ฝนถล่ม 9–13 ต.ค. เสี่ยงน้ำท่วมหลายภาค จับตาภาคใต้–หาดใหญ่ รับฝนหนักระลอกใหม่

Share on Line Share on Facebook Share on X
ฝนถล่ม 9–13 ต.ค. เสี่ยงน้ำท่วมหลายภาค  จับตาภาคใต้–หาดใหญ่ รับฝนหนักระลอกใหม่

กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเตือนประเทศไทยรับมือสภาพอากาศแปรปรวน ระหว่างวันที่ 9–13 ตุลาคม 2569 โดยมีฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง เสี่ยงเกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากในหลายพื้นที่ ขณะที่สถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาเริ่มมีสัญญาณดีขึ้น หลังปริมาณน้ำจากพื้นที่ตอนบนลดลงต่อเนื่อง และกรมชลประทานทยอยลดการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา อย่างไรก็ตาม ยังต้องเฝ้าระวังฝนระลอกใหม่ โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำ ริมแม่น้ำ ภาคตะวันออก และภาคใต้ ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักและน้ำสะสมในช่วงหลายวันข้างหน้า

 

เตือนฝนแปรปรวนทั่วไทย 9–13 ตุลาคม

กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเตือนฉบับล่าสุด เวลา 05.00 น. ระบุว่า ประเทศไทยจะมีสภาพอากาศแปรปรวน มีฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และอาจมีลูกเห็บตก รวมถึงฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ตั้งแต่วันที่ 9–13 ตุลาคม 2569 โดยผลกระทบจะเคลื่อนผ่านพื้นที่ต่าง ๆ ตามช่วงเวลา 

 

โดยวันที่ 9 ตุลาคม ฝนเริ่มส่งผลกระทบต่อภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ บึงกาฬ นครพนม อำนาจเจริญ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ภาคตะวันออกบริเวณจันทบุรีและตราด รวมถึงภาคใต้ ได้แก่ เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง และสงขลา


สรุปข่าว

กรมอุตุฯ เตือนทั่วไทยรับมือสภาพอากาศแปรปรวน ฝนตกหนักถึงหนักมาก ลมกระโชกแรง ระหว่าง 9–13 ต.ค. เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะภาคตะวันออก ภาคกลาง และภาคใต้ ลุ่มเจ้าพระยาเริ่มมีสัญญาณดี หลังน้ำเหนือไหลผ่านสถานี C.2 ลดลงเหลือ 2,016 ลบ.ม./วินาที และลดระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยาเหลือ 2,300 ลบ.ม./วินาที แต่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีน้ำ 104% ของความจุเก็บกัก และต้องจับตาระดับน้ำท้ายเขื่อนพระราม 6 ที่อาจเพิ่มขึ้น 1–1.20 เมตร รวมถึงฝนหนักภาคใต้ โดยเฉพาะสงขลาและหาดใหญ่ ขณะที่หน่วยงานเร่งเตรียมเครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำเพื่อรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน

กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเตือนประเทศไทยรับมือสภาพอากาศแปรปรวน ระหว่างวันที่ 9–13 ตุลาคม 2569 โดยมีฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง เสี่ยงเกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากในหลายพื้นที่ ขณะที่สถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาเริ่มมีสัญญาณดีขึ้น หลังปริมาณน้ำจากพื้นที่ตอนบนลดลงต่อเนื่อง และกรมชลประทานทยอยลดการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา อย่างไรก็ตาม ยังต้องเฝ้าระวังฝนระลอกใหม่ โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำ ริมแม่น้ำ ภาคตะวันออก และภาคใต้ ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักและน้ำสะสมในช่วงหลายวันข้างหน้า

 

เตือนฝนแปรปรวนทั่วไทย 9–13 ตุลาคม

กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเตือนฉบับล่าสุด เวลา 05.00 น. ระบุว่า ประเทศไทยจะมีสภาพอากาศแปรปรวน มีฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และอาจมีลูกเห็บตก รวมถึงฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ตั้งแต่วันที่ 9–13 ตุลาคม 2569 โดยผลกระทบจะเคลื่อนผ่านพื้นที่ต่าง ๆ ตามช่วงเวลา 

 

โดยวันที่ 9 ตุลาคม ฝนเริ่มส่งผลกระทบต่อภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ บึงกาฬ นครพนม อำนาจเจริญ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ภาคตะวันออกบริเวณจันทบุรีและตราด รวมถึงภาคใต้ ได้แก่ เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง และสงขลา


วันที่ 10 ตุลาคม พื้นที่เสี่ยงฝนเพิ่มขึ้น ครอบคลุมภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ตลอดจนภาคตะวันออกทั้งภาค โดยเฉพาะระยอง จันทบุรี และตราด ซึ่งต้องระวังฝนตกหนักมาก ขณะที่ภาคใต้ยังมีฝนตกหนักในหลายจังหวัด

