
“เจลาโต้ (ไอศกรีมผลไม้) ไขมันน้อยกว่า” “ไอศกรีมผลไม้ทำจากผลไม้แท้ น่าจะดีต่อสุขภาพ” หลายคนเลือกของหวานเหล่านี้ เพราะเชื่อว่าเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าไอศกรีมทั่วไป แต่ความจริงแล้ว แม้จะมีไขมันน้อยลง หรือมีผลไม้เป็นส่วนประกอบ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะกินได้โดยไม่ต้องกังวล
เพราะสิ่งที่ควรระวังไม่ใช่แค่ “ไขมัน” แต่คือ ปริมาณน้ำตาล ที่ยังคงอยู่ในไอศกรีมแทบทุกชนิด ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อระดับน้ำตาลในเลือด การทำงานของฮอร์โมนอินซูลิน และอาจนำไปสู่โรคอ้วน เบาหวาน และไขมันพอกตับได้ หากรับประทานเป็นประจำ
ไอศกรีมเข้าปาก ร่างกายทำงานอย่างไร
เมื่อรับประทานไอศกรีม น้ำตาลจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดอย่างรวดเร็ว ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ร่างกายจึงหลั่ง ฮอร์โมนอินซูลิน จากตับอ่อน เพื่อช่วยนำน้ำตาลเข้าสู่เซลล์ต่าง ๆ เช่น กล้ามเนื้อ ให้นำไปใช้เป็นพลังงาน
แต่หากร่างกายใช้พลังงานไม่หมด อินซูลินจะเปลี่ยนน้ำตาลส่วนเกินให้กลายเป็นไขมัน สะสมไว้ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น หน้าท้อง ต้นขา ใต้ผิวหนัง และตับ จนนำไปสู่ภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วนในที่สุด
ทำไมไอศกรีมผลไม้ก็ยังเป็น “ของหวาน” ที่ควรจำกัด
หลายคนเข้าใจว่าเมื่อทำจากผลไม้ ย่อมดีกว่าของหวานชนิดอื่น แต่ในความเป็นจริง ไอศกรีมผลไม้มักมีกากใยน้อย และมีการเติมน้ำตาลในปริมาณมากเพื่อเพิ่มรสชาติ จึงยังคงให้พลังงานสูง นอกจากนี้ ผลไม้ยังมีน้ำตาลธรรมชาติที่เรียกว่า ฟรุกโตส (Fructose) ซึ่งเมื่อได้รับในปริมาณมาก ตับจะเปลี่ยนน้ำตาลชนิดนี้ให้กลายเป็นไขมันได้ง่าย จึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดไขมันพอกตับ
กินหวานบ่อย ร่างกายเริ่ม “ดื้ออินซูลิน” โดยไม่รู้ตัว
การรับประทานของหวานเป็นประจำ ทำให้ร่างกายต้องหลั่งอินซูลินบ่อยและมากขึ้น เมื่อระดับอินซูลินสูงต่อเนื่องเป็นเวลานาน เซลล์ของร่างกายจะเริ่มตอบสนองต่ออินซูลินลดลง หรือที่เรียกว่า ภาวะดื้ออินซูลิน เมื่อเกิดภาวะนี้ น้ำตาลจะเข้าสู่เซลล์ได้ยากขึ้น น้ำตาลส่วนเกินจึงถูกเปลี่ยนเป็นไขมันสะสมตามร่างกาย ส่งผลให้เกิดโรคอ้วน เบาหวาน และไขมันพอกตับตามมา
ยิ่งกินหวาน ยิ่งหยุดไม่ได้ เพราะสมองกำลัง “ติดหวาน” เคยสังเกตหรือไม่ว่า ยิ่งกินของหวาน ก็ยิ่งอยากกินอีก
ทุกครั้งที่รับประทานน้ำตาล สมองจะหลั่งสาร โดปามีน (Dopamine) ซึ่งเป็นสารแห่งความสุข ทำให้รู้สึกผ่อนคลายและพึงพอใจ แต่หากได้รับความหวานบ่อยเกินไป สมองจะค่อย ๆ ชินกับระดับโดปามีน จนต้องการของหวานในปริมาณมากขึ้น หรือหวานกว่าเดิม จึงจะรู้สึกพึงพอใจเท่าเดิม กลายเป็นวงจร “ติดหวาน” ที่ทำให้ได้รับน้ำตาลมากขึ้นเรื่อย ๆ

สรุปข่าว
“เจลาโต้ (ไอศกรีมผลไม้) ไขมันน้อยกว่า” “ไอศกรีมผลไม้ทำจากผลไม้แท้ น่าจะดีต่อสุขภาพ” หลายคนเลือกของหวานเหล่านี้ เพราะเชื่อว่าเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าไอศกรีมทั่วไป แต่ความจริงแล้ว แม้จะมีไขมันน้อยลง หรือมีผลไม้เป็นส่วนประกอบ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะกินได้โดยไม่ต้องกังวล
