
ภาคีเครือข่ายด้านการยุติปัญหาเอดส์ ร่วมย้ำ สถานการณ์ผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ของไทยมีแนวโน้มลดลง แต่เยาวชนยังเป็นกลุ่มน่าห่วง ต้องเร่งดูแล พร้อมชวนประชาชนรู้สถานะของตนเอง เข้ารับการตรวจและป้องกันโดยเร็ว พร้อมลดการตีตราผู้ติดเชื้อ ด้าน สปสช. สนับสนุนสิทธิประโยชน์ครบวงจร ตั้งแต่ตรวจหาเชื้อ PrEP–PEP ไปจนถึงยาต้านไวรัสโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
สรุปข่าว
ภาคีเครือข่ายด้านการยุติปัญหาเอดส์ ร่วมย้ำ สถานการณ์ผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ของไทยมีแนวโน้มลดลง แต่เยาวชนยังเป็นกลุ่มน่าห่วง ต้องเร่งดูแล พร้อมชวนประชาชนรู้สถานะของตนเอง เข้ารับการตรวจและป้องกันโดยเร็ว พร้อมลดการตีตราผู้ติดเชื้อ ด้าน สปสช. สนับสนุนสิทธิประโยชน์ครบวงจร ตั้งแต่ตรวจหาเชื้อ PrEP–PEP ไปจนถึงยาต้านไวรัสโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
ผศ.พญ.จุรีรัตน์ บวรวัฒนุวงศ์ นายกสมาคมโรคเอดส์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ข้อมูลสถานการณ์เอชไอวีที่สื่อสารผ่านสังคมในช่วงที่ผ่านมา อาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนและสร้างความตื่นตระหนก โดยเฉพาะการนำจำนวนผู้ติดเชื้อสะสมมาสื่อสารเสมือนเป็นผู้ติดเชื้อรายใหม่ ทั้งที่ปัจจุบันผู้ติดเชื้อมีอายุยืนยาวขึ้นจากประสิทธิภาพของยาต้านไวรัส สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การสร้างความหวาดกลัว แต่คือการทำให้ประชาชนเข้าใจว่าเอชไอวีป้องกันได้และรักษาได้
หลักการสำคัญของการรักษาในปัจจุบันคือ U=U หรือ “ตรวจไม่พบเท่ากับไม่ส่งต่อเชื้อ” เมื่อผู้ติดเชื้อกินยาต้านไวรัสอย่างสม่ำเสมอจนปริมาณไวรัสต่ำกว่าระดับที่ตรวจพบ จะไม่ส่งต่อเชื้อเอชไอวีผ่านการมีเพศสัมพันธ์ สามารถมีชีวิต ทำงาน และสร้างครอบครัวได้เช่นเดียวกับคนทั่วไป ดังนั้น ยิ่งตรวจพบเร็วและเริ่มรักษาเร็ว ยิ่งเป็นผลดีต่อสุขภาพของผู้ติดเชื้อและช่วยลดโอกาสเกิดผู้ติดเชื้อรายใหม่
ทั้งนี้ ประเทศไทยขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเอดส์มานานกว่า 40 ปี และมีบริการตรวจ ป้องกัน และรักษารองรับในทุกระบบหลักประกันสุขภาพ ทั้งสิทธิบัตรทอง ประกันสังคม สวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ รวมถึงระบบดูแลแรงงานต่างด้าว อย่างไรก็ตาม ยังมีผู้ติดเชื้อบางส่วนเข้าสู่การวินิจฉัยเมื่อภูมิคุ้มกันต่ำ ขาดการรักษาต่อเนื่อง หรือไม่กล้าเข้ารับบริการ เนื่องจากกลัวถูกเปิดเผยสถานะ ถูกตีตรา และไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม
ด้าน ศ.พญ.กุลกัญญา โชคไพบูลย์กิจ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และกรรมการสมาคมโรคเอดส์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในปี 2569 ประเทศไทยมีผู้อยู่ร่วมกับเอชไอวีประมาณ 557,993 คน และคาดว่ามีผู้ติดเชื้อรายใหม่ประมาณ 7,991 คน ลดลงจากเดิมที่เคยมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ปีละประมาณ 10,000 คน แม้แนวโน้มจะดีขึ้น แต่ยังต้องเร่งให้อัตราการติดเชื้อลดลงเร็วกว่านี้ เพื่อให้เหลือไม่เกิน 1,000 คนภายใน 3 ปีข้างหน้า
อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่ากังวลคือ ผู้ติดเชื้อรายใหม่กว่าครึ่งเป็นเยาวชนและคนอายุประมาณ 25 ปี โดยประมาณสองในสามเป็นการติดเชื้อในกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย ขณะเดียวกัน ยังพบโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะซิฟิลิส ซึ่งอาจแพร่เชื้อโดยไม่แสดงอาการในระยะแรก หากไม่ได้รับการตรวจและรักษาอย่างเหมาะสมอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว
ศ.พญ.กุลกัญญา กล่าวต่อว่า อุปสรรคสำคัญไม่ใช่การขาดเทคโนโลยีหรือบริการ แต่คือความกลัวการตีตรา หลายคนไม่กล้าไปรับการตรวจเพราะไม่ต้องการให้ผู้อื่นรู้สถานะ หรือกังวลว่าหากผลตรวจเป็นบวกจะทำอย่างไรต่อ จึงมีการพัฒนาโครงการ “Stand by You” ให้เป็นประตูดิจิทัลเชื่อมประชาชน โดยเฉพาะเยาวชน เข้าสู่บริการเอชไอวีที่เป็นส่วนตัว เป็นมิตร รักษาความลับ และเข้าถึงได้ง่ายผ่านโทรศัพท์มือถือโดยไม่มีค่าใช้จ่าย
ผู้ใช้บริการสามารถประเมินความเสี่ยง ขอรับคำปรึกษาจากผู้ให้คำปรึกษามืออาชีพ และขอรับชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเองส่งถึงที่โดยไม่ต้องเปิดเผยตัวตน หากผลตรวจเป็นบวกจะได้รับการเชื่อมต่อเข้าสู่หน่วยบริการที่เป็นมิตรเพื่อเริ่มรักษา ส่วนผู้ที่ไม่ติดเชื้อแต่ยังมีความเสี่ยงจะได้รับคำแนะนำและเชื่อมต่อบริการป้องกันด้วย PrEP หรือ PEP อย่างต่อเนื่อง
ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา มีผู้ขอรับชุดตรวจผ่านโครงการ Stand by You ประมาณ 50,000 ราย ตรวจพบเชื้อราว 800 ราย และได้รับการเชื่อมต่อเข้าสู่การรักษาเร็วขึ้น ในระยะต่อไปมีแผนร่วมมือกับองค์การเภสัชกรรม ขยายช่องทางรับชุดตรวจเอชไอวีและยา PrEP ผ่านร้านขายยาขององค์การเภสัชกรรม รวมทั้งเชื่อมบริการตรวจและรักษาซิฟิลิส เพื่อเพิ่มทางเลือกและทำให้บริการอยู่ใกล้ประชาชนมากขึ้น
ขณะที่ นายอภิวัฒน์ กวางแก้ว รองประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย กล่าวว่า ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนต่อเอชไอวีซ่อนความหวาดกลัวและอาจกระทบต่อการทำงานยุติปัญหาเอดส์ ทั้งที่เทคโนโลยีทางการแพทย์ก้าวหน้าไปมาก ทุกคนที่มีเพศสัมพันธ์จึงควรรู้สถานะของตนเอง หากไม่ติดเชื้อจะได้เข้าสู่ระบบป้องกัน แต่หากพบเชื้อก็สามารถเริ่มรักษาและรับการดูแลต่อเนื่องจากหน่วยบริการและเครือข่ายผู้ติดเชื้อ
“คนที่มีเชื้อเอชไอวีสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ มีอายุยืน ทำงาน และสร้างประโยชน์แก่สังคมได้ไม่ต่างจากคนทั่วไป สิ่งที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันคือสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ ลดความหวาดกลัวและการตีตรา รวมถึงยกเลิกข้อกำหนดการตรวจเอชไอวีก่อนรับเข้าทำงานในกรณีที่ไม่มีความจำเป็น เพื่อไม่ให้สถานะเอชไอวีกลายเป็นเงื่อนไขของการเลือกปฏิบัติ” นายอภิวัฒน์ กล่าว
