เตือนระวัง! "ไข้ฉี่หนู" ยอดป่วยทะลุ! กว่า 3,300 ราย เดินลุยน้ำท่วมขัง ย่ำโคลน เสี่ยงติดเชื้อ

Share on Line Share on Facebook Share on X
เตือนระวัง! "ไข้ฉี่หนู" ยอดป่วยทะลุ! กว่า 3,300 ราย เดินลุยน้ำท่วมขัง ย่ำโคลน เสี่ยงติดเชื้อ

กรมควบคุมโรค เตือนประชาชนเฝ้าระวังโรคเลปโตสไปโรสิสหรือโรคไข้ฉี่หนูในช่วงปลายฝนต่อเนื่องต้นฤดูหนาว โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีฝนตก น้ำท่วมขัง ชื้นแฉะ ซึ่งอาจเป็นแหล่งปนเปื้อนเชื้อโรค ขอให้หลีกเลี่ยงการเดินลุยน้ำ ย่ำโคลน หรือแช่น้ำท่วมขังเป็นเวลานาน เนื่องจากโรคนี้หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างรวดเร็ว อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงและเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้


นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงสถานการณ์โรคไข้ฉี่หนูว่า ข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังโรคดิจิทัล (DDS) กองระบาดวิทยา ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 23 กันยายน 2569 พบผู้ป่วยแล้ว 3,303 ราย เสียชีวิต 46 ราย อัตราป่วยตาย ร้อยละ 1.39 โดยกลุ่มอายุที่พบผู้ป่วยสูงสุด ได้แก่ กลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป รองลงมาเป็นกลุ่มอายุ 50 – 59 ปี และกลุ่มอายุ 40 – 49 ปี ตามลำดับ พบผู้ป่วยมากที่สุดในกลุ่มอาชีพเกษตรกรรม ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีโอกาสสัมผัสดิน น้ำ หรือพื้นที่ชื้นแฉะจากการประกอบอาชีพ พื้นที่ที่มีอัตราป่วยสูงกระจายในหลายจังหวัดทั่วประเทศ 


โดยจังหวัดที่มีอัตราป่วยสูง ได้แก่ ระนอง น่าน ตรัง แม่ฮ่องสอน และนครศรีธรรมราช ทั้งนี้ ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา จำนวนผู้ป่วยแต่ละสัปดาห์ส่วนใหญ่อยู่สูงกว่าค่ามัธยฐาน 5 ปีย้อนหลัง และยังพบผู้เสียชีวิตในหลายพื้นที่ จึงจำเป็นต้องเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างต่อเนื่องในช่วงที่มีฝนตกและน้ำท่วมขัง

นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค 

สรุปข่าว

กรมควบคุมโรคเตือนระวัง "โรคไข้ฉี่หนู" ช่วงน้ำท่วมปลายฝนต้นหนาว ป่วยแล้วกว่า 3,300 ราย ดับ 46 ราย เลี่ยงเดินลุยน้ำย่ำโคลนด้วยเท้าเปล่า หากมีไข้สูง ปวดน่องรุนแรง ห้ามซื้อยากินเอง ให้รีบพบแพทย์ด่วน

กรมควบคุมโรค เตือนประชาชนเฝ้าระวังโรคเลปโตสไปโรสิสหรือโรคไข้ฉี่หนูในช่วงปลายฝนต่อเนื่องต้นฤดูหนาว โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีฝนตก น้ำท่วมขัง ชื้นแฉะ ซึ่งอาจเป็นแหล่งปนเปื้อนเชื้อโรค ขอให้หลีกเลี่ยงการเดินลุยน้ำ ย่ำโคลน หรือแช่น้ำท่วมขังเป็นเวลานาน เนื่องจากโรคนี้หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างรวดเร็ว อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงและเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้


นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงสถานการณ์โรคไข้ฉี่หนูว่า ข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังโรคดิจิทัล (DDS) กองระบาดวิทยา ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 23 กันยายน 2569 พบผู้ป่วยแล้ว 3,303 ราย เสียชีวิต 46 ราย อัตราป่วยตาย ร้อยละ 1.39 โดยกลุ่มอายุที่พบผู้ป่วยสูงสุด ได้แก่ กลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป รองลงมาเป็นกลุ่มอายุ 50 – 59 ปี และกลุ่มอายุ 40 – 49 ปี ตามลำดับ พบผู้ป่วยมากที่สุดในกลุ่มอาชีพเกษตรกรรม ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีโอกาสสัมผัสดิน น้ำ หรือพื้นที่ชื้นแฉะจากการประกอบอาชีพ พื้นที่ที่มีอัตราป่วยสูงกระจายในหลายจังหวัดทั่วประเทศ 


