
สรุปข่าว
วันนี้ (27 มิ.ย.2564)มีข้อมูลข่าวจากระทรวงสาธารณสุข ที่ยืนยันว่า พบผู้ติดเชื้อโควิดสายพันธ์แอฟริกาใต้ หรือ หรือ สายพันธุ์เบต้า ในพื้นที่กทม. จำนวน 1 คน โดยจากการสอบสวนโรคพบความเชื่อมโยงกับผู้ติดเชื้อจังหวัดนราธิวาส
ขณะที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จะแถลงชี้แจงรายละเอียดที่ชัดเจนในวันพรุ่งนี้(28 มิ.ย.) เวลา 11.00 น. โดยการรายงานพบโควิดสายพันธุ์เบตา ในกทม.ถือเป็นรายแรกที่มีการยืนยัน เพราะก่อนหน้านี้สายพันธุ์ที่พบในกทม.ส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์อังกฤษ หรือ อัลฟ่า และสายพันธุ์อินเดีย หรือ เดลต้า
ข้อมูลก่อนหน้านี้ นายแพทย์ ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยการสุ่มตรวจสายพันธุ์โควิด-19 ในรอบวันที่ 14 -20 มิถุนายน ที่ผ่านมา จำนวนกว่า 6 พันตัวอย่าง พบว่า ส่วนใหญ่เป็นโควิดสายพันธุ์อังกฤษ หรือ อัลฟ่า รวม 5,641 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 88.97 ส่วนสายพันธุ์อินเดีย หรือ เดลต้า พบเพิ่ม 170 คน มากสุด ในกรุงเทพฯพบเพิ่ม 89 คน ทำให้ยอดสะสมรวม 666 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 10.47 ส่วนสายพันธุ์แอฟริกาใต้ หรือ เบต้า พบเพิ่ม 7 คน ยอดสะสมอยู่ที่ 38 คน คิดเป็นร้อยละ 0.60
สำหรับสายพันธุ์เบตา 38 คน ก่อนหน้านี้มีการรายงานพบผู้ติดเชื้อในจังหวัดนราธิวาส 28 คน และได้ตรวจยืนยันสายพันธุ์และพบว่าได้กระจายออกไป 3 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ ภูเก็ต เป็นนักเรียนที่กลับมาจากโรงเรียนมัรกัสจังหวัดยะลา จังหวัดปัตตานี และจังหวัดยะลา สำหรับโควิด ทั้งนี้สายพันธุ์ เบตา แพร่กระจายได้ช้าหากพื้นที่คุมโรคได้เร็ว
ด้านศาสตราจารย์นายแพทย์ ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิกคณะแพทย์จุฬาฯ ระบุว่า หลังจากนี้ ประเทศไทยจะพบการระบาดของเชื้อโควิดสายพันธุ์อินเดีย หรือ เดลตา มากขึ้น เพราะสายพันธุ์นี้แพร่ง่ายกว่าสายพันธุ์อังกฤษ หรือ อัลฟา 1.4 เท่า ทำให้ต้องควบคุมโรคเพื่อให้การแพร่ระบาดช้าที่สุด
- โพลสะท้อนประชาชนร้อยละ 73.95 พอใจการทำงานกทม.
- โควิด NB.1.8.1 เป็นสายพันธุ์หลักในไทยแล้ว มีแนวโน้มมากขึ้น
- สถานการณ์โควิดป่วยสะสมพุ่ง 2.5 แสนราย สายพันธุ์ NB.1.8.1 ระบาดแรง
- “หมอยง” เปิดข้อมูลโควิดสายพันธุ์ล่าสุดที่พบในกทม. ติดต่อง่าย แพร่กระจายเร็ว
- โควิดระบาด! รมว.สธ. เผยส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์ XEC ติดง่าย แต่หายไว
- เปิดเทอม! กรมการแพทย์แนะเฝ้าระวังห่วงเด็กเสี่ยงได้รับเชื้อโควิดเพิ่มขึ้น
- เตือน! เดือนพ.ค. สถานการณ์โควิดจะระบาดสูงสุด ก่อนตามด้วยโรคไข้หวัดใหญ่
ที่มาข้อมูล : -
TNNThailand