 

วันที่ 11 ตุลาคม ยังคงต้องเฝ้าระวังฝนในภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ โดยพื้นที่ที่ต้องจับตาฝนตกหนักมากเป็นพิเศษ ได้แก่ ราชบุรี สมุทรสงคราม เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์

 

ส่วนวันที่ 12–13 ตุลาคม ภาคใต้ยังคงเป็นพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยฝนตกหนักอาจครอบคลุมหลายจังหวัด ตั้งแต่เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ยะลา นราธิวาส ไปจนถึงพื้นที่ฝั่งอันดามัน เช่น ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล โดยในวันที่ 13 ตุลาคม ยังต้องจับตาฝนหนักในสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา ยะลา นราธิวาส พังงา และสตูล

 

สำหรับสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา เริ่มมีแนวโน้มคลี่คลาย หลังปริมาณน้ำจากพื้นที่ตอนบนลดลงต่อเนื่อง ล่าสุดสถานี C.2 จังหวัดนครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 2,016 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลให้กรมชลประทานสามารถปรับลดการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท จาก 2,350 เหลือ 2,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และจะคงอัตราดังกล่าวตามแผน เพื่อลดปริมาณน้ำที่ไหลลงสู่พื้นที่ท้ายเขื่อน


อย่างไรก็ตาม การลดการระบายน้ำยังไม่ได้หมายความว่าความเสี่ยงน้ำท่วมหมดไป เพราะยังต้องติดตามปริมาณฝนและน้ำเหนือที่อาจเพิ่มขึ้นในระยะนี้ โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำและชุมชนริมแม่น้ำที่มีความเปราะบางต่อระดับน้ำที่เปลี่ยนแปลง

 

ขณะที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จังหวัดลพบุรี มีปริมาณน้ำประมาณ 908 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 104 ของความจุเก็บกัก โดยยังระบายน้ำอยู่ที่ 500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่วนเขื่อนพระราม 6 จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีน้ำไหลผ่าน 735 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แม้แนวโน้มปริมาณน้ำจะลดลง แต่ยังต้องเฝ้าระวังระดับน้ำในแม่น้ำป่าสักด้านท้ายเขื่อน ซึ่งคาดว่าอาจเพิ่มขึ้นจากระดับปัจจุบันประมาณ 1–1.20 เมตร ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ริมแม่น้ำป่าสัก 8 ตำบล ในอำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

 

สำหรับแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณอำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ซึ่งเป็นจุดติดตามปริมาณน้ำก่อนเข้าสู่กรุงเทพมหานคร มีน้ำไหลผ่านเฉลี่ย 2,145 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ต่ำกว่าเกณฑ์ควบคุมที่ 3,600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จึงยังไม่ส่งผลกระทบต่อกรุงเทพมหานครจากปริมาณน้ำที่ตรวจวัดในจุดนี้ แต่ยังจำเป็นต้องติดตามฝนระลอกใหม่และปัจจัยอื่นที่อาจทำให้สถานการณ์เปลี่ยนแปลง

 

ด้านสถานการณ์น้ำในภาคตะวันออก กรมชลประทานเร่งเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในแม่น้ำบางปะกง เพื่อลดผลกระทบต่อจังหวัดปราจีนบุรีและฉะเชิงเทรา โดยติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำแล้ว 35 เครื่อง แบ่งเป็นจังหวัดฉะเชิงเทรา 26 เครื่อง และชลบุรี 9 เครื่อง พร้อมเตรียมติดตั้งเพิ่มอีก 40 เครื่องบริเวณสะพานพระยาศรีสุนทรโวหาร อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา และประสานกองทัพเรือเพื่อเตรียมสนับสนุนเพิ่มเติมหากจำเป็น

 

นอกจากนี้ ยังเตรียมเครื่องสูบน้ำ 16 เครื่อง และเครื่องสูบน้ำไฟฟ้าอีก 39 เครื่อง ครอบคลุม 8 จังหวัดภาคตะวันออก เพื่อเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ได้ทันทีหากเกิดฝนตกหนัก

 

ส่วนภาคใต้ กรมชลประทานเตรียมพร้อมรับมือฝนหนักในช่วงวันที่ 9–13 ตุลาคม โดยกำชับสำนักงานชลประทานในพื้นที่ตรวจสอบทางระบายน้ำ ประตูระบายน้ำ เครื่องสูบน้ำ และเครื่องจักรให้พร้อมใช้งาน พร้อมจัดเตรียมเจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือประชาชน โดยเน้นพื้นที่ชุมชนเมือง พื้นที่ลุ่มต่ำ และจุดเสี่ยงน้ำท่วมฉับพลันหรือน้ำป่าไหลหลาก

 

พื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เป็นอีกจุดที่ต้องติดตามสถานการณ์ฝนอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็วหากเกิดน้ำท่วม

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : Reuters