ไมเกรน ทานยา 3 กลุ่มนี้ต้องระวัง อาจเสี่ยงนิ้วมือ-เท้าเน่า

Share on Line Share on Facebook Share on X
ไมเกรน ทานยา 3 กลุ่มนี้ต้องระวัง อาจเสี่ยงนิ้วมือ-เท้าเน่า

กรมการแพทย์โพสต์เตือนอันตรายการกินยารักษาไมเกรน คู่กับยาอีก 3 กลุ่ม เป็นเวลานานเกินไป อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายมากกว่าการรักษาโรค โดยกรมการแพทย์ระบุว่า 

สรุปข่าว

อันตรายการกินยารักษาไมเกรน คู่กับยาอีก 3 กลุ่ม เป็นเวลานานเกินไป อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายมากกว่าการรักษาโรค

กรมการแพทย์โพสต์เตือนอันตรายการกินยารักษาไมเกรน คู่กับยาอีก 3 กลุ่ม เป็นเวลานานเกินไป อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายมากกว่าการรักษาโรค โดยกรมการแพทย์ระบุว่า 

หากทานยา 3 กลุ่มนี้ คู่กับยารักษาไมเกรน นานเกินไปอาจเสี่ยงทำให้นิ้วมือหรือนิ้วเท้าเน่า เป็นข่าวจริง ยืนยันโดย สถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

การทานยา กลุ่มนี้นานเกินไป ควบคู่กับทานยาไมเกรน จะทำให้เกิด Ergotism (เออร์โกติซึม) คือ ภาวะได้รับพิษจากสารกลุ่มเออร์กอต สารกลุ่มนี้มีฤทธิ์ทำให้ หลอดเลือดหดตัวอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง รวมถึงส่งผลต่อระบบประสาท อาการสำคัญแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ คือ

1. แบบเนื้อร้ายตายเน่า หลอดเลือดส่วนปลาย (โดยเฉพาะนิ้วมือ นิ้วเท้า) หดตัวอย่างหนักจนเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงไม่ได้ ปลายมือปลายเท้าชา/เย็น เปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ และเนื้อเยื่อตาย

2. แบบชักเกร็ง/ประสาท สารไปกดหรือกระตุ้นระบบประสาท ทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้อกระตุก ชัก ปวดเกร็ง เห็นภาพหลอน



โดยปัจจุบัน สาเหตุหลักของ เออร์โกติซึม มักเกิดจาก การรับประทานยา Ergotamine (ยาแก้ไมเกรน) ร่วมกับกลุ่มยา ดังนี้

  • ยาต้านไวรัส HIV (เช่น Ritonavir)
  • ยาฆ่าเชื้อ/ยาปฏิชีวนะ (เช่น Erythromycin, Clarithromycin)
  • ยาฆ่าเชื้อรา (เช่น Ketoconazole)

ทั้งนี้ การใช้ยารักษาไมเกรนควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร โดยเฉพาะผู้ที่ต้องรับประทานยาชนิดอื่นเป็นประจำ ไม่ควรซื้อยามารับประทานร่วมกันเอง เนื่องจากยาบางชนิดอาจเกิดปฏิกิริยาระหว่างกันและส่งผลต่อความปลอดภัยได้

หากมีอาการผิดปกติหลังใช้ยา เช่น ปลายมือปลายเท้าชา เย็น หรือมีสีคล้ำผิดปกติ รวมถึงมีอาการกล้ามเนื้อกระตุก ชัก หรือเห็นภาพหลอน ควรรีบพบแพทย์เพื่อประเมินอาการและรับการรักษาอย่างเหมาะสม

ที่มาข้อมูล : กรมการแพทย์

ที่มารูปภาพ : CANVA

เล่าเรื่องสุขภาพกายใจให้เข้าใจง่าย ผ่านมุมมองที่ใกล้ตัวและใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน เชื่อว่าการดูแลตัวเองไม่ต้องยาก แค่เริ่มจากสิ่งเล็กๆ ที่เราทำได้ทุกวัน ที่สำคัญ อย่ารอทำตอนป่วย

แท็กบทความ