อยากอยู่คนเดียว ไม่ได้แปลว่าเหงา รู้จัก “Hermit Mode” โหมดพักใจของคนยุคนี้

Share on Line Share on Facebook Share on X
อยากอยู่คนเดียว ไม่ได้แปลว่าเหงา รู้จัก “Hermit Mode” โหมดพักใจของคนยุคนี้

เคยไหม อยู่ ๆ ก็รู้สึกว่าไม่อยากออกไปไหน ไม่อยากเจอใคร ไม่อยากรับโทรศัพท์ หรือแม้แต่ข้อความจากเพื่อนก็ยังรู้สึกว่า “ไว้ตอบทีหลังแล้วกัน” วันหยุดทั้งวันจึงกลายเป็นการอยู่บ้าน ดูซีรีส์ เล่นโทรศัพท์ ทำอาหาร หรือทำกิจกรรมที่ตัวเองสบายใจ โดยไม่อยากมีใครเข้ามารบกวน

สรุปข่าว

อยากอยู่คนเดียว ไม่ได้แปลว่าเหงา รู้จัก “Hermit Mode” โหมดพักใจของคนยุคนี้

เคยไหม อยู่ ๆ ก็รู้สึกว่าไม่อยากออกไปไหน ไม่อยากเจอใคร ไม่อยากรับโทรศัพท์ หรือแม้แต่ข้อความจากเพื่อนก็ยังรู้สึกว่า “ไว้ตอบทีหลังแล้วกัน” วันหยุดทั้งวันจึงกลายเป็นการอยู่บ้าน ดูซีรีส์ เล่นโทรศัพท์ ทำอาหาร หรือทำกิจกรรมที่ตัวเองสบายใจ โดยไม่อยากมีใครเข้ามารบกวน

พฤติกรรมแบบนี้บางคนเรียกว่า “Hermit mode” หรือการเข้าสู่ “โหมดฤๅษี” เป็นคำที่ใช้กันในภาษาพูดและบนโลกออนไลน์ เพื่ออธิบายช่วงเวลาที่คนเราตั้งใจลดการเข้าสังคมและใช้เวลาอยู่กับตัวเองมากขึ้น อย่างไรก็ตาม Hermit mode ไม่ใช่ชื่อโรค ไม่ใช่ภาวะทางจิตเวช และไม่ใช่คำวินิจฉัยทางการแพทย์ แต่เป็นคำอธิบายรูปแบบพฤติกรรมอย่างหนึ่ง

Hermit mode คืออะไร

คำว่า Hermit หมายถึงคนที่เลือกใช้ชีวิตอย่างสันโดษหรือแยกตัวจากสังคม เมื่อนำมาใช้กับชีวิตประจำวัน “Hermit mode” จึงมักหมายถึงช่วงเวลาที่คนเราตั้งใจ ลดการพบปะผู้คน ลดกิจกรรมทางสังคม และหันมาใช้เวลาอยู่กับตัวเองมากขึ้น

สิ่งสำคัญคือ การอยากอยู่คนเดียวไม่ได้แปลว่ากำลังมีปัญหาสุขภาพจิตเสมอไป

บางคนอาจเข้าสู่โหมดนี้หลังจากทำงานหนัก เจอผู้คนจำนวนมาก มีเรื่องให้คิดมาก หรือรู้สึกว่าตัวเองต้องรับมือกับสิ่งต่าง ๆ มากเกินไป จึงอยากมีเวลาที่ไม่ต้องพูดคุย ไม่ต้องเข้าสังคม และไม่ต้องตอบสนองความต้องการของคนอื่น

ในแง่นี้ การอยู่คนเดียวอาจเป็นเพียง ความต้องการพักจากการเข้าสังคม มากกว่าจะเป็นสัญญาณของโรค

อาการที่มักพบใน Hermit mode

คนที่รู้สึกว่าตัวเองกำลังเข้าสู่ Hermit mode อาจมีพฤติกรรม เช่น

  • ไม่อยากออกจากบ้าน หากไม่มีธุระจำเป็น
  • ปฏิเสธนัด หรือเลื่อนนัดออกไป
  • ไม่ค่อยอยากพบเพื่อนหรือพูดคุยกับคนอื่น
  • อยากอยู่ในพื้นที่ส่วนตัว เช่น ห้องนอน บ้าน หรือมุมโปรดของตัวเอง
  • ไม่อยากรับโทรศัพท์ หรือรู้สึกเหนื่อยเมื่อต้องตอบแชต
  • อยากใช้เวลาว่างกับกิจกรรมที่ทำคนเดียว เช่น ดูหนัง ฟังเพลง อ่านหนังสือ เล่นเกม หรือเล่นโทรศัพท์
  • รู้สึกสบายใจกว่าเมื่อไม่มีใครมารบกวน
  • ไม่ได้รู้สึกเศร้า เพียงแต่ “ไม่อยากเจอใคร”
  • เมื่อได้พักอยู่คนเดียวสักระยะแล้ว รู้สึกดีขึ้นและสามารถกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้

ลักษณะสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “อยู่คนเดียว” แต่คือ ความรู้สึกว่าการลดการเข้าสังคมเป็นสิ่งที่ตัวเองต้องการในช่วงเวลานั้น

แล้วต่างจากซึมเศร้าอย่างไร?