เพราะสิ่งที่ควรระวังไม่ใช่แค่ “ไขมัน” แต่คือ ปริมาณน้ำตาล ที่ยังคงอยู่ในไอศกรีมแทบทุกชนิด ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อระดับน้ำตาลในเลือด การทำงานของฮอร์โมนอินซูลิน และอาจนำไปสู่โรคอ้วน เบาหวาน และไขมันพอกตับได้ หากรับประทานเป็นประจำ
ไอศกรีมเข้าปาก ร่างกายทำงานอย่างไร
เมื่อรับประทานไอศกรีม น้ำตาลจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดอย่างรวดเร็ว ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ร่างกายจึงหลั่ง ฮอร์โมนอินซูลิน จากตับอ่อน เพื่อช่วยนำน้ำตาลเข้าสู่เซลล์ต่าง ๆ เช่น กล้ามเนื้อ ให้นำไปใช้เป็นพลังงาน
แต่หากร่างกายใช้พลังงานไม่หมด อินซูลินจะเปลี่ยนน้ำตาลส่วนเกินให้กลายเป็นไขมัน สะสมไว้ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น หน้าท้อง ต้นขา ใต้ผิวหนัง และตับ จนนำไปสู่ภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วนในที่สุด
ทำไมไอศกรีมผลไม้ก็ยังเป็น “ของหวาน” ที่ควรจำกัด
หลายคนเข้าใจว่าเมื่อทำจากผลไม้ ย่อมดีกว่าของหวานชนิดอื่น แต่ในความเป็นจริง ไอศกรีมผลไม้มักมีกากใยน้อย และมีการเติมน้ำตาลในปริมาณมากเพื่อเพิ่มรสชาติ จึงยังคงให้พลังงานสูง นอกจากนี้ ผลไม้ยังมีน้ำตาลธรรมชาติที่เรียกว่า ฟรุกโตส (Fructose) ซึ่งเมื่อได้รับในปริมาณมาก ตับจะเปลี่ยนน้ำตาลชนิดนี้ให้กลายเป็นไขมันได้ง่าย จึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดไขมันพอกตับ
กินหวานบ่อย ร่างกายเริ่ม “ดื้ออินซูลิน” โดยไม่รู้ตัว
การรับประทานของหวานเป็นประจำ ทำให้ร่างกายต้องหลั่งอินซูลินบ่อยและมากขึ้น เมื่อระดับอินซูลินสูงต่อเนื่องเป็นเวลานาน เซลล์ของร่างกายจะเริ่มตอบสนองต่ออินซูลินลดลง หรือที่เรียกว่า ภาวะดื้ออินซูลิน เมื่อเกิดภาวะนี้ น้ำตาลจะเข้าสู่เซลล์ได้ยากขึ้น น้ำตาลส่วนเกินจึงถูกเปลี่ยนเป็นไขมันสะสมตามร่างกาย ส่งผลให้เกิดโรคอ้วน เบาหวาน และไขมันพอกตับตามมา
ยิ่งกินหวาน ยิ่งหยุดไม่ได้ เพราะสมองกำลัง “ติดหวาน” เคยสังเกตหรือไม่ว่า ยิ่งกินของหวาน ก็ยิ่งอยากกินอีก
ทุกครั้งที่รับประทานน้ำตาล สมองจะหลั่งสาร โดปามีน (Dopamine) ซึ่งเป็นสารแห่งความสุข ทำให้รู้สึกผ่อนคลายและพึงพอใจ แต่หากได้รับความหวานบ่อยเกินไป สมองจะค่อย ๆ ชินกับระดับโดปามีน จนต้องการของหวานในปริมาณมากขึ้น หรือหวานกว่าเดิม จึงจะรู้สึกพึงพอใจเท่าเดิม กลายเป็นวงจร “ติดหวาน” ที่ทำให้ได้รับน้ำตาลมากขึ้นเรื่อย ๆ

กินวันละนิด แต่กินทุกวัน ก็เพิ่มความเสี่ยงโรคได้
หลายคนคิดว่า หากกินไอศกรีมเพียงวันละเล็กน้อยคงไม่เป็นไร แต่หากรับประทานเป็นประจำทุกวัน ระดับน้ำตาลในเลือดจะสูงขึ้นซ้ำ ๆ ทำให้ร่างกายหลั่งอินซูลินบ่อย จนเพิ่มโอกาสเกิดภาวะดื้ออินซูลิน สำหรับไอศกรีมผลไม้ หากได้รับน้ำตาลฟรุกโตสในปริมาณมากต่อเนื่อง ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะไขมันพอกตับได้เช่นกัน
คนผอมหรือไม่มีโรคประจำตัว ก็เสี่ยงได้
