
สรุปข่าว
วันนี้ (31 มี.ค. 65) ทีมนักวิทยาศาสตร์ของสหรัฐเปิดเผยผลการวิจัยล่าสุดระบุว่า เด็กอายุ 5-11 ปีซึ่งได้รับวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ของบริษัทไฟเซอร์และไบออนเทคนั้น มีโอกาสน้อยกว่าเด็กที่ไม่ได้ฉีดวีคซีนถึง 68% ในการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลในช่วงที่ไวรัสสายพันธุ์โอมิครอนแพร่ระบาดในสหรัฐ
ส่วนเด็กวัยรุ่นที่มีอายุ 12-18 ปีซึ่งได้รับวัคซีนไฟเซอร์และไบออนเทคจำนวน 2 เข็ม มีโอกาสน้อยกว่าคนวัยเดียวกันที่ไม่ได้รับการฉีดวัคซีนประมาณ 40% ที่จะต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัสโอมิครอน
ทั้งนี้ นักวิทยาศาสตร์จากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) ของสหรัฐ และโรงพยาบาลเด็กเมืองบอสตัน เป็นผู้ดำเนินการวิจัยดังกล่าว และได้มีการตีพิมพ์ผลการวิจัยในวารสารการแพทย์นิวอิงแลนด์
งานวิจัยยังระบุด้วยว่า เด็กที่ฉีดวัคซีนของไฟเซอร์และไบออนเทคมีโอกาสน้อยลงเกือบ 80% ที่จะมีอาการรุนแรงซึ่งรวมถึงการต้องใช้เครื่องช่วยหายใจหรือการเสียชีวิต
"การติดเชื้อต่าง ๆ เช่น โควิด-19 และการติดเชื้อทางเดินหายใจนั้นมีความรุนแรงหลายระดับ แต่ก็ยังคงสามารถดำเนินการเพื่อป้องกันโรคร้ายแรงได้" ดร.มานิช พาเทล นักวิจัยของ CDC กล่าว
ภาพจาก : AFP
- โควิด NB.1.8.1 เป็นสายพันธุ์หลักในไทยแล้ว มีแนวโน้มมากขึ้น
- วัคซีนโควิด-19 ไม่ถูกถอดจากรายชื่อวัคซีนแนะนำในสหรัฐฯ
- โควิด-19 ระบาดหลายภูมิภาค! "สายพันธุ์ NB.1.8.1" แพร่กระจายเร็ว อย่าชะล่าใจ
- กรมวิทย์ฯ คาดโควิดสายพันธุ์ NB.1.8.1 กลายเป็นสายพันธุ์หลักที่ระบาดในประเทศไทยและทั่วโลก
- “หมอยง” เปิดข้อมูลโควิดสายพันธุ์ล่าสุดที่พบในกทม. ติดต่อง่าย แพร่กระจายเร็ว
- โควิดระบาด! ยอดป่วยพุ่งต่อเนื่อง สะสม 211,717 ราย ยังเป็นสายพันธุ์ JN.1
ที่มาข้อมูล : -
TNNThailand