
เจ้าหน้าที่สำนักงานบริหารจัดการภัยพิบัติของเนปาล เฝ้าระวังทะเลสาบสองแห่ง ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือของพื้นที่ประสบภัยพิบัติดินถล่มและกระแสน้ำไหลท่วมพื้นที่อยู่อาศัยบริเวณพรมแดนเนปาล-ทิเบต หลังจากพบว่าระดับน้ำในทะเลสาบเพิ่มสูงขึ้นและเริ่มเอ่อล้นออกมา
เหตุการณ์ธารน้ำแข็งถล่มทำให้กระแสน้ำที่เต็มไปด้วยก้อนหิน ดิน โคลนและน้ำแข็งได้พัดผ่านชุมชน กวาดทำลายหมู่บ้าน ถนน สะพาน และโครงสร้างพื้นฐานหลายแห่ง ไหลทะลักลงมาตามหุบเขาและขวางกันแม่น้ำเอาไว้ กลายเป็นเขื่อนกั้นทะเลสาบตามธรรมชาติ โดยเส้นทางที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือเส้นทางสำคัญที่เชื่อมกรุงกาฐมาณฑุของเนปาลกับเมืองลาซาในทิเบต และเป็นเส้นทางที่ได้รับความนิยมจากนักเดินป่าและผู้แสวงบุญ ก่อนหน้านี้ทีมกู้ภัยจากจีนได้ยุติปฏิบัติการช่วยเหลือชั่วคราว เนื่องจากตรวจพบความเสี่ยงที่แนวกั้นเขื่อนตามธรรมชาติของทะเลสาบที่เกิดจากธารน้ำแข็งถล่มอาจพังลงจากมวลน้ำที่สะสมได้ โดยชาวบ้านและเจ้าหน้าที่บริเวณพรมแดนเนปาล-ทิเบต ได้อพยพขึ้นที่สูงหลังได้รับคำเตือน
สรุปข่าว
เจ้าหน้าที่สำนักงานบริหารจัดการภัยพิบัติของเนปาล เฝ้าระวังทะเลสาบสองแห่ง ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือของพื้นที่ประสบภัยพิบัติดินถล่มและกระแสน้ำไหลท่วมพื้นที่อยู่อาศัยบริเวณพรมแดนเนปาล-ทิเบต หลังจากพบว่าระดับน้ำในทะเลสาบเพิ่มสูงขึ้นและเริ่มเอ่อล้นออกมา
เหตุการณ์ธารน้ำแข็งถล่มทำให้กระแสน้ำที่เต็มไปด้วยก้อนหิน ดิน โคลนและน้ำแข็งได้พัดผ่านชุมชน กวาดทำลายหมู่บ้าน ถนน สะพาน และโครงสร้างพื้นฐานหลายแห่ง ไหลทะลักลงมาตามหุบเขาและขวางกันแม่น้ำเอาไว้ กลายเป็นเขื่อนกั้นทะเลสาบตามธรรมชาติ โดยเส้นทางที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือเส้นทางสำคัญที่เชื่อมกรุงกาฐมาณฑุของเนปาลกับเมืองลาซาในทิเบต และเป็นเส้นทางที่ได้รับความนิยมจากนักเดินป่าและผู้แสวงบุญ ก่อนหน้านี้ทีมกู้ภัยจากจีนได้ยุติปฏิบัติการช่วยเหลือชั่วคราว เนื่องจากตรวจพบความเสี่ยงที่แนวกั้นเขื่อนตามธรรมชาติของทะเลสาบที่เกิดจากธารน้ำแข็งถล่มอาจพังลงจากมวลน้ำที่สะสมได้ โดยชาวบ้านและเจ้าหน้าที่บริเวณพรมแดนเนปาล-ทิเบต ได้อพยพขึ้นที่สูงหลังได้รับคำเตือน
ทางการจีนได้ส่งทีมวิศวกรเข้าสำรวจทางอากาศและทำแบบจำลอง 3 มิติ พบว่าปริมาณน้ำในสะสมในทะเลสาบเพิ่มสูงขึ้นจากเมื่อวันที่ 27 ส.ค. ราว 1 ล้านลูกบาศก์เมตร คาดว่ามีปริมาณน้ำสะสมในทะเลสาบเกิด 2.5 ล้านลูกบาศก์เมตรแล้ว หลังมีการประเมินความเสี่ยงและได้รับการยืนยันด้านความปลอดภัยจึงกลับมาปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยอีกครั้ง
ผลกระทบจากภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในครั้งนี้คือการขวางกั้นของทางน้ำจนเป็นทะเลสาบที่รับมวลน้ำสะสมจากพื้นที่บนเทือกเขา กลายเป็นหนึ่งในความเสี่ยงของพื้นที่ภูเขาสูง เนื่องจากแนวกั้นดังกล่าวไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาอย่างมั่นคง หากมวลน้ำสะสมตัวจนเกิดแรงดันมหาศาลจนส่งผลให้โครงสร้างพังทลายลงมา มวลน้ำทั้งหมดอาจไหลทะลักลงสู่พื้นที่ด้านล่างอย่างรวดเร็วจนตั้งตัวไม่ทันและซ้ำเติมพื้นที่ภัยพิบัติ
อย่างไรก็ตามภัยพิบัติในครั้งนี้สร้างความเสียหายอย่างหนัก มีรายงานจำนวนผู้เสียชีวิตกว่า 489 และผู้สูญหายกว่า 1,500 คน โดยในจำนวนนี้มีอย่างน้อย 540 คนเป็นชาวต่างชาติซึ่งเป็นผู้มาแสวงบุญและกำลังจะเดินทางไปยังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในทิเบต
นักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพอากาศหลายคนชี้ว่า การเกิดธารน้ำแข็งถล่มในครั้งนี้มีส่วนเชื่อมโยงกับวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภาวะโลกร้อน ทำให้อุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นและส่งผลให้ธารน้ำแข็งละลายลงอย่างรวดเร็วจนเสียสมดุล ไม่เพียงแค่ในพื้นที่บนเทือกเขาหิมาลัยเท่านั้น แต่ยังมีพื้นที่เสี่ยงได้รับผลกระทบจากการละลายของน้ำแข็งทั่วโลก
- ผู้สูญหายน้ำท่วม-ดินถล่มเนปาลเพิ่มเกือบ 2,000 คน เสียชีวิตเพิ่มเป็น 579 ราย
- เนปาล-ทิเบตเฝ้าระวัง “ทะเลสาบกั้นขวาง” เสี่ยงน้ำหลากซ้ำ
- ผู้เชี่ยวชาญเตือนอินเดียเสี่ยงเกิดภัยพิบัติเหมือนเนปาล
- คืบหน้าน้ำท่วม ดินถล่มในเนปาล-ทิเบต เสียชีวิต 392 ราย เตือนส่อเกิดซ้ำ
- "ธารน้ำแข็งถล่ม-ซัดเขื่อนแตกทะลัก"เนปาล-ทิเบต"จมโคลน
