ร้านชำในโปแลนด์ลองใช้ระบบ AI กำหนดราคาอาหาร หวังลดปัญหาขยะ

TNN ONLINE

TECH

ร้านชำในโปแลนด์ลองใช้ระบบ AI กำหนดราคาอาหาร หวังลดปัญหาขยะ

ร้านชำในโปแลนด์ลองใช้ระบบ AI กำหนดราคาอาหาร หวังลดปัญหาขยะ

ระบบซอฟต์แวร์ตัวนี้ได้รับการพัฒนาจากบริษัทสตาร์ทอัพชื่อ “ Wasteless” หวังเอามาใช้อย่างแพร่หลายในเร็ว ๆ นี้

ปัญหาเรื่องการทิ้งอาหารจนกลายเป็นขยะนับว่าเป็นอีกหนึ่งปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่ไม่ควรละเลย อย่างเช่นในประเทศสหรัฐอเมริกาแค่ที่เดียวก็เคยได้รับการประเมินจากกรมวิชาการเกษตร (Department of Agriculture) ว่าอาหารกว่า 30-40% ที่มีโดนเอาไปทิ้งเป็นขยะ ซึ่งส่งผลกระทบทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและด้านเศรษฐกิจ นอกจากนี้มันยังเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอีกด้วย ดังนั้นจึงได้มีบริษัทสตาร์ทอัพที่สนใจแก้ปัญหานี้ขึ้นมา ชื่อว่า “Wasteless”

ร้านชำในโปแลนด์ลองใช้ระบบ AI กำหนดราคาอาหาร หวังลดปัญหาการทิ้งอาหาร

“Wasteless” เป็นสตาร์ทอัพที่ได้พัฒนาระบบขับเคลื่อนด้วย AI เพื่อใช้ในการทำเป็นป้ายบอกลดราคาอาหารบนชั้นวางแบบอัตโนมัติ ความเจ๋งก็คือเวลาที่เราไปยืนเลือกสินค้าหน้าชั้นวาง ปกติแล้วเราก็จะเห็นเป็นป้ายกระดาษบอกราคาอาหาร ไม่ว่าจะวางอยู่บนชั้นมานานเท่าไหร่ก็ราคาเดิม แต่ระบบนี้จะทำป้ายบอกราคาเทียบให้เห็นกันชัด ๆ ไปเลยว่าถ้าใกล้หมดอายุ จะมีราคาเท่าไหร่ "ของยิ่งใกล้หมดอายุยิ่งได้ราคาถูกลง" นั่นเอง

ร้านชำในโปแลนด์ลองใช้ระบบ AI กำหนดราคาอาหาร หวังลดปัญหาการทิ้งอาหาร

เช่น มีขนมวางอยู่บนชั้นเป็นถุง ๆ หากไปซื้อวันแรก ๆ ของพึ่งมาใหม่ยังไม่ใกล้วันหมดอายุ ระบบก็จะขึ้นราคาบอกเลยว่า 50 บาท แต่ถ้ายิ่งซื้อใกล้วันหมดอายุ ราคาก็จะถูกลงเหลือ 30 บาท ลูกค้าที่เลือกก็จะสามารถเลือกได้เองเลยว่าอยากจะซื้อของใหม่ราคาแพงกว่า หรือรอกินของใกล้วันหมดอายุหน่อยแต่ราคาถูกลง ทำให้เลือกซื้อได้สะดวกมากยิ่งขึ้น ซึ่งหลังจากที่ทำการพัฒนาระบบมาตั้งแต่ปี 2016 ล่าสุดบริษัท Wasteless ก็พร้อมแล้วที่จะทดลองใช้ซอฟต์แวร์ตัวนี้กับ Metro ซึ่งเป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจร้านขายของชำและขายส่งกว่า 678 แห่งใน 24 ประเทศทั่วโลก ทั้งสองบริษัทมีแผนที่จะเปิดตัวเทคโนโลยีดังกล่าวในร้านแม็คโคร (Makro) ของ Metro ในประเทศโปแลนด์ ก่อนที่จะนำไปใช้ในตลาดอื่น ๆ


ทางบริษัท Wasteless เคลมว่าระบบนี้จะช่วยลดขยะอาหารในร้านขายของชำได้อย่างน้อย 40% และในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าเชื่อว่าจะสามารถเพิ่มจำนวนดังกล่าวเป็น 80% ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีนี้ต่อไป ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งข่าวที่น่าสนใจสำหรับการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้เพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน


ขอบคุณข้อมูลจาก

engadget

ข่าวที่เกี่ยวข้อง