มือเท้าปาก พุ่งรับหน้าฝน! ปี 69 ป่วยสะสมแล้ว 16,332 ราย

Share on Line Share on Facebook Share on X
มือเท้าปาก พุ่งรับหน้าฝน! ปี 69 ป่วยสะสมแล้ว 16,332 ราย

เตือน “โรคมือเท้าปาก” เริ่มระบาดช่วงเปิดเทอมรับหน้าฝน 

นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า จากข้อมูลระบบเฝ้าระวังโรคดิจิทัล (DDS) กองระบาดวิทยา ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 25 มิถุนายน 2569 พบผู้ป่วยโรคมือเท้าปากสะสม 16,332 ราย และยังไม่พบรายงานผู้เสียชีวิต 

โดยจำนวนผู้ป่วยในปีนี้ยังต่ำกว่าปีที่ผ่านมาในช่วงเวลาเดียวกัน กลุ่มเด็กเล็กอายุ 0 – 4 ปี มีจำนวนผู้ป่วยสูงที่สุดอย่างเห็นได้ชัด รองลงมาคือ กลุ่มอายุ 5 – 9 ปี และกลุ่มอายุ 10 – 14 ปี ตามลำดับ ภาคเหนือเป็นพื้นที่ที่มีอัตราป่วยสูงที่สุด 

จากการเฝ้าระวังเชื้อก่อโรคร่วมกับหน่วยงานเครือข่ายโดยการสุ่มตัวอย่างส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ ในปี พ.ศ. 2569 พบ Coxsackievirus A16 (ร้อยละ 36.36) เป็นสายพันธุ์หลัก ส่วนสายพันธุ์ก่ออาการรุนแรงอย่าง Enterovirus 71 (EV71) แม้จะยังพบในสัดส่วนที่น้อย แต่ก็ประมาทไม่ได้

สถิติย้อนหลัง 10 ปี (พ.ศ. 2558 – 2568) 

พบผู้ป่วยโรคมือเท้าปากมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในช่วงฤดูฝน ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคมของทุกปี ซึ่งปัจจุบันกำลังเข้าสู่ช่วงขาขึ้นตามวงรอบของการระบาดตามฤดูกาล 

สรุปข่าว

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เผยในช่วงฤดูฝนของทุกปีเป็นช่วงฤดูกาลระบาดหลักของโรคมือเท้าปาก ล่าสุดตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 25 มิถุนายน 2569 พบผู้ป่วยโรคมือเท้าปากสะสม 16,332 ราย และยังไม่พบรายงานผู้เสียชีวิต ส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรงและสามารถหายได้เองภายใน 7 – 10 วัน แต่ในบางรายโดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงทางระบบประสาท หัวใจ หรือระบบทางเดินหายใจได้ จึงควรได้รับการสังเกตอาการและดูแลอย่างใกล้ชิด

เตือน “โรคมือเท้าปาก” เริ่มระบาดช่วงเปิดเทอมรับหน้าฝน 

นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า จากข้อมูลระบบเฝ้าระวังโรคดิจิทัล (DDS) กองระบาดวิทยา ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 25 มิถุนายน 2569 พบผู้ป่วยโรคมือเท้าปากสะสม 16,332 ราย และยังไม่พบรายงานผู้เสียชีวิต 

โดยจำนวนผู้ป่วยในปีนี้ยังต่ำกว่าปีที่ผ่านมาในช่วงเวลาเดียวกัน กลุ่มเด็กเล็กอายุ 0 – 4 ปี มีจำนวนผู้ป่วยสูงที่สุดอย่างเห็นได้ชัด รองลงมาคือ กลุ่มอายุ 5 – 9 ปี และกลุ่มอายุ 10 – 14 ปี ตามลำดับ ภาคเหนือเป็นพื้นที่ที่มีอัตราป่วยสูงที่สุด 

จากการเฝ้าระวังเชื้อก่อโรคร่วมกับหน่วยงานเครือข่ายโดยการสุ่มตัวอย่างส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ ในปี พ.ศ. 2569 พบ Coxsackievirus A16 (ร้อยละ 36.36) เป็นสายพันธุ์หลัก ส่วนสายพันธุ์ก่ออาการรุนแรงอย่าง Enterovirus 71 (EV71) แม้จะยังพบในสัดส่วนที่น้อย แต่ก็ประมาทไม่ได้

