
“อังกฤษ” เผชิญร้อนจัดและภัยแล้ง แต่ฟาร์มที่ใช้ “เกษตรฟื้นฟู” ยังรักษาทุ่งหญ้าเขียวชอุ่มได้ แม้ฝนไม่ตกนานถึง 2 เดือน การปลูกหญ้า สมุนไพร และพืชตระกูลถั่ว ช่วยฟื้นฟูดิน เพิ่มความสามารถในการกักเก็บน้ำ และลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมี กรณีนี้สะท้อนว่า “การฟื้นฟูดิน” เท่ากับเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้เกษตรกร ช่วยรับมือทั้งภัยแล้งและสภาพอากาศสุดขั้วจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ท่ามกลางวิกฤตสภาพอากาศที่ทำให้อังกฤษเผชิญทั้งอากาศร้อนจัดและภัยแล้ง ฟาร์มแห่งหนึ่งกลับยังคงเขียวชอุ่ม แตกต่างจากพื้นที่โดยรอบที่กลายเป็นสีน้ำตาลแห้งแล้ง นี่คือผลจากแนวทางเกษตรฟื้นฟูที่มุ่งทำให้ “ดิน” กลับมาแข็งแรงและสามารถกักเก็บน้ำได้มากขึ้น
สรุปข่าว
“อังกฤษ” เผชิญร้อนจัดและภัยแล้ง แต่ฟาร์มที่ใช้ “เกษตรฟื้นฟู” ยังรักษาทุ่งหญ้าเขียวชอุ่มได้ แม้ฝนไม่ตกนานถึง 2 เดือน การปลูกหญ้า สมุนไพร และพืชตระกูลถั่ว ช่วยฟื้นฟูดิน เพิ่มความสามารถในการกักเก็บน้ำ และลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมี กรณีนี้สะท้อนว่า “การฟื้นฟูดิน” เท่ากับเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้เกษตรกร ช่วยรับมือทั้งภัยแล้งและสภาพอากาศสุดขั้วจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ท่ามกลางวิกฤตสภาพอากาศที่ทำให้อังกฤษเผชิญทั้งอากาศร้อนจัดและภัยแล้ง ฟาร์มแห่งหนึ่งกลับยังคงเขียวชอุ่ม แตกต่างจากพื้นที่โดยรอบที่กลายเป็นสีน้ำตาลแห้งแล้ง นี่คือผลจากแนวทางเกษตรฟื้นฟูที่มุ่งทำให้ “ดิน” กลับมาแข็งแรงและสามารถกักเก็บน้ำได้มากขึ้น
ฟาร์มเลี้ยงวัวเนื้อขนาดเกือบ 200 เอเคอร์ของ แซม สควีเออร์ (Sam Squier) ในพื้นที่ตะวันออกเฉียงใต้ของอังกฤษ ยังคงมีทุ่งหญ้าสีเขียวหนาแน่น แม้พื้นที่โดยรอบจะได้รับผลกระทบจากฝนที่ตกน้อยและอากาศร้อนจัดต่อเนื่อง ขณะที่เกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียงต้องนำอาหารสัตว์ที่เก็บไว้สำหรับฤดูหนาวมาใช้ก่อนเวลา วัวพันธุ์ Aberdeen Angus ของสควีเออร์ยังสามารถหากินจากทุ่งหญ้าได้ตามปกติ เนื่องจากฟาร์มปรับเปลี่ยนวิธีทำเกษตรมาเป็นระบบ Regenerative Farming หรือเกษตรฟื้นฟู เพื่อปรับปรุงคุณภาพดินและเพิ่มความสามารถในการกักเก็บน้ำ
พื้นที่เลี้ยงวัวถูกปลูกด้วยหญ้าหลากหลายชนิด สมุนไพรที่มีรากลึก และพืชตระกูลถั่ว หรือที่เรียกว่า Herbal Leys ซึ่งช่วยให้ดินมีโครงสร้างดีขึ้น รากพืชสามารถดึงน้ำลงไปสะสมในดิน และพืชตระกูลถั่วยังช่วยตรึงไนโตรเจน ทำให้ลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมี
การจัดการฝูงวัวก็เป็นส่วนหนึ่งของระบบ โดยวัวจะถูกให้อยู่รวมกันในพื้นที่ขนาดเล็กและย้ายพื้นที่วันละ 2 ครั้ง การเหยียบย่ำของวัวช่วยสร้างชั้นปกคลุมบนหน้าดิน ขณะที่มูลสัตว์ช่วยคืนธาตุอาหารและเมล็ดพันธุ์กลับสู่ดิน ส่งผลให้ดินมีสุขภาพดีและกักเก็บน้ำได้มากขึ้น
สควีเออร์ระบุว่า หลังปรับมาใช้เกษตรฟื้นฟูประมาณ 8 ปี ดินในพื้นที่สามารถกักเก็บน้ำเพิ่มขึ้นราว 400,000 ลิตรต่อเอเคอร์ และจำนวนไส้เดือนในช่วง 6 ปีแรกเพิ่มขึ้นจากประมาณ 80 ล้านตัว เป็น 680 ล้านตัว ซึ่งเป็นหนึ่งในสัญญาณของการฟื้นตัวของระบบนิเวศในดิน
ความเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นในช่วงที่อังกฤษกำลังเผชิญสภาพอากาศรุนแรง โดยปีนี้มีทั้งเดือนมิถุนายนที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ และเดือนกรกฎาคมที่แห้งแล้งที่สุด ส่งผลให้เกือบสามในสี่ของอังกฤษอยู่ในภาวะภัยแล้ง ขณะที่ผลผลิตธัญพืชของอังกฤษมีแนวโน้มต่ำที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการเก็บข้อมูลเปรียบเทียบในปี 1984
ผลกระทบไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะอังกฤษ แต่กำลังเกิดขึ้นทั่วทวีปยุโรป ซึ่งเผชิญคลื่นความร้อนหลายระลอกและฝนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร และเพิ่มความกังวลเรื่องต้นทุนอาหารและเงินเฟ้อ
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้แนวคิดเกษตรที่มุ่งเพิ่มผลผลิตให้ได้มากที่สุดในต้นทุนต่ำ กำลังถูกตั้งคำถามมากขึ้น ขณะที่ภาคธุรกิจ ธนาคาร บริษัทประกันภัย หน่วยงานด้านน้ำ รัฐบาล และบริษัทอาหารรายใหญ่ เริ่มสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบเกษตรที่มีความยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศมากขึ้น
จากฟาร์มที่ยังเขียวชอุ่มท่ามกลางภัยแล้ง สะท้อนว่า “ดินที่ดีคือเกราะป้องกันวิกฤตสภาพอากาศ” เพราะเมื่อดินสามารถกักเก็บน้ำและฟื้นตัวได้ดี เกษตรกรก็มีโอกาสรับมือทั้งภัยแล้งและฝนตกหนักได้มากขึ้น เกษตรฟื้นฟูจึงไม่ได้มุ่งเพียงเพิ่มผลผลิต แต่กำลังกลายเป็นแนวทางสำคัญในการสร้าง ความมั่นคงทางอาหารและภูมิคุ้มกันให้ภาคเกษตร ท่ามกลางโลกที่สภาพอากาศสุดขั้วกำลังเกิดถี่และรุนแรงขึ้น
- พายุ “โซเดล” จ่อทวีกำลัง คาดเป็น “ซูเปอร์ไต้ฝุ่น” อีกลูก มุ่งถล่ม “โอกินาวา” สัปดาห์หน้า
- เตือนภัย “เรนบอมบ์” ฝนตกหนักแช่ในช่วงสั้นๆ “น่าน” เจอ 415 มม. ใน 24 ชม.
- GISTDA เปิดภาพจำลอง “น้ำท่วมเมืองน่าน” พื้นที่ไหนเสี่ยงบ้าง?
- น้ำล้อม “วัดภูมินทร์” น่านเฝ้าระวังน้ำท่วม หลังฝนถล่มต่อเนื่อง
- น่านระทึก! มวลน้ำทะลักกลางดึก เตือน “เวียงสา” รับน้ำเช้านี้
