CP ชู AI ผสานพลังงานสะอาด ลดต้นทุนการผลิต มุ่งสู่โรงงานยั่งยืน

Share on Line Share on Facebook Share on X
CP ชู AI ผสานพลังงานสะอาด ลดต้นทุนการผลิต มุ่งสู่โรงงานยั่งยืน

ภายในงาน CP Innovation Exposition 2026 หรือ “มหกรรมนวัตกรรมบัวบาน เครือเจริญโภคภัณฑ์ ครั้งที่ 9” ณ ห้องประชุม Auditorium ดร.ทินพล กัลยาสิริพัทธ์ Senior Vice President – CPPC ร่วมเสวนาในหัวข้อการใช้ AI ลดต้นทุนด้านพลังงาน ด้วยยุทธวิธีผลิตและใช้พลังงานสะอาด ควบคู่กับการนำ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน

ดร.ทินพล กล่าวว่า การขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความยั่งยืนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการปฏิบัติตามกฎหมายหรือนโยบายองค์กร แต่ต้องสามารถสร้างคุณค่าเพิ่มให้กับธุรกิจได้จริง ทั้งการใช้ทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และการรักษาความสามารถในการทำกำไร โดยเป้าหมายสำคัญคือการก้าวข้ามจากความยั่งยืนไปสู่การดำเนินธุรกิจที่มีประสิทธิภาพและแข่งขันได้ในระยะยาว

สรุปข่าว

ท่ามกลางความท้าทายด้านต้นทุนพลังงานและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ภาคธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัวด้วยการนำเทคโนโลยีและพลังงานสะอาดมาเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน เครือเจริญโภคภัณฑ์จึงเดินหน้าประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ควบคู่กับการผลิตพลังงานหมุนเวียน เพื่อบริหารจัดการพลังงาน ลดต้นทุนการผลิต และสร้างความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจในระยะยาว

ภายในงาน CP Innovation Exposition 2026 หรือ “มหกรรมนวัตกรรมบัวบาน เครือเจริญโภคภัณฑ์ ครั้งที่ 9” ณ ห้องประชุม Auditorium ดร.ทินพล กัลยาสิริพัทธ์ Senior Vice President – CPPC ร่วมเสวนาในหัวข้อการใช้ AI ลดต้นทุนด้านพลังงาน ด้วยยุทธวิธีผลิตและใช้พลังงานสะอาด ควบคู่กับการนำ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน

ดร.ทินพล กล่าวว่า การขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความยั่งยืนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการปฏิบัติตามกฎหมายหรือนโยบายองค์กร แต่ต้องสามารถสร้างคุณค่าเพิ่มให้กับธุรกิจได้จริง ทั้งการใช้ทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และการรักษาความสามารถในการทำกำไร โดยเป้าหมายสำคัญคือการก้าวข้ามจากความยั่งยืนไปสู่การดำเนินธุรกิจที่มีประสิทธิภาพและแข่งขันได้ในระยะยาว

หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการเปลี่ยนผ่านจากการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่พลังงานสะอาด โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งสามารถติดตั้งได้ 3 รูปแบบ ได้แก่ Solar Rooftop ที่ติดตั้งบนหลังคาโรงงาน ช่วยใช้ประโยชน์จากพื้นที่เดิม Solar Farm ที่ติดตั้งบนพื้นดินเพื่อเพิ่มกำลังการผลิต และ Solar Floating หรือโซลาร์เซลล์ลอยน้ำ ซึ่งสามารถใช้ประโยชน์จากบ่อน้ำภายในโรงงาน พร้อมช่วยลดการระเหยของน้ำได้บางส่วน

สำหรับกลุ่มธุรกิจบรรจุภัณฑ์ในเครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้ทยอยพัฒนาการผลิตพลังงานสะอาดเป็น 3 ระยะ เริ่มจากการติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาโรงงาน ก่อนขยายไปสู่การติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ลอยน้ำเพื่อเพิ่มกำลังการผลิต และเดินหน้าสู่ระยะที่ 3 ซึ่งมุ่งพัฒนาระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ ระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ หรือ Smart Grid รวมถึงการใช้ AI และซอฟต์แวร์อัตโนมัติเพื่อบริหารจัดการพลังงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