แม้ภายนอกจะดูแข็งแรง หรือมีน้ำหนักตัวปกติ แต่การรับประทานหวานเป็นประจำ อาจทำให้เริ่มสะสมไขมันในช่องท้องและไขมันพอกตับได้ นอกจากนี้ น้ำตาลส่วนเกินยังทำปฏิกิริยากับโปรตีนในร่างกาย เกิดเป็นสารที่เร่งความเสื่อมของเซลล์ (AGEs) ส่งผลให้ผิวเหี่ยวย่น เกิดการอักเสบของหลอดเลือด และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ รวมถึงโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในอนาคต
ผู้ป่วยเบาหวาน กินไอศกรีมได้หรือไม่
ผู้ป่วยเบาหวานยังสามารถรับประทานไอศกรีมได้ แต่ควรรับประทานอย่างเหมาะสม โดยเลือกกินเป็นของหวานหลังมื้ออาหารหลัก เพราะกากใยจากผักและโปรตีนในมื้ออาหารจะช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาล หากตั้งใจจะรับประทานไอศกรีม ควรลดปริมาณข้าว แป้ง หรือเส้นในมื้อนั้นลงประมาณครึ่งหนึ่ง จำกัดปริมาณไอศกรีมไว้เพียง 1 ลูกเล็ก หลีกเลี่ยงท็อปปิ้งที่มีน้ำตาลสูง เช่น คาราเมล ช็อกโกแลตไซรัป หรือเยลลี่ และเลือกโรยถั่วแทน เพราะไขมันดีและโปรตีนช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลได้ หลังรับประทาน ควรเดินเล่นหรือขยับร่างกายเบา ๆ ประมาณ 10-15 นาที เพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อนำน้ำตาลในเลือดไปใช้เป็นพลังงาน
ไอศกรีมสูตรไม่มีน้ำตาล หรือคีโต ดีต่อสุขภาพเสมอหรือไม่
แม้ไอศกรีมคีโตจะไม่มีน้ำตาล แต่ส่วนใหญ่มักมีไขมันสูงจากครีม เนย หรือน้ำมัน หากผู้ที่ไม่ได้รับประทานอาหารคีโตอย่างเคร่งครัดเลือกรับประทาน อาจได้รับพลังงานและไขมันอิ่มตัวมากเกินไป ส่งผลให้น้ำหนักเพิ่มและระดับคอเลสเตอรอลสูงขึ้นได้

สังเกตอย่างไร ว่ากำลังกินหวานมากเกินไป
หากเริ่มมีอาการง่วงหลังอาหาร หิวบ่อย โหยของหวาน น้ำหนักขึ้นลงพุง หรือรอบเอวเพิ่มขึ้น อาจเป็นสัญญาณว่าร่างกายได้รับน้ำตาลมากเกินไป หากพบรอยปื้นดำหนาบริเวณหลังคอหรือข้อพับ อาจเป็นสัญญาณของภาวะดื้ออินซูลิน และหากมีอาการกระหายน้ำหรือปัสสาวะบ่อยผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจคัดกรองโรคเบาหวาน
ลดความอยากหวาน เริ่มได้จากพฤติกรรมเล็ก ๆ
การลดหวานไม่จำเป็นต้องหักดิบ แต่ควรค่อย ๆ ลดระดับความหวานลงทีละน้อย เพื่อให้ลิ้นปรับตัว หลีกเลี่ยงการซื้อขนมหรือของหวานมาตุนไว้ รับประทานโปรตีนและไขมันดีในมื้อหลักให้อิ่มนาน และหากอยากกินของหวาน ให้เลือกผลไม้สดที่มีกากใยสูงและหวานน้อย เช่น ฝรั่ง หรือแอปเปิล นอกจากนี้ การนอนหลับให้เพียงพอและลดความเครียด ก็มีส่วนช่วยลดความอยากน้ำตาลได้ เพราะเมื่อร่างกายอ่อนเพลีย จะหลั่งฮอร์โมนที่กระตุ้นให้เกิดความอยากของหวานมากขึ้น แม้จะเป็นเจลาโต้ ไอศกรีมผลไม้ หรือไอศกรีมสูตรต่าง ๆ ก็ยังจัดเป็นของหวานที่ควรรับประทานอย่างพอเหมาะ การเลือกกินในปริมาณที่เหมาะสม ควบคู่กับการรับประทานอาหารที่สมดุลและการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคอ้วน เบาหวาน และไขมันพอกตับได้ในระยะยาว
ที่มาข้อมูล : ศ.ดร.พญ.วรผกา มโนสร้อย อาจารย์ประจำหน่วยวิชาระบบต่อมไร้ท่อและเมแทบอลิซึม ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ ม.เชียงใหม่
ที่มารูปภาพ : Envato
ชื่นชอบในการติดตามข่าวสาร และเรื่องราว "ฮีลใจ" เพราะเชื่อว่าการมีใจที่แข็งแรง คือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง
