“เอลนีโญ” กดฝน ทำน้ำต้นทุนเริ่มลด เขื่อนเจ้าพระยาต้องลดระบายน้ำ

Share on Line Share on Facebook Share on X
“เอลนีโญ” กดฝน  ทำน้ำต้นทุนเริ่มลด เขื่อนเจ้าพระยาต้องลดระบายน้ำ

สถานการณ์น้ำในพื้นที่ภาคกลางเริ่มน่าเป็นห่วง หลังได้รับอิทธิพลจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้น โดยระดับน้ำบริเวณเขื่อนเจ้าพระยา ตำบลบางหลวง อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท ซึ่งเป็นจุดสำคัญในการบริหารจัดการน้ำของพื้นที่ภาคกลาง ยังคงลดลงอย่างต่อเนื่องทั้งเหนือเขื่อนและท้ายเขื่อน


ล่าสุด เขื่อนเจ้าพระยาปรับลดการระบายน้ำตามแผนของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ สทนช. จากสัปดาห์ก่อนที่ 400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เหลือ 250 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลให้ระดับน้ำท้ายเขื่อนลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 6 เมตร 91 เซนติเมตร เพื่อสำรองน้ำไว้รับมือกับสถานการณ์เอลนีโญที่คาดว่าจะรุนแรงขึ้นในช่วงปลายปี


พร้อมกันนี้ มีการขอความร่วมมือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ใช้น้ำอย่างประหยัดและคุ้มค่า เนื่องจากช่วงเดือนกันยายนถึงตุลาคม มีแนวโน้มเกิดฝนทิ้งช่วง ซึ่งอาจส่งผลกระทบอย่างหนักต่อพื้นที่เกษตรนอกเขตชลประทาน

สรุปข่าว

สถานการณ์น้ำภาคกลางเริ่มส่งสัญญาณตึงตัว หลังฝนตกต่ำกว่าค่าเฉลี่ยและเอลนีโญมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น เขื่อนเจ้าพระยาต้องลดการระบายน้ำเพื่อสำรองน้ำรับมือฝนทิ้งช่วง โดยปรับลดการระบายน้ำตามแผนของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ สทนช. จากสัปดาห์ก่อนที่ 400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เหลือ 250 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่เกษตรกรบางพื้นที่ของชัยนาทเริ่มได้รับผลกระทบแล้ว และต้องเร่งปรับแผนการเพาะปลูกให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำที่มีอยู่

สถานการณ์น้ำในพื้นที่ภาคกลางเริ่มน่าเป็นห่วง หลังได้รับอิทธิพลจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้น โดยระดับน้ำบริเวณเขื่อนเจ้าพระยา ตำบลบางหลวง อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท ซึ่งเป็นจุดสำคัญในการบริหารจัดการน้ำของพื้นที่ภาคกลาง ยังคงลดลงอย่างต่อเนื่องทั้งเหนือเขื่อนและท้ายเขื่อน


ล่าสุด เขื่อนเจ้าพระยาปรับลดการระบายน้ำตามแผนของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ สทนช. จากสัปดาห์ก่อนที่ 400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เหลือ 250 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลให้ระดับน้ำท้ายเขื่อนลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 6 เมตร 91 เซนติเมตร เพื่อสำรองน้ำไว้รับมือกับสถานการณ์เอลนีโญที่คาดว่าจะรุนแรงขึ้นในช่วงปลายปี


พร้อมกันนี้ มีการขอความร่วมมือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ใช้น้ำอย่างประหยัดและคุ้มค่า เนื่องจากช่วงเดือนกันยายนถึงตุลาคม มีแนวโน้มเกิดฝนทิ้งช่วง ซึ่งอาจส่งผลกระทบอย่างหนักต่อพื้นที่เกษตรนอกเขตชลประทาน

ขณะนี้จังหวัดชัยนาทเริ่มได้รับผลกระทบจากฝนทิ้งช่วงแล้วใน 2 อำเภอ ได้แก่ หนองมะโมง และเนินขาม โดยพื้นที่การเกษตรบางส่วนต้องปล่อยทิ้งร้าง เกษตรกรจึงจำเป็นต้องวางแผนการเพาะปลูกให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำที่มีอยู่


นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ภาพรวมปริมาณฝนในปีนี้ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยประมาณ 7% ขณะที่อ่างเก็บน้ำ 496 แห่งทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำกักเก็บรวมประมาณ 60% ของความจุ และคาดว่าเมื่อสิ้นสุดฤดูฝนในวันที่ 1 พฤศจิกายน จะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 70% ซึ่งเพียงพอสำหรับสนับสนุนการทำนาปรังได้มากกว่า 9 ล้านไร่


กรมชลประทานได้สั่งการให้สำนักงานชลประทานที่ 1–17 ทำงานเชิงรุก ทั้งให้คำปรึกษาเกษตรกรและประสานด้านการตลาด เพื่อช่วยสร้างรายได้และลดความเสี่ยงจากผลกระทบด้านน้ำ

สำหรับแนวโน้มเอลนีโญที่คาดว่าจะส่งผลต่อเนื่องไปจนถึงกลางปี 2570 ได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมรับมืออย่างเต็มที่ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคกลางและภาคใต้ซึ่งมีแนวโน้มฝนตกน้อย ส่วนพื้นที่นอกเขตชลประทาน ได้เตรียมเครื่องจักร เครื่องสูบน้ำ และอุปกรณ์สำหรับขุดลอกแหล่งน้ำ เพื่อให้สามารถเข้าไปช่วยเหลือด้านน้ำอุปโภคบริโภคและการเกษตรได้อย่างรวดเร็ว


ส่วนกรณีการคัดค้านโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด จังหวัดจันทบุรี กรมชลประทานยืนยันถึงความจำเป็นของโครงการในการสร้างความมั่นคงด้านน้ำ ทั้งสำหรับการอุปโภคบริโภคและรองรับการพัฒนาโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC โดยขณะนี้อยู่ระหว่างสร้างความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ และยืนยันว่าจะเดินหน้าโครงการต่อไป


สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงความจำเป็นในการบริหารจัดการน้ำอย่างรอบคอบในช่วงที่ประเทศไทยกำลังเผชิญความผันผวนของสภาพอากาศ โดยเฉพาะความเสี่ยงจากฝนทิ้งช่วงและปริมาณน้ำต้นทุนที่อาจไม่เพียงพอต่อความต้องการในระยะยาว

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : ชูเดช สีหะวงษ์ จ.ชัยนาท