ตัวอย่างที่สำคัญคือโรงงานผลิตกระสอบพลาสติกขนาดใหญ่ในอำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินงานตามแผนพัฒนาพลังงานสะอาดให้ครบ 5 ระยะ โดยตั้งเป้าเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานสะอาดเป็น 20.98 เมกะวัตต์เมื่อดำเนินการครบถ้วนในปีหน้า เพื่อรองรับการใช้พลังงานในกระบวนการผลิต และลดการพึ่งพาพลังงานจากภายนอก ทั้งนี้ โรงงานยังจำเป็นต้องใช้ไฟฟ้าจากระบบภายนอกเพื่อเสริมความมั่นคงในการดำเนินธุรกิจ

อย่างไรก็ตาม การมีแหล่งพลังงานสะอาดเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากองค์กรยังไม่สามารถควบคุมการใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เครือเจริญโภคภัณฑ์จึงนำ AI และซอฟต์แวร์เข้ามาช่วยวิเคราะห์ข้อมูล โดยให้ความสำคัญกับค่า Energy Intensity หรือปริมาณพลังงานที่ใช้ต่อหน่วยการผลิต ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญในการประเมินและเปรียบเทียบประสิทธิภาพการใช้พลังงานของโรงงาน

ระบบวิเคราะห์พลังงานดังกล่าวมุ่งเน้น 3 ด้าน ได้แก่ การตรวจจับความผิดปกติของการใช้ไฟฟ้า การพยากรณ์ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานล่วงหน้า และการแนะนำแนวทางลดต้นทุน เพื่อให้ผู้บริหารสามารถตัดสินใจได้จากข้อมูลจริง แทนการแก้ไขปัญหาเมื่อเกิดค่าใช้จ่ายขึ้นแล้ว

นอกจากนี้ ยังมีการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้กับการบริหารโรงงานตามหลัก 4M ได้แก่ Man หรือบุคลากร, Machine หรือเครื่องจักร, Material หรือวัตถุดิบ และ Method หรือกระบวนการทำงาน โดยใช้ซอฟต์แวร์เข้ามาสนับสนุนในแต่ละด้าน

ด้านบุคลากรและการบริหารจัดการ มีการใช้ Power IoT เพื่อติดตามการใช้ไฟฟ้าแบบเรียลไทม์ผ่าน Dashboard และแจ้งเตือนเมื่อพบความผิดปกติ ขณะที่ Cast AI ช่วยวิเคราะห์ต้นทุนการผลิต ทั้งค่าวัตถุดิบ ค่าแรง และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เห็นต้นทุนอย่างเป็นระบบและนำไปสู่การลดค่าใช้จ่ายได้ตรงจุด

ด้านเครื่องจักร มีการใช้ Maintenance AI และ Machine Maintenance System วิเคราะห์ข้อมูลการทำงานและคาดการณ์ความเสียหายล่วงหน้า ช่วยลดการหยุดทำงานโดยไม่คาดคิด ลดต้นทุนการซ่อมบำรุงและการสำรองอะไหล่ ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานของเครื่องจักร

ด้านวัตถุดิบ AI เข้ามาช่วยวางแผนการผลิตและจัดลำดับคำสั่งซื้อให้เหมาะสมกับกำลังการผลิตของเครื่องจักร รวมถึงวางแผนการผลิตในช่วงเวลาที่ใช้พลังงานได้อย่างคุ้มค่า พร้อมติดตามสินค้าคงคลังและแจ้งเตือนเมื่อวัตถุดิบใกล้หมด ส่วนด้านกระบวนการทำงาน มีการใช้ Transportation Management และ Warehouse Management เพื่อวางแผนเส้นทางขนส่ง รอบการจัดส่งสินค้า และการจัดเก็บวัตถุดิบอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดต้นทุนและการใช้พลังงานในระบบโลจิสติกส์

ดร.ทินพล เน้นย้ำว่า เป้าหมายสำคัญของการบริหารพลังงานในยุคใหม่คือ Energy Optimization หรือการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานให้สูงสุด โดยเชื่อมโยงข้อมูลจากทุกระบบเข้าด้วยกัน เพื่อให้โรงงานสามารถผลิตสินค้าได้มากขึ้นภายใต้การใช้พลังงานที่น้อยลง พร้อมนำพลังงานสะอาดมาใช้ควบคู่กับการบริหารจัดการด้วย AI อย่างเหมาะสม สะท้อนแนวคิดสำคัญว่า “พลังงานที่ถูกที่สุด คือพลังงานที่ไม่ต้องใช้” และ “พลังงานที่ฉลาดที่สุด คือพลังงานที่เราผลิตและจัดการเอง” ซึ่งเป็นอีกแนวทางในการลดต้นทุน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความยั่งยืน

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : TNN