“ไวรัสกำจัดแบคทีเรีย” ทางเลือกใหม่รักษาการติดเชื้อ

นักวิทยาศาสตร์กำลังพัฒนาไวรัสที่สามารถทำลายแบคทีเรีย หรือที่เรียกว่า “แบคเทอริโอเฟจ” ให้เป็นแนวทางรักษาการติดเชื้อดื้อยาปฏิชีวนะ โดยล่าสุด ผู้เชี่ยวชาญนานาชาติได้จัดทำแนวทางการรักษาด้วยฟาจแบบเฉพาะบุคคลเป็นครั้งแรก เพื่อยกระดับความปลอดภัยและมาตรฐานการรักษา
สรุปข่าว
นักวิทยาศาสตร์กำลังพัฒนาไวรัสที่สามารถทำลายแบคทีเรีย หรือที่เรียกว่า “แบคเทอริโอเฟจ” ให้เป็นแนวทางรักษาการติดเชื้อดื้อยาปฏิชีวนะ โดยล่าสุด ผู้เชี่ยวชาญนานาชาติได้จัดทำแนวทางการรักษาด้วยฟาจแบบเฉพาะบุคคลเป็นครั้งแรก เพื่อยกระดับความปลอดภัยและมาตรฐานการรักษา
แนวทางดังกล่าวนำโดยสมาคมโรคติดเชื้อแห่งเยอรมนี ร่วมกับองค์กรวิชาชีพ 20 แห่ง ผู้เชี่ยวชาญนานาชาติ 18 คน และองค์กรผู้ป่วย 2 แห่ง ครอบคลุมคำแนะนำมากกว่า 60 ข้อ ตั้งแต่การคัดเลือกไวรัส การทดสอบ การผลิต การให้ยา ไปจนถึงการติดตามผลและควบคุมคุณภาพ ตีพิมพ์ในวารสาร Nature Medicine
ไวรัสที่ทำลายแบคทีเรีย ทางเลือกใหม่เมื่อยาปฏิชีวนะไม่ได้ผล
แบคเทอริโอเฟจเป็นไวรัสที่ติดเชื้อในแบคทีเรียและสามารถทำลายแบคทีเรียได้ โดยมีจุดเด่นคือความจำเพาะสูง สามารถเลือกโจมตีแบคทีเรียบางชนิดหรือบางสายพันธุ์ได้ ต่างจากยาปฏิชีวนะทั่วไปที่มักออกฤทธิ์ต่อแบคทีเรียหลายชนิด
อย่างไรก็ตาม ความจำเพาะนี้ทำให้ต้องตรวจสอบก่อนว่าไวรัสชนิดใดสามารถกำจัดแบคทีเรียที่ก่อโรคในผู้ป่วยแต่ละรายได้จริง จึงเป็นที่มาของการรักษาแบบเฉพาะบุคคล หรือ Personalized Phage Therapy
แนวทางนี้อาจพิจารณาใช้ในผู้ป่วยที่การรักษามาตรฐานไม่ได้ผล ไม่มีทางเลือกอื่น หรือไม่สามารถใช้ยาปฏิชีวนะได้อย่างปลอดภัย แต่ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานจากการทดลองทางคลินิกแบบควบคุมที่เพียงพอจะยืนยันประสิทธิผลได้อย่างชัดเจน จึงยังไม่แนะนำให้ใช้เป็นการรักษามาตรฐานสำหรับการติดเชื้อแบคทีเรียทั่วไป
ผลการรักษาเบื้องต้นมีแนวโน้มที่ดี
ข้อมูลจากการศึกษาผู้ป่วย 100 รายในเบลเยียมที่ได้รับการรักษาด้วยฟาจ พบว่า
- 77% มีอาการทางคลินิกดีขึ้น
- 61% ตรวจไม่พบแบคทีเรียเป้าหมายหลังการรักษา
แม้ผลลัพธ์จะน่าสนใจ โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่ติดเชื้อรักษายาก แต่การศึกษาดังกล่าวยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าฟาจเป็นสาเหตุโดยตรงของการฟื้นตัว จำเป็นต้องมีการทดลองทางคลินิกขนาดใหญ่และมีการควบคุม เพื่อประเมินประสิทธิผลและระบุว่าผู้ป่วยกลุ่มใดจะได้รับประโยชน์มากที่สุด
ความท้าทายสำคัญ คือการเลือกไวรัสให้ตรงกับเชื้อ
การรักษาด้วยฟาจจำเป็นต้องผ่านกระบวนการทดสอบที่เรียกว่า “Phage Match” เพื่อค้นหาไวรัสที่สามารถทำลายแบคทีเรียสายพันธุ์ที่ก่อโรคในผู้ป่วยได้โดยตรง โดยควรดำเนินการให้รวดเร็ว เพราะความไวต่อฟาจของแบคทีเรียอาจเปลี่ยนแปลงระหว่างการติดเชื้อ
แนวทางใหม่จึงเน้นการทำงานร่วมกันของแพทย์ นักจุลชีววิทยาคลินิก และผู้เชี่ยวชาญด้านฟาจ รวมถึงกำหนดมาตรฐานการตรวจสอบระหว่างห้องปฏิบัติการ การผลิต และทีมรักษา เพื่อให้ผลการทดสอบมีความน่าเชื่อถือ
นอกจากนี้ ยังแนะนำให้บันทึกข้อมูลการรักษาอย่างเป็นระบบและจัดเก็บในทะเบียนผู้ป่วย เพื่อช่วยเปรียบเทียบผลลัพธ์ ติดตามปัญหา และพัฒนาหลักฐานทางการแพทย์ในอนาคต
โรงพยาบาลในเยอรมนีเริ่มใช้การรักษาเฉพาะบุคคล
ศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี รายงานว่า ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2026 มีผู้ป่วย 10 รายที่ได้รับการรักษาด้วยฟาจตามแนวทางใหม่ โดยใช้ไวรัสที่คัดเลือกให้ตรงกับแบคทีเรียที่ก่อโรคในแต่ละคน
เชื้อที่นำมารักษารวมถึง Pseudomonas aeruginosa และ Staphylococcus aureus ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่อาจก่อให้เกิดการติดเชื้อที่รักษายาก โดยเฉพาะเมื่อมีปัญหาเชื้อดื้อยา
วิธีให้ฟาจขึ้นอยู่กับชนิดของการติดเชื้อและความจำเป็นของผู้ป่วย เช่น การให้ทางหลอดเลือดดำ การสูดดม การใช้สเปรย์พ่นจมูก หรือการใช้เจลปลอดเชื้อ
แม้การรักษาด้วยฟาจยังต้องการหลักฐานเพิ่มเติมจากการทดลองทางคลินิก แต่แนวทางมาตรฐานระดับนานาชาติครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาการรักษาให้มีความปลอดภัยและน่าเชื่อถือมากขึ้น และอาจเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ป่วยที่ไม่สามารถรักษาการติดเชื้อด้วยยาปฏิชีวนะทั่วไปได้ในอนาคต
- สถาบันโรคทรวงอก เปลี่ยนลิ้นหัวใจผ่านสายสวนทางหลอดเลือดคอ สำเร็จเป็นครั้งแรก
- ศิริราชก้าวล้ำ! ใช้ "Impedance Planimetry" ตรวจระบบทางเดินอาหาร แห่งแรกในไทย เพิ่มความแม่นยำเพื่อผลลัพธ์การรักษาที่ดีที่สุด
- เปิดแผน "หนุนนวัตกรรมการแพทย์ไทย" สปสช.ตั้งงบ 1.5 หมื่นล้านบาท ดันไทยสู่ศูนย์กลางการแพทย์มูลค่าสูง
- คราบพลัคในช่องปากอาจส่งผลถึงหลอดเลือดหัวใจ
- นักวิจัยไขกลไกลับที่ แบคทีเรียใช้เอาตัวรอดจากยาปฏิชีวนะ
ที่มาข้อมูล : sciencedaily
ที่มารูปภาพ : CANVA
เล่าเรื่องสุขภาพกายใจให้เข้าใจง่าย ผ่านมุมมองที่ใกล้ตัวและใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน เชื่อว่าการดูแลตัวเองไม่ต้องยาก แค่เริ่มจากสิ่งเล็กๆ ที่เราทำได้ทุกวัน ที่สำคัญ อย่ารอทำตอนป่วย