โดยจังหวัดที่มีอัตราป่วยสูง ได้แก่ ระนอง น่าน ตรัง แม่ฮ่องสอน และนครศรีธรรมราช ทั้งนี้ ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา จำนวนผู้ป่วยแต่ละสัปดาห์ส่วนใหญ่อยู่สูงกว่าค่ามัธยฐาน 5 ปีย้อนหลัง และยังพบผู้เสียชีวิตในหลายพื้นที่ จึงจำเป็นต้องเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างต่อเนื่องในช่วงที่มีฝนตกและน้ำท่วมขัง

นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค 

โรคเลปโตสไปโรสิส เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชื่อว่า เลปโตสไปร่า (Leptospira) ซึ่งสามารถติดต่อจากสัตว์สู่คนได้ โดยเชื้อจะปนเปื้อนอยู่ในปัสสาวะของสัตว์ที่มีเชื้อ ได้แก่ หนู สุนัข โค กระบือ สุกร แพะ แกะ เป็นต้น เชื้อสามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านทางบาดแผล ผิวหนังที่อ่อนนุ่มจากการแช่น้ำ หรือเยื่อบุตา จมูก และปาก เมื่อประชาชนสัมผัสน้ำ ดิน หรือโคลนที่ปนเปื้อนเชื้อ โดยเฉพาะการเดินลุยน้ำหรือทำความสะอาดพื้นที่หลังน้ำท่วม จะมีความเสี่ยงต่อการติดโรคนี้เพิ่มขึ้น


 อธิบดีกรมควบคุมโรค ยังกล่าวอีกว่า สำหรับอาการของโรคไข้ฉี่หนู จะเริ่มจากมีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว (โดยเฉพาะบริเวณน่องหรือโคนขาจะปวดมาก) คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย และตาแดง เป็นต้น หากมีอาการป่วยดังกล่าวขอให้รีบไปพบแพทย์โดยเร็ว อย่าซื้อยามากินเองเพราะอาจทำให้อาการรุนแรงขึ้นได้ 


ที่สำคัญขอให้แจ้งประวัติการเดินลุยน้ำให้แพทย์ทราบด้วย แพทย์จะดำเนินการรักษาโดยให้ยาปฏิชีวนะเพื่อฆ่าเชื้อโรคตามอาการและความรุนแรงของโรค ยิ่งพบแพทย์เร็ว ยิ่งมีโอกาสหายเร็ว ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ป่วยที่เสียชีวิตเกิดจากพบแพทย์ช้าเกินไป จึงต้องรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยทันทีที่มีอาการ

 นายแพทย์ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอแนะนำวิธีปฏิบัติเพื่อป้องกันโรคไข้ฉี่หนู ดังนี้  

1. หลีกเลี่ยงการเดินลุยน้ำย่ำโคลนหรือแช่น้ำเป็นเวลานาน หากจำเป็นต้องเดินลุยน้ำหรือทำความสะอาดบ้านเรือนหลังน้ำลด ควรสวมรองเท้าบูต หรือสวมถุงพลาสติกสะอาดที่หาได้ในพื้นที่ เพื่อป้องกันไม่ให้เท้าสัมผัสน้ำโดยตรง กรณีมีบาดแผลควรปิดด้วยพลาสเตอร์กันน้ำ 

2. หมั่นล้างมือด้วยน้ำและสบู่บ่อย ๆ และอาบน้ำชำระร่างกายทันทีหลังจากเสร็จจากการทำงานหรือลุยน้ำ 3) หมั่นทำความสะอาดบ้านเรือนและสิ่งแวดล้อมบริเวณบ้านให้สะอาด ไม่ให้มีหนูชุกชุม 

4. หากมีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ หรือมีอาการผิดปกติภายหลังสัมผัสน้ำ/ดินโคลน ให้รีบไปพบแพทย์ทันทีพร้อมแจ้งประวัติการสัมผัสน้ำหรือดินโคลนให้แพทย์ทราบ 

หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422

ชื่นชอบ​ในการติดตามข่าวสาร​ และเรื่องราว "ฮีลใจ" เพราะเชื่อว่าการมีใจที่แข็งแรง​ คือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง