TNN วิศวกร “McLaren F1” ใช้เครื่องพิมพ์ 3 มิติพิมพ์ชิ้นส่วนรถแข่ง

TNN

Tech

วิศวกร “McLaren F1” ใช้เครื่องพิมพ์ 3 มิติพิมพ์ชิ้นส่วนรถแข่ง

วิศวกร “McLaren F1” ใช้เครื่องพิมพ์ 3 มิติพิมพ์ชิ้นส่วนรถแข่ง

ทีมวิศวกร McLaren บริษัทผลิตรถสัญชาติอังกฤษ กล่าวว่าตอนนี้พวกเขากำลังพิมพ์ชิ้นส่วนต้นแบบสำหรับรถยนต์ Formula 1 ด้วยการพิมพ์ 3 มิติ ถือเป็นการประกาศยุคใหม่ของการสร้างต้นแบบอย่างรวดเร็ว เพื่อบรรลุเป้าหมายการปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ภายในปี 2030

แม็คลาเรน เรซซิ่ง (McLaren Racing) ทีมแข่งรถสัญชาติอังกฤษประกาศว่าตอนนี้พวกเขากำลังใช้เทคโนโลยีเครื่องพิมพ์ 3 มิติในการพิมพ์ชิ้นส่วนตันแบบของรถแข่ง ฟอร์มูลา วัน (Formula 1) ถือเป็นการประกาศยุคใหม่ของการสร้างต้นแบบรถยนต์อย่างรวดเร็วและยั่งยืน เพื่อเข้าสู่การบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net zero) ภายในปี 2030


วิศวกร “McLaren F1” ใช้เครื่องพิมพ์ 3 มิติพิมพ์ชิ้นส่วนรถแข่ง ภาพจากรอยเตอร์ 

 

ทางทีมระบุว่าพวกเขามีห้องปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องกับการพิมพ์ 3 มิติโดยเฉพาะ ที่สำนักงานใหญ่ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ โดยมีมากกว่า 20 เครื่อง เพื่อช่วยในการพิมพ์ทุกอย่างตั้งแต่ท่อไปจนถึงชิ้นส่วนของตัวรถ แต่ส่วนใหญ่จะใช้พิมพ์แบบจำลอง และต้นแบบสำหรับอุโมงค์ลม 


โดยทางทีม แม็คลาเรน (McLaren) ได้ร่วมมือกับบริษัทการพิมพ์ 3 มิติของอิสราเอลและสหรัฐอเมริกา สตราทาซิส (Stratasys) ซึ่งช่วยให้พวกเขาสามารถพิมพ์ชิ้นส่วนด้วยเส้นใยหลายประเภท รวมถึงคาร์บอนไฟเบอร์ และวัสดุรีไซเคิล ซึ่งช่วยลดของเสียและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก


การใช้เครื่องพิมพ์ 3 มิติ ยังช่วยให้พวกเขาสามารถพิมพ์ชิ้นส่วนได้จำนวนมาก เพื่อนำไปใช้ประกอบเป็นส่วนสำคัญต่าง ๆ ของรถต้นแบบสำหรับทดสอบ ซึ่งอาจจะมีมากถึง 10,000 ชิ้น และส่วนใหญ่ก็เป็นแบบใช้ครั้งเดียว


ทั้งนี้ทางทีมบริษัทผู้พัฒนาเทคโนโลยีการพิมพ์กล่าวว่า การที่ทีมแม็คลาเรน สามารถพิมพ์เส้นใยรีไซเคิล 100% ด้วยซอฟต์แวร์ใหม่ของพวกบริษัท ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริงสำหรับอุตสาหกรรม เพราะช่วยให้พวกเขาสามารถลดการปล่อยของเสียได้อีกมาก ซึ่งเป็นหนึ่งในความกังวลอันดับต้นๆ ของลูกค้าส่วนใหญ่ของบริษัท สตราทาซิส (Stratasys) ในปัจจุบัน


สำหรับการแข่งขันฟอร์มูลา วัน (Formula 1) หรือการแข่งขันระดับสูงสุดของรถยนต์ที่นั่งเดี่ยว ได้ตั้งเป้าที่จะปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net zero) ภายในปี 2030 และให้รถยนต์ทุกคันใช้เชื้อเพลิงที่ยั่งยืนในปี 2026 ดังนั้นความพยายามในการเปลี่ยนมาใช้เครื่องพิมพ์ 3 มิติในการสร้างชิ้นส่วนรถยนต์ครั้งนี้ ก็อาจจะเป็นหนึงในตัวผลักดันให้วงการ F1 สามารถไปถึงฝั่งฝันด้านสิ่งแวดล้อมที่ตั้งเป้าหมายไว้ก็เป็นได้


ข้อมูลจาก reutersconnectredbull

ข่าวแนะนำ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง