ณเดชน์ป่วยไทรอยด์ เพราะออกกำลังกายหนักจริงหรือ รู้จักโรคฮาชิโมโตะ

Share on Line Share on Facebook Share on X
ณเดชน์ป่วยไทรอยด์ เพราะออกกำลังกายหนักจริงหรือ รู้จักโรคฮาชิโมโตะ

การออกกำลังกายและควบคุมอาหารเป็นสิ่งที่หลายคนทำเพื่อให้มีสุขภาพดี แต่หากหักโหมมากเกินไป ร่างกายอาจได้รับผลกระทบได้ กรณีของนักแสดงหนุ่ม ณเดชน์ คูกิมิยะ ที่เปิดเผยเรื่องปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับต่อมไทรอยด์ทำงานต่ำ (Hypothyroidism)  จึงทำให้หลายคนสงสัยว่า การออกกำลังกายหนักเป็นสาเหตุของโรคไทรอยด์ได้จริงหรือไม่ และโรคฮาชิโมโตะที่เกี่ยวข้องกับภาวะไทรอยด์ทำงานผิดปกติคืออะไร

ความจริงแล้ว การออกกำลังกายหนักไม่ได้เป็นสาเหตุโดยตรงที่ยืนยันได้ของโรคฮาชิโมโตะ ซึ่งเป็นโรคภูมิคุ้มกันทำลายเนื้อเยื่อต่อมไทรอยด์ การทำความเข้าใจสาเหตุ อาการ และการดูแลตัวเองอย่างถูกต้อง จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับคนรักสุขภาพ

โรคฮาชิโมโตะคืออะไร

โรคฮาชิโมโตะ (Hashimoto’s thyroiditis) หรือโรคไทรอยด์อักเสบจากภูมิคุ้มกัน เป็นภาวะที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานผิดปกติและเข้าโจมตีเนื้อเยื่อของต่อมไทรอยด์ ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง และอาจส่งผลให้ต่อมไทรอยด์ผลิตฮอร์โมนได้น้อยลงในที่สุด

ต่อมไทรอยด์เป็นต่อมไร้ท่อบริเวณด้านหน้าลำคอ มีหน้าที่ผลิตฮอร์โมนที่ช่วยควบคุมกระบวนการเผาผลาญพลังงาน อุณหภูมิร่างกาย อัตราการเต้นของหัวใจ และการทำงานของระบบต่าง ๆ เมื่อฮอร์โมนไทรอยด์ลดลง การทำงานของร่างกายหลายส่วนจึงอาจช้าลงตามไปด้วย

โรคนี้พบได้ในทุกเพศ แต่พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย และอาจเกิดขึ้นได้แม้ผู้ป่วยจะดูแลสุขภาพหรือออกกำลังกายเป็นประจำก็ตาม

สรุปข่าว

กรณี ณเดชน์ คูกิมิยะ ป่วยเป็นไทรอยด์ทำงานต่ำ หลายคนสงสัยว่า การออกกำลังกายหนักเป็นสาเหตุของโรคไทรอยด์ได้จริงหรือไม่ และโรคฮาชิโมโตะที่เกี่ยวข้องกับภาวะไทรอยด์ทำงานผิดปกติคืออะไร ความจริงแล้ว การออกกำลังกายหนักไม่ได้เป็นสาเหตุโดยตรงที่ยืนยันได้ของโรคฮาชิโมโตะ ซึ่งเป็นโรคภูมิคุ้มกันทำลายเนื้อเยื่อต่อมไทรอยด์ แต่การหักโหมและร่างกายที่เครียดสะสม อาจเป็นตัวกระตุ้นหรือทำให้ระบบภูมิคุ้มกันและร่างกายที่อ่อนแอบานปลายแสดงอาการชัดเจนขึ้น

การออกกำลังกายและควบคุมอาหารเป็นสิ่งที่หลายคนทำเพื่อให้มีสุขภาพดี แต่หากหักโหมมากเกินไป ร่างกายอาจได้รับผลกระทบได้ กรณีของนักแสดงหนุ่ม ณเดชน์ คูกิมิยะ ที่เปิดเผยเรื่องปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับต่อมไทรอยด์ทำงานต่ำ (Hypothyroidism)  จึงทำให้หลายคนสงสัยว่า การออกกำลังกายหนักเป็นสาเหตุของโรคไทรอยด์ได้จริงหรือไม่ และโรคฮาชิโมโตะที่เกี่ยวข้องกับภาวะไทรอยด์ทำงานผิดปกติคืออะไร

ความจริงแล้ว การออกกำลังกายหนักไม่ได้เป็นสาเหตุโดยตรงที่ยืนยันได้ของโรคฮาชิโมโตะ ซึ่งเป็นโรคภูมิคุ้มกันทำลายเนื้อเยื่อต่อมไทรอยด์ การทำความเข้าใจสาเหตุ อาการ และการดูแลตัวเองอย่างถูกต้อง จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับคนรักสุขภาพ

โรคฮาชิโมโตะคืออะไร

โรคฮาชิโมโตะ (Hashimoto’s thyroiditis) หรือโรคไทรอยด์อักเสบจากภูมิคุ้มกัน เป็นภาวะที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานผิดปกติและเข้าโจมตีเนื้อเยื่อของต่อมไทรอยด์ ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง และอาจส่งผลให้ต่อมไทรอยด์ผลิตฮอร์โมนได้น้อยลงในที่สุด

ต่อมไทรอยด์เป็นต่อมไร้ท่อบริเวณด้านหน้าลำคอ มีหน้าที่ผลิตฮอร์โมนที่ช่วยควบคุมกระบวนการเผาผลาญพลังงาน อุณหภูมิร่างกาย อัตราการเต้นของหัวใจ และการทำงานของระบบต่าง ๆ เมื่อฮอร์โมนไทรอยด์ลดลง การทำงานของร่างกายหลายส่วนจึงอาจช้าลงตามไปด้วย

โรคนี้พบได้ในทุกเพศ แต่พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย และอาจเกิดขึ้นได้แม้ผู้ป่วยจะดูแลสุขภาพหรือออกกำลังกายเป็นประจำก็ตาม

ออกกำลังกายหนักจนเป็นไทรอยด์ได้จริงหรือไม่

แม้การออกกำลังกายจะเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่การออกกำลังกายอย่างหนักต่อเนื่องโดยได้รับพลังงานจากอาหารไม่เพียงพอ หรือพักผ่อนไม่เหมาะสม อาจส่งผลต่อการฟื้นตัวของร่างกายและระบบฮอร์โมนบางชนิดได้

อย่างไรก็ตาม ต้องแยกให้ออกระหว่างผลกระทบจากการออกกำลังกายหักโหมกับโรคไทรอยด์อักเสบฮาชิโมโตะ เพราะโรคนี้เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน โดยปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะสรุปว่าการออกกำลังกายหนักเป็นสาเหตุโดยตรงของโรค

ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเกิดโรคฮาชิโมโตะ ได้แก่ พันธุกรรมและปัจจัยแวดล้อมบางอย่าง โดยผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคไทรอยด์ หรือมีโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเองชนิดอื่น อาจมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดว่าทำไมแต่ละคนจึงเกิดโรคนี้ 

จากคำบอกเล่าของณเดชน์ คูกิมิยะ ในรายการ On the way with Chom เจ้าตัวเล่าว่า ช่วงอายุ 24–25 ปี ออกกำลังกายอย่างหนัก โดยตื่นตี 5 ไปฟิตเนสทุกวัน แต่เข้านอนประมาณเที่ยงคืนติดต่อกันหลายเดือน อีกทั้งเคยลดน้ำหนักอย่างหักโหม

เมื่ออายุประมาณ 28 ปี เริ่มมีอาการลุกจากเตียงไม่ไหว รู้สึกร้อนบริเวณตาและใบหน้า ง่วงนอนตลอดเวลา และอ่อนเพลีย จนต้องไปพบแพทย์ ซึ่งวินิจฉัยว่าเป็น Hashimoto’s thyroiditis หรือโรคไทรอยด์อักเสบจากภูมิคุ้มกัน ซึ่งอาจทำให้ต่อมไทรอยด์ทำงานต่ำลงปัจจุบันเจ้าตัวเล่าว่าต้องรับประทานฮอร์โมนไทรอยด์ทดแทนทุกเช้า และติดตามปรับขนาดยาตามดุลยพินิจของแพทย์

สังเกตอาการไทรอยด์ทำงานต่ำ มีอะไรบ้าง

เมื่อโรคฮาชิโมโตะทำให้ต่อมไทรอยด์ผลิตฮอร์โมนลดลง ร่างกายอาจแสดงอาการหลายอย่าง โดยอาการมักค่อย ๆ เกิดขึ้นจนบางคนไม่ทันสังเกต เช่น

- อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย แม้พักผ่อนแล้วก็ยังรู้สึกไม่มีแรง

- น้ำหนักเพิ่มขึ้น โดยไม่ทราบสาเหตุชัดเจน

- ขี้หนาวกว่าปกติ หรือรู้สึกหนาวง่ายเมื่อเทียบกับคนรอบข้าง

- ท้องผูก และระบบขับถ่ายเปลี่ยนแปลง

- ผิวแห้ง ผมแห้งหรือผมร่วง

- ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และออกกำลังกายได้ลดลง

- สมาธิลดลงหรืออารมณ์เปลี่ยนแปลง

- บริเวณลำคอบวม ในกรณีที่ต่อมไทรอยด์โต

อาการเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นโรคไทรอยด์เสมอไป เพราะอาจเกิดจากภาวะสุขภาพอื่นได้เช่นกัน หากมีอาการต่อเนื่อง ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ 

วินิจฉัยโรคฮาชิโมโตะได้อย่างไร

แพทย์จะประเมินจากประวัติสุขภาพ อาการ และการตรวจร่างกายร่วมกับการตรวจเลือด โดยการตรวจสำคัญ ได้แก่

- TSH ฮอร์โมนจากต่อมใต้สมองที่ช่วยควบคุมการทำงานของต่อมไทรอยด์ หากสูงอาจบ่งชี้ว่าต่อมไทรอยด์ทำงานน้อย

- Free T4 ใช้ประเมินระดับฮอร์โมนไทรอยด์ หากต่ำร่วมกับ TSH สูง มักสอดคล้องกับภาวะไทรอยด์ทำงานต่ำ

- แอนติบอดีต่อไทรอยด์ เช่น anti-TPO เพื่อช่วยประเมินว่ามีความผิดปกติจากระบบภูมิคุ้มกันหรือไม่

ในบางกรณี แพทย์อาจพิจารณาอัลตราซาวนด์ต่อมไทรอยด์เพิ่มเติม ทั้งนี้ การวินิจฉัยต้องดูผลตรวจร่วมกัน ไม่ควรใช้ผลเลือดรายการใดรายการหนึ่งเพียงอย่างเดียว 

โรคฮาชิโมโตะรักษาได้หรือไม่

ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาที่กำจัดความผิดปกติของภูมิคุ้มกันในโรคฮาชิโมโตะให้หายขาดได้โดยตรง แต่สามารถติดตามอาการและรักษาภาวะฮอร์โมนไทรอยด์ผิดปกติได้

หากตรวจพบโรคแต่ระดับฮอร์โมนไทรอยด์ยังปกติ แพทย์อาจแนะนำให้ติดตามผลเลือดเป็นระยะ โดยยังไม่จำเป็นต้องใช้ยาในทุกราย แต่หากเกิดภาวะไทรอยด์ทำงานต่ำ แพทย์มักพิจารณาให้ยา เลโวไทรอกซีน (Levothyroxine) ซึ่งเป็นฮอร์โมนไทรอยด์ทดแทน เพื่อให้ร่างกายได้รับฮอร์โมนในระดับที่เหมาะสม

ผู้ป่วยจำเป็นต้องรับประทานยาตามแพทย์สั่งและตรวจเลือดติดตามเพื่อปรับขนาดยาให้เหมาะสม ไม่ควรซื้อยาฮอร์โมนรับประทานเองหรือหยุดยาเมื่ออาการดีขึ้น 

คนรักสุขภาพควรดูแลตัวเองอย่างไร

แม้การออกกำลังกายไม่ได้เป็นสาเหตุโดยตรงที่ยืนยันได้ของโรคฮาชิโมโตะ แต่การดูแลสุขภาพอย่างสมดุลยังเป็นสิ่งสำคัญ โดยควรปฏิบัติดังนี้

- ออกกำลังกายให้เหมาะสมกับร่างกาย เพิ่มความหนักและระยะเวลาทีละน้อย พร้อมมีวันพักเพื่อให้กล้ามเนื้อฟื้นตัว

- รับประทานอาหารให้เพียงพอ โดยเฉพาะผู้ที่ออกกำลังกายหนักหรือควบคุมน้ำหนัก ไม่ควรจำกัดพลังงานจนร่างกายได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ

- นอนหลับให้เพียงพอ เพื่อช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวและทำงานได้ตามปกติ

- หลีกเลี่ยงการซื้ออาหารเสริมหรือไอโอดีนมารับประทานเอง โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่อ้างว่าช่วยบำรุงต่อมไทรอยด์ เพราะการได้รับไอโอดีนมากเกินไปอาจทำให้ความผิดปกติของไทรอยด์แย่ลงในบางคน

- พบแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติต่อเนื่อง เช่น อ่อนเพลียมาก น้ำหนักเปลี่ยนแปลงโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือมีอาการคอโต โดยไม่ควรสรุปว่าเกิดจากการออกกำลังกายหนักหรือพักผ่อนไม่พอเพียงอย่างเดียว 



นักข่าวที่มีประสบการณ์ในวงการข่าวสุขภาพและข่าวบันเทิงมากกว่า 20 ปี ผู้หลงใหลในงานสายข่าว ที่ไม่เคยทำให้รู้สึกเบื่อ พร้อมนำเสนอข้อมูลสุขภาพที่น่าเชื่อถือและสามารถนำไปใช้ได้จริง การันตีด้วยปริญญาโทจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมผลงานที่ยึดมั่นในจรรยาบรรณสื่อ