รูโหว่โอโซนโลกฟื้นตัว เล็กลงในรอบหลายสิบปี ความสำเร็จจากความร่วมมือของนานาชาติ

Share on Line Share on Facebook Share on X
รูโหว่โอโซนโลกฟื้นตัว เล็กลงในรอบหลายสิบปี ความสำเร็จจากความร่วมมือของนานาชาติ

รายงานล่าสุดจากองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก หรือ WMO ระบุว่า รูโหว่โอโซนในปี 2025 มีขนาดเล็กเป็นอันดับ 4 หรือ 5 นับตั้งแต่เริ่มพบการสูญเสียโอโซนอย่างรุนแรงในปี 1992 และถือเป็น ปีที่ 2 ติดต่อกัน ที่ทั้งพื้นที่และความลึกของรูโหว่อยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระหว่างปี 1990–2010 อย่างมีนัยสำคัญ

 

การที่รูโหว่มีขนาดเล็กลงถือเป็นข่าวดี เพราะหมายความว่า พื้นที่ที่ชั้นโอโซนถูกทำลายอย่างรุนแรงมีขนาดลดลง และปริมาณโอโซนในชั้นบรรยากาศบริเวณดังกล่าวมีแนวโน้มฟื้นตัวกลับมา เมื่อมีโอโซนมากขึ้น ความสามารถในการกรองรังสีอัลตราไวโอเลต หรือ UV จากดวงอาทิตย์ก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

 

สรุปข่าว

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก รูโหว่โอโซนเหนือทวีปแอนตาร์กติกาในปี 2025 มีขนาดเล็กที่สุดระดับหนึ่งในรอบหลายทศวรรษ สะท้อนให้เห็นว่าชั้นโอโซนของโลกกำลังฟื้นตัว หลังจากนานาประเทศร่วมกันแก้ไขปัญหาการทำลายชั้นโอโซนมาอย่างต่อเนื่อง

รายงานล่าสุดจากองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก หรือ WMO ระบุว่า รูโหว่โอโซนในปี 2025 มีขนาดเล็กเป็นอันดับ 4 หรือ 5 นับตั้งแต่เริ่มพบการสูญเสียโอโซนอย่างรุนแรงในปี 1992 และถือเป็น ปีที่ 2 ติดต่อกัน ที่ทั้งพื้นที่และความลึกของรูโหว่อยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระหว่างปี 1990–2010 อย่างมีนัยสำคัญ

 

การที่รูโหว่มีขนาดเล็กลงถือเป็นข่าวดี เพราะหมายความว่า พื้นที่ที่ชั้นโอโซนถูกทำลายอย่างรุนแรงมีขนาดลดลง และปริมาณโอโซนในชั้นบรรยากาศบริเวณดังกล่าวมีแนวโน้มฟื้นตัวกลับมา เมื่อมีโอโซนมากขึ้น ความสามารถในการกรองรังสีอัลตราไวโอเลต หรือ UV จากดวงอาทิตย์ก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

 

สำหรับมนุษย์ การลดลงของรังสี UV ที่พื้นผิวมีความสำคัญต่อสุขภาพ เพราะการได้รับรังสี UV ในระดับสูงเป็นเวลานานเพิ่มความเสี่ยงต่อ มะเร็งผิวหนัง ต้อกระจก และความเสียหายต่อระบบภูมิคุ้มกัน ดังนั้น การฟื้นตัวของชั้นโอโซนจึงเป็นหนึ่งในปัจจัยที่จะช่วยลดความเสี่ยงเหล่านี้ในระยะยาว

 

ในด้านสิ่งแวดล้อม รังสี UV ที่มากเกินไปสามารถส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตหลายชนิด รวมถึงแพลงก์ตอนพืชในมหาสมุทร ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของห่วงโซ่อาหารและมีบทบาทต่อระบบนิเวศทางทะเล

 

การลดลงของรูโหว่โอโซนถือเป็นผลลัพธ์สำคัญจากความร่วมมือของนานาประเทศ โดย พิธีสารมอนทรีออล (Montreal Protocol) ที่ลงนามในปี 1987 และนำไปสู่การทยอยยุติการใช้สารเคมีที่ทำลายชั้นโอโซน เช่น คลอโรฟลูออโรคาร์บอน หรือ CFCs ซึ่งเคยถูกใช้ในระบบทำความเย็น โฟม และผลิตภัณฑ์อีกหลายประเภท หลังจากมาตรการดังกล่าวมีผลบังคับใช้ความเข้มข้นของสารทำลายโอโซนในชั้นบรรยากาศลดลงอย่างต่อเนื่อง และนับตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา ชั้นโอโซนเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว

 

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการลดลงของรูโหว่โอโซนจะถือเป็นข่าวดี แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าโลกจะปลอดภัยจากรังสี UV มากขึ้นในทุกพื้นที่ เพราะข้อมูลอีกด้านกำลังสะท้อนภาพที่ซับซ้อนกว่าเดิม โดยในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา จำนวนวันที่มีค่าดัชนี UV สูงกลับเพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่ และในบางพื้นที่ของยุโรปพบว่า รังสี UV เพิ่มขึ้นมากถึง 20% โดยมีสาเหตุหลักจากปริมาณเมฆที่ลดลงและระยะเวลาที่ได้รับแสงแดดเพิ่มขึ้นในแต่ละปี ซึ่งทำให้ผู้คนในพื้นที่เหล่านี้อาจได้รับรังสี UV มากขึ้น เพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งผิวหนังและโรคอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับรังสี UV ดังนั้นการป้องกันแสงแดดยังคงเป็นเรื่องสำคัญ แม้ชั้นโอโซนจะกำลังฟื้นตัวก็ตาม

 

ที่มาข้อมูล : WMO

ที่มารูปภาพ : NASA