สถิติย้อนหลัง 10 ปี (พ.ศ. 2558 – 2568) 

พบผู้ป่วยโรคมือเท้าปากมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในช่วงฤดูฝน ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคมของทุกปี ซึ่งปัจจุบันกำลังเข้าสู่ช่วงขาขึ้นตามวงรอบของการระบาดตามฤดูกาล 

อาการ โรคมือเท้าปาก

ทั้งนี้ จึงขอให้ครู ผู้ปกครอง และผู้ดูแลเด็ก เฝ้าสังเกตอาการของเด็กอย่างใกล้ชิด หากพบว่ามีไข้ ร่วมกับมีแผลหรือจุดแดงในช่องปาก เช่น บริเวณลิ้น เพดานปาก หรือกระพุ้งแก้ม มีผื่นหรือตุ่มน้ำใสบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า ลำตัว หรือก้น ในเด็กเล็กมีอาการงอแง ไม่ยอมรับประทานอาหารหรือดื่มนม มีน้ำลายไหลหรือบ่นเจ็บปาก ให้สงสัยว่าอาจเป็นโรคมือเท้าปาก 

ในกรณีที่มีอาการรุนแรง เช่น ไข้สูง รับประทานอาหารและน้ำได้น้อยมาก ซึมลง ชักเกร็ง อาเจียนมาก หรือหายใจหอบเหนื่อย ควรรีบพาไปพบแพทย์ทันทีเพื่อรับการวินิจฉัยและรักษา เนื่องจากอาการดังกล่าวอาจเป็นสัญญาณเตือนของภาวะสมองอักเสบหรือกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้” อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าว

แนะนำการป้องกันโรคในสถานศึกษา

ด้าน นายแพทย์ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค ได้ให้คำแนะนำการป้องกันโรคในสถานศึกษา  และศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ดังนี้ 

1) บุคลากรทางการศึกษาควรคัดกรองเด็กทุกเช้าอย่างเคร่งครัด หากพบเด็กป่วย เช่น มีไข้ มีตุ่มน้ำใสขึ้นที่มือ เท้า หรือมีแผลในปาก ให้แยกออกจากเด็กคนอื่นทันที พร้อมแจ้งผู้ปกครองให้รับเด็กกลับบ้านและให้หยุดเรียนจนกว่าจะหายดี 

2) หากมีเด็กป่วยตั้งแต่ 2 รายขึ้นไปในห้องเรียนเดียวกันใน 1 สัปดาห์ ต้องปิดห้องเรียนที่มีเด็กป่วยอย่างน้อย 1 วัน เพื่อทำความสะอาดและเฝ้าระวังคัดกรองเด็กป่วยให้เข้มข้นต่ออีก 1 สัปดาห์ 

3) ทำความสะอาดเครื่องใช้ ของเล่นเด็ก และพื้นที่ห้องเรียนอย่างสม่ำเสมอ โดยใช้น้ำยาทำความสะอาดที่เหมาะสม เช่น ผงซักฟอก น้ำยาล้างจาน สบู่ น้ำยาฆ่าเชื้อหรือสารละลายคลอรีน เช่น น้ำยาฟอกขาวผสมกับน้ำตามอัตราส่วนที่เหมาะสม 

4) ส่งเสริมพฤติกรรมอนามัยที่เหมาะสมแก่เด็กและผู้ดูแล โดยเน้นการล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดอย่างถูกวิธีและสม่ำเสมอ โดยเฉพาะก่อนรับประทานอาหาร หลังขับถ่ายและหลังสัมผัส น้ำมูก น้ำลาย หรือสิ่งขับถ่ายของเด็ก เนื่องจากเชื้อสามารถติดต่อและแพร่กระจายได้ผ่านการสัมผัสน้ำมูก น้ำลาย น้ำจากตุ่มพอง และอุจจาระของผู้ป่วย 

รวมถึงการสัมผัสของเล่น เครื่องใช้ หรือพื้นผิวที่ปนเปื้อนเชื้อ ทั้งนี้ หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถสอบถามได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422 

ที่มาข้อมูล : กรมควบคุมโรค

ที่มารูปภาพ : AFP

นักข่าวออนไลน์ เกาะติดสถานการณ์ประเด็นร้อน ทันเหตุการณ์ ทั้งเรื่องใกล้ตัวและประเด็นสำคัญ