
สมาพันธ์แพทย์โรงพยาบาลศูนย์โรงพยาบาลทั่วไป(สพศท.) เผยแพร่ผ่านเพจเฟชบุ๊ก สมาพันธ์แพทย์ รพ.ศูนย์/รพ.ทั่วไป เกี่ยวกับความสำเร็จของ ศ.ดร.นพ.พลเทพ วิจิตรคุณากร โพสต์เฟชบุ๊ก Tee Polathep Vichitkunakorn ถึงเบื้องหลังความสำเร็จหลังจากได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่ง “ศาสตราจารย์” สาขาวิชาระบาดวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดยระบุว่า
สรุปข่าว
สมาพันธ์แพทย์โรงพยาบาลศูนย์โรงพยาบาลทั่วไป(สพศท.) เผยแพร่ผ่านเพจเฟชบุ๊ก สมาพันธ์แพทย์ รพ.ศูนย์/รพ.ทั่วไป เกี่ยวกับความสำเร็จของ ศ.ดร.นพ.พลเทพ วิจิตรคุณากร โพสต์เฟชบุ๊ก Tee Polathep Vichitkunakorn ถึงเบื้องหลังความสำเร็จหลังจากได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่ง “ศาสตราจารย์” สาขาวิชาระบาดวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดยระบุว่า
33 ปี เป็นศาสตราจารย์ได้อย่างไร? ใน 5 ปี 30 วันนับจากวันบรรจุ — แล้วทำอะไรต่อดี?
วันนี้ขอบันทึกอีกหนึ่งก้าวสำคัญของชีวิตครับ เพิ่งได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ศาสตราจารย์ เมื่อ 14 กรกฎาคม 2569 (เพิ่งมีเวลาตกผลึกได้โพส) โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2567
ถ้ามองจาก timeline อย่างเดียว อาจดูเหมือนจะวางแผนเรื่องตำแหน่งวิชาการมาตลอด แต่ความจริง…แต่ละช่วงไม่เหมือนกันเลย
เส้นทางตำแหน่งวิชาการ
อาจารย์ – 2 มกราคม 62 | อายุ 28 ปี
ผศ. – 6 มกราคม 63 | อายุ 29 ปี | ใช้เวลา 1 ปี 4 วัน (เกณฑ์ขั้นต่ำ 1 ปี)
รศ. – 7 มกราคม 65 | อายุ 31 ปี | ใช้เวลา 2 ปี 1 วัน (เกณฑ์ขั้นต่ำ 2 ปี)
ศ. – 1 กุมภาพันธ์ 67 | อายุ 33 ปี | ใช้เวลา 2 ปี 25 วัน (เกณฑ์ขั้นต่ำ 2 ปี)
รวมจากอาจารย์ → ศาสตราจารย์ 5 ปี 30 วัน
แต่สิ่งที่อยากแชร์จริง ๆ ไม่ใช่วิธี “ทำตำแหน่งให้เร็ว” เพราะสิ่งที่แต่ละช่วงสอนผมต่างกันมาก
ตอน ผศ. – นับวัน วางแผน แต่ไม่ค่อยรู้เกณฑ์
ตอนเริ่มเป็นอาจารย์ ก็ตั้งใจชัดเจนว่า เมื่อครบเกณฑ์ 1 ปีจะยื่น
พอเริ่มรู้สึกว่า “ใกล้ถึงเวลาแล้ว” แต่ผลงานยังขาดอีกนิด ผมมีข้อมูลวิจัยที่ทำไว้แล้วอยู่ชุดหนึ่ง เลยเร่งปิดงาน วิเคราะห์ เขียน และปั่น paper ชิ้นนั้นให้ตีพิมพ์ทันช่วงเวลาที่จะยื่น
ช่วงนั้นสอนตัวเราเองว่า
รู้เกณฑ์ให้ชัด แล้ววางแผนย้อนกลับว่าเรายังขาดอะไร
บางครั้งเราไม่ได้ขาดโอกาส แต่แค่ยังไม่ได้ทำของที่มีอยู่ให้เสร็จ
ตอน รศ. – แทบไม่ได้สะสมผลงานเพื่อ รศ.
ช่วงนี้กลับตรงกันข้าม
ทำงานที่ตัวเองชอบ (ช่วยงานศูนย์วิจัยปัญหาสุรา [ศวส] และสอนวิจัยนักศึกษาแพทย์) ได้ทำงานที่มีประโยชน์ต่อสังคม เลือกคำถามจากปัญหาจริง และพยายามเลือกงานที่เชื่อว่าจะมี Real-World Impact
พอถึงเวลาหนึ่ง กลับพบว่าผลงานครบสำหรับยื่น รศ. ไปแล้ว (ส่งงานวิจัยไป 6 เรื่อง)
นี่เป็นบทเรียนที่สำคัญมาก
อย่าทำวิจัยเพียงเพื่อให้ “นับได้” ทำงานที่มีความหมาย แล้วตำแหน่งจะเป็นผลลัพธ์ตามมา
ตอน ศ. – ตั้งใจอีกครั้ง แต่ไม่อยากแลกคุณภาพกับความเร็ว
ตอนยื่น ศ. ผมส่งผลงานวิชาการไป 18 เรื่อง และหนังสือ 1 เล่ม
จริง ๆ ตั้งใจจะยื่นทันทีที่ครบเกณฑ์ 2 ปี แต่สุดท้ายช้าไป 25 วัน เพราะหนังสือยังไม่เสร็จในรายละเอียดที่พอใจ
ผมรู้สึกว่า หนังสือเป็นงานที่รีบไม่ได้
ทุกคำอธิบาย ทุกตัวอย่าง และทุกรายละเอียดต้องดีพอ เพราะสิ่งที่เราเขียนไว้อาจถูกนักศึกษา อาจารย์ หรือนักวิจัยคนอื่นหยิบไปใช้ต่ออีกนาน
สุดท้ายเลยเลือก “ช้าลงหน่อย แต่ทำให้ละเอียด”
สิ่งที่ทำให้ผมดีใจมากกว่าการที่หนังสือเล่มนี้ถูกใช้ประกอบการขอตำแหน่ง คือหลังจากออกมาแล้ว หนังสือถูกตีพิมพ์ซ้ำไปแล้ว 2 ครั้ง และปัจจุบันขายไปเกือบ 1,000 เล่ม (สนใจกดได้ที่ https://www.chulabook.com/medical-and-nursing/230144...)
สำหรับผม นี่เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งว่า งานวิชาการที่เราทุ่มเททำ ถ้ามันมีประโยชน์จริง มันสามารถเดินต่อไปได้ไกลกว่าจุดประสงค์แรกที่เราตั้งไว้
แต่ถ้าย้อนกลับไปไกลกว่านั้น ผมคิดว่า mindset ทั้งหมดนี้เริ่มตั้งแต่สมัยเรียน ม.ปลาย ที่ MMIT Mahidol Wittayanusorn School
ดร.ธงชัย ชิวปรีชา เคยบอกพวกเราว่า คนที่ได้รับโอกาสควรช่วยกันเป็น
“หัวรถจักรของประเทศ”
“Made in Thailand ต้อง by Thai Technology ด้วย”
“น้ำยาง -> ถุงมือยาง เพื่อเพิ่มมูลค่า”
ประโยคนี้อยู่กับผมมาตลอด
มันทำให้ผมเชื่อว่า การได้รับการศึกษาที่ดีไม่ควรจบลงแค่ความสำเร็จของตัวเอง แต่ควรถูกนำกลับไปสร้างประโยชน์ให้คนอื่นและประเทศ
ผมเลือกเป็นหมอ แต่ก็อยากเป็น หมอวิจัย
ไม่เพียงรักษาผู้ป่วยทีละคน แต่พยายามตั้งคำถามจากปัญหาที่เจอ แล้วสร้างความรู้ที่อาจช่วยคนได้อีกเป็นพัน เป็นหมื่น หรือช่วยเปลี่ยนระบบและนโยบายได้
ระหว่างทาง ผมโชคดีมากที่ได้พบครู ผู้ใหญ่ และเพื่อนร่วมงานที่ทำให้แนวคิดนี้ชัดขึ้น
โดยเฉพาะ อาจารย์ Sawitri Assanangkornchai (ศ.ดร.พญ.สาวิตรี อัษณางค์กรชัย) ที่เปิดโอกาสและทำให้เห็นว่า งานวิจัยควรเดินต่อไปถึง policy และการมีประโยชน์ต่อประเทศ
ขอบคุณ ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) Centre for Alcohol Studies : CAS ที่ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก สสส. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ) : ThaiHealth ที่เป็นสนามจริงให้ผมได้เรียนรู้การเชื่อม
research → policy → impact
ที่นี่ทำให้ผมได้เห็นว่า งานวิจัยไม่ได้จบลงเมื่อ paper ถูกตีพิมพ์ แต่ความรู้สามารถเดินทางต่อไปสู่การสื่อสารสาธารณะ การขับเคลื่อนนโยบาย และการเปลี่ยนแปลงในสังคมได้ พัฒนานโยบาย ระบบสุขภาพ และคุณภาพชีวิตของคนในสังคม
ขอบคุณเพื่อนร่วมงานใน หน่วย สาขาวิชา ที่ร่วมคิด ร่วมทำ และช่วยกันสร้างพื้นที่ให้ผมได้เติบโตทั้งในฐานะแพทย์ อาจารย์ และนักวิจัย
ขอบพระคุณ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ที่ให้โอกาส สนับสนุน ทางวิชาการมาโดยตลอด
รวมถึงทีมวิจัย นักศึกษา ผู้ร่วมวิจัย ผู้เก็บข้อมูล ผู้ร่วมเขียน และเพื่อนร่วมงานทุกคน เพราะไม่มี paper หรือผลงานชิ้นไหนที่เกิดจากคนคนเดียว
และขอบคุณ ครอบครัว ที่เข้าใจ เปิดโอกาส และให้เวลาผมได้ทำงานในสิ่งที่รัก
ความสำเร็จครั้งนี้จึงไม่ใช่ของผมคนเดียว แต่มีเวลาของครอบครัวอยู่ในนั้นด้วยเสมอ
เมื่อมองย้อนกลับไป.. รู้สึกว่า
ตัวเอง “โชคดี” มากกว่าที่จะรู้สึกว่าเก่ง
ถ้าจะสรุปสิ่งที่เรียนรู้จากเส้นทางนี้ เผื่อเป็นประโยชน์กับอาจารย์ นักวิจัย หรือคนที่กำลังวางเส้นทางของตัวเอง คงมี 3 ข้อ
✅ รู้เกณฑ์ แล้ววางแผนล่วงหน้า (เหมือนเล่นเกมส์)
✅ เลือกทำงานที่มีความหมาย และมี Real-World Impact อย่างต่อเนื่อง
✅ เมื่อเป็นงานที่จะถูกส่งต่อให้คนอื่นใช้ อย่าแลกคุณภาพกับความเร็ว
ยังไม่กล้าบอกว่าตัวเองเป็น “หัวรถจักรของประเทศ” อย่างที่เคยถูกสอนไว้
แต่จะพยายามเป็นหนึ่งแรงที่ช่วยผลักให้งานวิชาการ ระบบสุขภาพ และสังคมของเราเดินไปข้างหน้า
ขอบพระคุณทุกคนที่ร่วมอยู่ในเส้นทางนี้ครับ 🙏 และทุกคนที่ร่วมทางกับที่จะเดินทางต่อในอนาคต งานอีกมากมายรอเราอยู่ ยังคันไม้คันมือตลอด
- เปิด 5 กลุ่มโรคซับซ้อนของคนไทย ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
- การวิจัยชี้ ทำงานหนักเกินไป เสี่ยงโรคอ้วนมากขึ้น
- งานวิจัยชี้ กินอาหารโปรตีนสูงตอนเช้า ช่วยกระตุ้นการสร้างกล้ามเนื้อได้ดีกว่า
- Check-list ฟื้นร่าง 24 ชม. ก่อนเข้าออฟฟิศ หลังสงกรานต์
- คนอเมริกันเสี่ยงป่วย โรคปอดเพิ่มขึ้น หลัง “ทรัมป์” ตัดงบด้านสิ่งแวดล้อม
ที่มาข้อมูล : สมาพันธ์แพทย์ รพ.ศูนย์/รพ.ทั่วไป, Tee Polathep Vichitkunakorn
ที่มารูปภาพ : สมาพันธ์แพทย์ รพ.ศูนย์/รพ.ทั่วไป
เล่าเรื่องสุขภาพกายใจให้เข้าใจง่าย ผ่านมุมมองที่ใกล้ตัวและใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน เชื่อว่าการดูแลตัวเองไม่ต้องยาก แค่เริ่มจากสิ่งเล็กๆ ที่เราทำได้ทุกวัน ที่สำคัญ อย่ารอทำตอนป่วย