นพ.สุเมธ องค์วรรณดี ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า สปสช. สนับสนุนการทำงานของภาคีเครือข่ายผ่านกลไกสิทธิประโยชน์และงบประมาณ โดยกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) จัดสรรงบประมาณด้านการรักษาประมาณ 3,000 ล้านบาท และด้านการป้องกันประมาณ 800 ล้านบาท พร้อมพัฒนาบริการอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2548 ครอบคลุมบริการเชิงรุกเพื่อค้นหาและเชิญชวนผู้มีความเสี่ยงเข้ารับการตรวจ การให้คำปรึกษาและตรวจหาเชื้อโดยสมัครใจ ไม่เสียค่าใช้จ่ายปีละ 2 ครั้ง ชุดตรวจ HIV Self-test ถุงยางอนามัย ยาป้องกันก่อนสัมผัสเชื้อหรือ PrEP ยาป้องกันหลังสัมผัสเชื้อหรือ PEP และยาต้านไวรัสสำหรับผู้ติดเชื้อ
ในปี 2568 มีผู้เข้ารับบริการตรวจเอชไอวีประมาณ 2 ล้านราย และมีผู้ได้รับการวินิจฉัยว่าติดเชื้อประมาณ 22,300–24,000 ราย ตัวเลขดังกล่าวแตกต่างจากจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่โดยประมาณ เนื่องจากผู้ได้รับการวินิจฉัยบางส่วนอาจติดเชื้อมานานแล้วแต่เพิ่งเข้ารับการตรวจ ขณะที่บริการ HIV Self-test มีผู้รับชุดตรวจแล้วประมาณ 500,000 ครั้ง และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 1 ล้านครั้งภายในสิ้นปีนี้
นายนิมิตร์ เทียนอุดม ประธานคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบและกำกับติดตามการเข้าถึงบริการผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ป่วยโรคเอดส์ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และวัณโรค และในฐานะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) กล่าวปิดท้าย โดยระบุว่า ขอเชิญชวนประชาชนใช้สิทธิตรวจหาเชื้อเอชไอวีผ่านโรงพยาบาล รพ.สต. ร้านยา และหน่วยบริการของภาคประชาสังคม พร้อมขอให้ผู้ใช้ HIV Self-test แจ้งผลกลับตามความสมัครใจ เพื่อให้ได้รับคำแนะนำและเชื่อมต่อบริการอย่างเหมาะสม
“บริการตรวจ ป้องกัน และรักษามีความพร้อมแล้ว โดยไม่มีค่าใช้จ่าย สิ่งสำคัญคือต้องทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการโดยไม่ต้องกลัวการตีตรา เมื่อรู้สถานะเร็วจะวางแผนป้องกันได้ หากพบเชื้อก็เริ่มรักษาได้ทัน มีชีวิตยืนยาว และไม่ส่งต่อเชื้อ ทุกภาคส่วนจึงต้องร่วมกันทำให้การตรวจเอชไอวีเป็นเรื่องปกติ เพื่อยุติปัญหาเอดส์ให้ได้ในรุ่นของเรา” นายนิมิตร์ กล่าว
ที่มาข้อมูล : สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
ที่มารูปภาพ : CANVA
เล่าเรื่องสุขภาพกายใจให้เข้าใจง่าย ผ่านมุมมองที่ใกล้ตัวและใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน เชื่อว่าการดูแลตัวเองไม่ต้องยาก แค่เริ่มจากสิ่งเล็กๆ ที่เราทำได้ทุกวัน ที่สำคัญ อย่ารอทำตอนป่วย