Hermit mode ไม่ได้เท่ากับภาวะซึมเศร้า และการอยากอยู่คนเดียวเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะบอกว่าคนคนหนึ่งเป็นโรคซึมเศร้า

อย่างไรก็ตาม “การถอนตัวจากสังคม” หรือ social withdrawal สามารถพบร่วมกับปัญหาสุขภาพจิตหลายรูปแบบ รวมถึงภาวะซึมเศร้าได้ โดยสถาบันสุขภาพจิตแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ NIMH ระบุว่า social withdrawal เป็นหนึ่งในอาการที่อาจพบในผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิตบางประเภท

จึงควรสังเกตอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ความเศร้าหรือสิ้นหวังต่อเนื่อง พลังงานลดลง นอนมากหรือนอนไม่หลับ ความอยากอาหารเปลี่ยนไป หมดความสนใจในสิ่งที่เคยชอบ หรือมีอาการที่เริ่มกระทบต่อการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวัน

หากการเก็บตัวไม่ได้เป็นเพียงช่วงพัก แต่กลายเป็นการตัดขาดจากผู้คนอย่างต่อเนื่อง หรือทำให้ไม่สามารถใช้ชีวิต ทำงาน หรือดูแลตัวเองได้ตามปกติ ก็ควรพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตเพื่อประเมินสาเหตุเพิ่มเติม

อยู่คนเดียวได้ แต่ไม่ควรปล่อยให้ตัวเองโดดเดี่ยว

การใช้เวลาอยู่คนเดียวเป็นเรื่องหนึ่ง ส่วน social isolation หรือการขาดความสัมพันธ์และการติดต่อกับผู้อื่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง โดย CDC แยก “ความโดดเดี่ยวทางสังคม” ออกจาก “ความเหงา” โดย social isolation หมายถึงการมีความสัมพันธ์หรือการติดต่อกับผู้อื่นน้อย ขณะที่ loneliness คือความรู้สึกว่าเราไม่ได้มีความสัมพันธ์หรือความใกล้ชิดกับคนอื่นในระดับที่ต้องการ

ดังนั้น คนที่อยู่คนเดียวอาจไม่ได้รู้สึกเหงาเลยก็ได้ ในทางกลับกัน คนที่มีเพื่อนหรืออยู่ท่ามกลางผู้คนมากมายก็สามารถรู้สึกโดดเดี่ยวได้เช่นกัน

การมีความสัมพันธ์ทางสังคมที่ดีมีความสำคัญต่อทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต และงานข้อมูลของ CDC ระบุว่าการขาดความเชื่อมโยงทางสังคมสัมพันธ์กับความเสี่ยงด้านสุขภาพหลายด้าน รวมถึงภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวล

เมื่อไรที่ Hermit mode อาจไม่ใช่แค่การขอเวลาส่วนตัว

  • การอยากอยู่คนเดียวเป็นครั้งคราวไม่ใช่เรื่องผิด แต่ควรเริ่มสังเกตตัวเองหาก
  • ไม่อยากพบใครต่อเนื่องเป็นเวลานาน
  • เริ่มหลีกเลี่ยงแม้แต่คนที่สนิทหรือคนที่เคยรู้สึกสบายใจด้วย
  • การเก็บตัวทำให้กระทบงาน การเรียน หรือความสัมพันธ์
  • ไม่ได้รู้สึกว่า “อยากอยู่คนเดียว” แต่รู้สึกว่า “ไม่อยากทำอะไรเลย”
  • กิจกรรมที่เคยชอบไม่สามารถทำให้รู้สึกดีขึ้น
  • มีความเศร้า สิ้นหวัง เหนื่อยล้า หรือความวิตกกังวลร่วมด้วย
  • รู้สึกว่าตัวเองกำลังตัดขาดจากโลกมากขึ้นเรื่อย ๆ

เพราะในกรณีเหล่านี้ การเก็บตัวอาจไม่ได้เป็นเพียงการพักจากสังคม แต่อาจเป็นหนึ่งในสัญญาณของปัญหาสุขภาพจิตที่ควรได้รับการประเมิน

Hermit mode ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องน่ากังวล

บางครั้งการอยากปิดประตูห้อง ไม่ออกไปไหน และขออยู่เงียบ ๆ คนเดียวก็อาจเป็นเพียงการบอกตัวเองว่า “ช่วงนี้ฉันต้องการพัก”

สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การบังคับตัวเองให้ออกไปเจอผู้คนตลอดเวลา แต่คือการสังเกตว่า เราเลือกอยู่คนเดียวเพราะมันทำให้รู้สึกสบายขึ้น หรือกำลังหลีกหนีผู้คนเพราะรู้สึกว่าไม่สามารถรับมือกับชีวิตได้

ถ้าอยู่คนเดียวแล้วได้พัก ได้ชาร์จพลัง และสุดท้ายยังกลับมาใช้ชีวิต เชื่อมต่อกับคนอื่น และทำสิ่งที่สำคัญได้ตามปกติ นั่นอาจเป็นเพียงช่วงเวลาที่ต้องการพื้นที่ส่วนตัว

แต่ถ้า “โหมดเก็บตัว” ยาวนานขึ้นเรื่อย ๆ และเริ่มทำให้ชีวิตเล็กลงกว่าเดิม นั่นอาจเป็นสัญญาณที่ควรหันกลับมาสำรวจตัวเองอย่างจริงจัง

ที่มาข้อมูล : CDC, Health Effects of Social Isolation and Loneliness

ที่มารูปภาพ : CANVA

เล่าเรื่องสุขภาพกายใจให้เข้าใจง่าย ผ่านมุมมองที่ใกล้ตัวและใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน เชื่อว่าการดูแลตัวเองไม่ต้องยาก แค่เริ่มจากสิ่งเล็กๆ ที่เราทำได้ทุกวัน ที่สำคัญ อย่ารอทำตอนป่วย