676,320.2 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 17.9 ของวงเงินงบประมาณ เพื่อยกระดับการบริการภาครัฐให้มีขีดสมรรถนะสูงเปลี่ยนผ่านไปสู่ราชการทันสมัยในระบบดิจิทัล เพิ่มประสิทธิภาพการบริการที่ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างสะดวกรวดเร็ว พัฒนาการให้บริการทะเบียนบัตรประจำตัวประชาชน ข้อมูลสารสนเทศ และรังวัดที่ดินแก่ประชาชน 13 ล้านราย ส่งเสริมการบริหารงานบุคคลให้มีระบบตรวจสอบและประเมินผลที่โปร่งใส ชัดเจน ปราศจากการทุจริต และมีบทลงโทษผู้กระทำความผิดอย่างจริงจัง โดยเน้นการบูรณาการเชื่อมโยงภารกิจภาครัฐและการบริหารจัดการการเงินการคลังให้สอดคล้องกับการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ รักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาคภายใต้กรอบความยั่งยืนทางการคลัง ตลอดจนการจัดโครงสร้างองค์กร และออกแบบระบบการบริหารงานใหม่ให้มีความยืดหยุ่น มีขนาดเหมาะสม เพิ่มสมรรถนะของระบบบริหารงานภาครัฐให้เทียบเท่ามาตรฐานสากล พร้อมทั้งนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างคุณค่าในการทำงาน
รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณไว้ จำนวน 646,468.4 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 17.1 ของวงเงินงบประมาณ เพื่อสำรองไว้เป็นค่าใช้จ่ายในการรองรับเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นโดยมิได้คาดหมายสำหรับกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น การเยียวยาหรือบรรเทาความเสียหายจากภัยพิบัติสาธารณะร้ายแรง ภารกิจที่เป็นความจำเป็นเร่งด่วนของรัฐ และเงินชดเชยค่างานสิ่งก่อสร้าง รวมทั้งเพื่อแก้ปัญหา ฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมจากวิกฤตด้านพลังงาน การบริหารจัดการหนี้และการชำระหนี้ภาครัฐเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจ และเพื่อชดใช้เงินคงคลังที่ได้จ่ายไปแล้ว ตามพระราชบัญญัติเงินคงคลัง พ.ศ. 2491 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
สำหรับเอกสารประกอบได้มีการจัดทำให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 มาตรา 10 และมาตรา 11 ดังนี้
1. คำแถลงประกอบงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570
2. รายรับรายจ่ายเปรียบเทียบระหว่างปีที่ล่วงมาแล้ว ปีปัจจุบันและปีที่ขอตั้งงบประมาณรายจ่าย แสดงไว้ในเอกสารงบประมาณ ฉบับที่ 1 (เล่มคาดส้ม)
3. คำอธิบายเกี่ยวกับประมาณการรายรับและวิธีหาเงินส่วนที่ขาดดุลแสดงไว้ในเอกสารงบประมาณ ฉบับที่ 2 (เล่มคาดเขียว)
4. คำชี้แจงเกี่ยวกับงบประมาณรายจ่ายที่ขอตั้ง ซึ่งรวมถึงการแสดงผลสัมฤทธิ์และประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการใช้จ่ายงบประมาณและความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ แสดงไว้ในเอกสารงบประมาณฉบับที่ 3 (เล่มคาดแดง) และฉบับที่ 4 (เล่มคาดเหลือง)
5. รายงานเกี่ยวกับสถานะทางการเงินโดยรวมของรัฐวิสาหกิจแสดงไว้ในเอกสารงบประมาณ ฉบับที่ 5 (เล่มคาดม่วง)
6. รายงานเกี่ยวกับสถานะเงินนอกงบประมาณและแผนการใช้จ่ายเงินนอกงบประมาณโดยรวมของหน่วยรับงบประมาณ แสดงไว้ในเอกสารงบประมาณ ฉบับที่ 7 (เล่มคาดชมพู)
7. คำอธิบายเกี่ยวกับหนี้ของรัฐบาลทั้งที่มีอยู่แล้วในปัจจุบันและหนี้ที่เสนอเพิ่มเติม แสดงไว้ในเอกสารงบประมาณ ฉบับที่ 5 (เล่มคาดม่วง)
8. ผลการดำเนินงานและการใช้จ่ายงบประมาณของปีงบประมาณที่ล่วงมาแล้ว แสดงไว้ในเอกสารงบประมาณ ฉบับที่ 6 (เล่มคาดน้ำเงิน)
9. ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570
ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 มุ่งเป้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน มุ่งสร้างโอกาส และลดความเหลื่อมล้ำอย่างทั่วถึง ภายใต้แรงสนับสนุนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและอุปสงค์ภายในประเทศ รัฐบาลจึงดำเนินนโยบายงบประมาณแบบขาดดุล วงเงิน 3,788,000 ล้านบาท เพื่อรักษาเสถียรภาพและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ระบบเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง
โดยรัฐบาลจะบริหารงบประมาณรายจ่ายนี้ ให้เป็นไปตามกฎหมายและกรอบวินัยการเงินการคลังของรัฐอย่างเคร่งครัด จะใช้จ่ายภาษีของประชาชนให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด ให้เม็ดเงินไปสู่ประชาชน สร้างการเติบโตให้ประเทศอย่างเต็มศักยภาพ ทั่วถึง และยั่งยืน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
ที่มา : รัฐบาล
- สภาผู้แทนราษฎร ออกประกาศการแต่งกายของ สส. ไม่จำเป็นต้องสวมสูทเข้าประชุม
- “ณัฐธิดา” สส.เพื่อไทย แนะรัฐบาลปรับโครงสร้างพลังงานไทย
- ประชุมสภาวันไหนบ้าง เช็กตารางประชุมปี 2569 ล่าสุด
- เลขาสภาฯ ยังไม่มีพระราชกฤษฎีกา เปิดประชุมรัฐสภาแต่พร้อม 95%
- ครม.เศรษฐกิจนัดแรก 15 ต.ค. “เอกนิติ” ยันยังไม่มีวาระแต่งตั้ง “ศุภจี” นำทีมเจรจาภาษีสหรัฐฯ
นักข่าวออนไลน์ เกาะติดสถานการณ์ประเด็นร้อน ทันเหตุการณ์ ทั้งเรื่องใกล้ตัวและประเด็นสำคัญ
