เตือนวิกฤตร้อนจัดปี 70 หวั่นร้อนหนักกว่าที่เคย เปิด 7 แผนรับมือ!

Share on Line Share on Facebook Share on X
เตือนวิกฤตร้อนจัดปี 70 หวั่นร้อนหนักกว่าที่เคย เปิด 7 แผนรับมือ!

รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต และรองประธานมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ เตือนปี 2570 เสี่ยงร้อนจัด! ซูเปอร์เอลนีโญทวีความรุนแรง เสนอแผนเร่งด่วนระดับชาติรับมือวิกฤต

 

ศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต ร่วมกับมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ประเมินความรุนแรงของปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญที่กำลังเกิดขึ้น ห่วงปี 2570 ประเทศไทยเผชิญสภาพอากาศร้อนจัดรุนแรง เสนอแผนเร่งด่วนระดับชาติ 7 ด้าน พร้อมแนะประชาชนใช้หลัก 3 Helps ช่วยตัวเอง ช่วยชุมชน และให้ภาครัฐสนับสนุน เพื่อสร้างความพร้อมรับมือภัยพิบัติและความไม่แน่นอนในอนาคต

 

รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต และรองประธานมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ เปิดเผยผลการประเมินความรุนแรงของปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญ (Super El Niño) ที่กำลังเกิดขึ้น

 

สรุปข่าว

“ดร.เสรี” ประเมินปี 2570 ไทยเสี่ยงเผชิญอากาศร้อนจัดจากซูเปอร์เอลนีโญที่อาจรุนแรงกว่าปี 2566–2567 เสนอแผนเร่งด่วนระดับชาติ 7 ด้าน รับมือวิกฤตความร้อน สุขภาพ น้ำ อาหาร พลังงาน และเศรษฐกิจ แนะคนไทยยึดหลัก 3 Helps ช่วยตัวเอง ช่วยชุมชน และรัฐช่วยสนับสนุน พร้อมสำรองอาหารและน้ำดื่มอย่างน้อย 7 วัน

รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต และรองประธานมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ เตือนปี 2570 เสี่ยงร้อนจัด! ซูเปอร์เอลนีโญทวีความรุนแรง เสนอแผนเร่งด่วนระดับชาติรับมือวิกฤต

 

ศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต ร่วมกับมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ประเมินความรุนแรงของปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญที่กำลังเกิดขึ้น ห่วงปี 2570 ประเทศไทยเผชิญสภาพอากาศร้อนจัดรุนแรง เสนอแผนเร่งด่วนระดับชาติ 7 ด้าน พร้อมแนะประชาชนใช้หลัก 3 Helps ช่วยตัวเอง ช่วยชุมชน และให้ภาครัฐสนับสนุน เพื่อสร้างความพร้อมรับมือภัยพิบัติและความไม่แน่นอนในอนาคต

 

รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต และรองประธานมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ เปิดเผยผลการประเมินความรุนแรงของปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญ (Super El Niño) ที่กำลังเกิดขึ้น

 

โดยระบุว่า ความรุนแรงในรูปของพลังงานอาจสูงถึง 3 เท่าของเหตุการณ์เอลนีโญในปี 2566–2567 ซึ่งถือเป็นสถานการณ์ที่ไม่ธรรมดา และอาจนำไปสู่สภาพอากาศรุนแรงในระดับที่ประเทศไทยไม่เคยเผชิญมาก่อน

 

ทั้งนี้ การประเมินดังกล่าวเป็นการคาดการณ์ของคณะผู้เชี่ยวชาญ ไม่ใช่ข้อยืนยันว่าประเทศไทยจะเกิดภัยพิบัติรุนแรงขึ้นอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก หรือ WMO ยืนยันว่าเอลนีโญมีแนวโน้มทวีกำลังขึ้นสู่ระดับรุนแรงมาก และอาจส่งผลกระทบต่อรูปแบบอุณหภูมิและปริมาณฝนทั่วโลกต่อเนื่องถึงปี 2570 


จากความเสี่ยงดังกล่าว หลายประเทศได้เริ่มเตรียมแผนรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินล่วงหน้า ขณะที่ประชาชนควรมีอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็นสำรองอย่างน้อย 7 วัน เพื่อให้สามารถดูแลตนเองได้ในช่วงที่เกิดภัยพิบัติหรือระบบสาธารณูปโภคหยุดชะงัก


สำหรับประเทศไทย รศ.ดร.เสรี เสนอแนวคิด 3 Helps เพื่อการอยู่รอดอย่างยั่งยืน ภายใต้สถานการณ์ความไม่แน่นอน ทั้งภัยพิบัติ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สงคราม และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ประกอบด้วย


1. Self-Help หรือการพึ่งพาตนเอง ประชาชนต้องเรียนรู้ เตรียมความพร้อม และปรับตัวต่อภัยคุกคามรูปแบบต่าง ๆ ทั้งการสำรองอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งจำเป็น การดูแลสุขภาพและความปลอดภัย การเรียนรู้ทักษะเอาตัวรอด รวมถึงการวางแผนรับมือภัยพิบัติภายในครอบครัว


2. Community Help หรือการช่วยเหลือกันในชุมชน มุ่งสร้างเครือข่ายความเข้มแข็งในระดับท้องถิ่น ผ่านการแบ่งปันทรัพยากร การดูแลและช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ทั้งผู้สูงอายุ เด็ก และผู้ป่วย ตลอดจนการจัดตั้งอาสาสมัครและร่วมฝึกซ้อมรับมือภัยพิบัติ เพื่อให้ชุมชนสามารถช่วยเหลือกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ


3. National Help หรือการสนับสนุนระดับประเทศ ภาครัฐต้องมีนโยบายและมาตรการรองรับสถานการณ์อย่างชัดเจน ทั้งระบบแจ้งเตือนภัยที่แม่นยำ โครงสร้างพื้นฐานที่ยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศ ระบบช่วยเหลือที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงการสร้างความมั่นคงด้านอาหาร น้ำ และพลังงาน


นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอ แผนเร่งด่วนระดับชาติเพื่อรับมือกับสภาพอากาศร้อนจัด ปี 2570 รวม 7 ด้าน โดยมีเป้าหมายเพื่อลดความเสี่ยงต่อชีวิตประชาชน ลดผลกระทบทางเศรษฐกิจ และรักษาความมั่นคงด้านทรัพยากรที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต


แผนดังกล่าวครอบคลุมการพัฒนาระบบเตือนภัยสภาพอากาศร้อนล่วงหน้า 7–14 วัน โดยใช้ดัชนีความร้อน Heat Index หรือ WBGT กำหนดระดับเตือนภัย 4 ระดับ พร้อมแจ้งเตือนผ่านระบบ Cell Broadcast, SMS, LINE และโทรทัศน์ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลอย่างทั่วถึง

 

ขณะเดียวกัน ยังเสนอให้เตรียมระบบสาธารณสุขรองรับผู้ป่วยจากความร้อน ทั้งโรคลมแดดหรือฮีทสโตรก การเตรียมโรงพยาบาล ห้องฉุกเฉิน รถพยาบาล และจัดตั้งศูนย์พักคลายร้อน หรือ Cooling Centers ภายในชุมชน โดยให้ความสำคัญกับกลุ่มเปราะบางเป็นพิเศษ

 

ด้านแรงงานและเศรษฐกิจ เสนอให้ปรับเวลาทำงานกลางแจ้ง หลีกเลี่ยงช่วงเวลา 11.00–16.00 น. พร้อมกำหนดมาตรการพัก ดื่มน้ำ และจัดพื้นที่ร่มในสถานที่ทำงาน รวมถึงลดกิจกรรมกลางแจ้งของโรงเรียนและหน่วยงานต่าง ๆ ในช่วงที่มีการแจ้งเตือนภัยรุนแรง

 

ส่วนด้านความมั่นคงทางน้ำและอาหาร ต้องประเมินปริมาณน้ำต้นทุน สำรองน้ำสำหรับพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง จัดลำดับความสำคัญของการใช้น้ำ เตรียมแหล่งน้ำสำรอง และเฝ้าระวังผลผลิตทางการเกษตรที่อาจได้รับผลกระทบจากอุณหภูมิสูงและการขาดแคลนน้ำ

 

ด้านพลังงาน เสนอให้เตรียมกำลังผลิตไฟฟ้าสำรอง รองรับความต้องการใช้เครื่องปรับอากาศที่เพิ่มสูงขึ้น ตรวจสอบความมั่นคงของระบบส่งและจำหน่ายไฟฟ้า รวมถึงจัดเตรียมไฟฟ้าสำรองสำหรับโรงพยาบาล สถานีสูบน้ำ และระบบสื่อสาร ตลอดจนมาตรการช่วยเหลือค่าไฟฟ้าสำหรับครัวเรือนรายได้น้อย

อีกหนึ่งมาตรการสำคัญคือ การเตรียมความพร้อมของเมืองและโครงสร้างพื้นฐาน โดยจัดทำแผนที่พื้นที่สะสมความร้อนในเมือง หรือ Urban Heat Island เพิ่มพื้นที่สีเขียวและต้นไม้ จัดตั้งศูนย์พักคลายร้อนในชุมชน โรงเรียน และอาคารสาธารณะ รวมถึงตรวจสอบความแข็งแรงของอาคารและระบบสาธารณูปโภค


สำหรับมาตรการสุดท้าย เสนอให้จัดตั้งศูนย์บัญชาการรับมือสภาพอากาศร้อนระดับชาติ โดยมีหน่วยงานเจ้าภาพหลักและบูรณาการข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยา กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย กระทรวงพลังงาน และหน่วยงานด้านการจัดการน้ำ พร้อมจัดทำระบบ Dashboard ติดตามอุณหภูมิ ดัชนีความร้อน การเจ็บป่วย การเสียชีวิต และสถานการณ์น้ำแบบเรียลไทม์ เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจและช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็ว


ทั้งนี้ แผนทั้ง 7 ด้านเป็นข้อเสนอให้ภาครัฐเตรียมความพร้อมและกำหนดหน่วยงานรับผิดชอบอย่างชัดเจน โดยเน้นการเตรียมการล่วงหน้า การซักซ้อมแผน และการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถรับมือกับความเสี่ยงจากสภาพอากาศร้อนจัดที่อาจเกิดขึ้นในปี 2570 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ


รศ.ดร.เสรี ย้ำว่า การรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เริ่มตั้งแต่ประชาชนที่สามารถช่วยเหลือตนเอง ชุมชนที่พร้อมช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และภาครัฐที่มีระบบสนับสนุนเข้มแข็ง เพื่อให้สังคมไทยสามารถอยู่รอด ปรับตัว และเติบโตได้อย่างยั่งยืนท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลก

 

ที่มาข้อมูล : รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์

ที่มารูปภาพ : NASA