ต.ค.2026 ขึ้นแท่น ร้อนสุดเป็นประวัติการณ์ อุณหภูมิสูงเกินเกณฑ์ 1.5 °C เพิ่มความเสี่ยงอากาศสุดขั้ว

Share on Line Share on Facebook Share on X
ต.ค.2026 ขึ้นแท่น ร้อนสุดเป็นประวัติการณ์ อุณหภูมิสูงเกินเกณฑ์ 1.5 °C เพิ่มความเสี่ยงอากาศสุดขั้ว

รายงานจากหน่วยงานบริการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโคเปอร์นิคัสของสหภาพยุโรป (Copernicus Climate Change Service) รายงานว่า เดือนตุลาคม 2026 มีอุณหภูมิอากาศเฉลี่ยบริเวณพื้นผิวโลกสูงกว่าระดับก่อนยุคอุตสาหกรรมถึง 1.75 องศาเซลเซียส นับเป็นเดือนตุลาคมที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกมา

 

อุณหภูมิโลกสูงเกินเกณฑ์ 1.5 องศาเซลเซียสติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3 ขณะที่ปรากฏการณ์เอลนีโญในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนกำลังทวีความรุนแรงขึ้น โดยค่าเฉลี่ยอุณหภูมิในช่วง 4 ปี ระหว่างปี 2023-2026 ก็มีแนวโน้มสูงเกินระดับดังกล่าวเช่นกัน

 

สรุปข่าว

โลกเผชิญกับเดือนตุลาคมที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ และมีแนวโน้มเกือบแน่นอนว่าปี 2026 กำลังจะกลายเป็นปีที่มีอุณหภูมิเฉลี่ยโลกสูงสุดเป็นอันดับ 2 รองจากปี 2024 ที่เคยทำสถิติร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยอุณหภูมิเฉลี่ยโลกอาจสูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม เป็นปีที่ 2 นับตั้งแต่มีการบันทึกสถิติมา นอกจากนี้ปรากฏการณ์เอลนีโญกำลังทวีความรุนแรงขึ้น โดยอุณหภูมิพื้นผิวน้ำในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนใกล้เส้นศูนย์สูตรแตะระดับสูงสุดเท่าที่เคยบันทึกมา และสูงกว่าช่วงเวลาที่เคยเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญในอดีต แม้โลกจะยังไม่ถือว่าก้าวข้ามเป้าหมาย 1.5 องศาเซลเซียสในระยะยาว แต่เมื่อวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภาวะโลกร้อนเกิดขึ้นพร้อมกับปรากฎการณ์เอลนีโญนั้นได้ซ้ำเติมโลกให้เผชิญกับความร้อนและภัยพิบัติทางสภาพอากาศที่รุนแรงมากขึ้นในอนาคต

รายงานจากหน่วยงานบริการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโคเปอร์นิคัสของสหภาพยุโรป (Copernicus Climate Change Service) รายงานว่า เดือนตุลาคม 2026 มีอุณหภูมิอากาศเฉลี่ยบริเวณพื้นผิวโลกสูงกว่าระดับก่อนยุคอุตสาหกรรมถึง 1.75 องศาเซลเซียส นับเป็นเดือนตุลาคมที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกมา

 

อุณหภูมิโลกสูงเกินเกณฑ์ 1.5 องศาเซลเซียสติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3 ขณะที่ปรากฏการณ์เอลนีโญในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนกำลังทวีความรุนแรงขึ้น โดยค่าเฉลี่ยอุณหภูมิในช่วง 4 ปี ระหว่างปี 2023-2026 ก็มีแนวโน้มสูงเกินระดับดังกล่าวเช่นกัน

 

แม้ว่าอุณหภูมิโลกสูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียสในช่วงเวลาหนึ่งไม่ได้แปลว่าโลกก้าวข้ามเป้าหมายตามความตกลงปารีสอย่างถาวรแล้ว เนื่องจากเป้าหมายดังกล่าวกำหนดให้ควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยโลกในระยะยาว ไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบกับระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม แต่ทุกครั้งที่อุณหภูมิโลกขยับเพิ่มสูงขึ้น ความเสี่ยงจากผลกระทบด้านสภาพภูมิอากาศก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะคลื่นความร้อนรุนแรง ภัยแล้ง น้ำท่วม และสภาพอากาศสุดขั้วที่อาจสร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศ เศรษฐกิจ และความเป็นอยู่ของประชาชน


ปี 2026 มีแนวโน้มสูงที่จะเป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากปี 2024 ซึ่งยังครองสถิติปีที่ร้อนที่สุด โดยมีโอกาสประมาณ 20% ที่อุณหภูมิเฉลี่ยโลกในปีนี้จะสูงเทียบเท่าหรือทำลายสถิติเดิม และอีกหนึ่งสัญญาณที่น่ากังวลคืออุณหภูมิผิวน้ำทะเลทั่วโลกในเดือนตุลาคม ซึ่งไม่รวมพื้นที่ขั้วโลก มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 20.95 องศาเซลเซียส สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์สำหรับเดือนตุลาคม และทำลายสถิติเดิมที่เกิดขึ้นในปี 2023 โดยเฉพาะบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน ซึ่งกำลังเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้น พบว่าอุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณตอนกลางของมหาสมุทรแปซิฟิกใกล้เส้นศูนย์สูตรสูงกว่าค่าเฉลี่ยถึง 3.21 องศาเซลเซียส นับเป็นระดับสูงสุดเท่าที่เคยมีการบันทึกมา และสูงกว่าค่าสูงสุดที่เคยเกิดขึ้นในช่วงปรากฏการณ์เอลนีโญที่รุนแรงมากในอดีต

 

อย่างไรก็ตามโลกยังคงเผชิญกับภาวะโลกร้อนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อปรากฏการณ์เอลนีโญซ้ำเติมอุณหภูมิที่สูงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้ความเสี่ยงจากสภาพอากาศสุดขั้วมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจนอาจรับมือไม่ทัน

ที่มาข้อมูล : Reuters

ที่มารูปภาพ : Reuters