เปลี่ยนอาหารส่วนเกิน เป็น “คาร์บอนเครดิต” กลุ่มเปราะบางอิ่มท้อง สิ่งแวดล้อมได้ประโยชน์

Share on Line Share on Facebook Share on X
เปลี่ยนอาหารส่วนเกิน เป็น “คาร์บอนเครดิต” กลุ่มเปราะบางอิ่มท้อง สิ่งแวดล้อมได้ประโยชน์

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เดินหน้าขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน ผ่านโครงการ Thailand’s Food Bank ในหัวข้อ การเจาะลึกมูลค่าคาร์บอนในอาหารส่วนเกิน วาระใหญ่ที่เอเชียต้องขยับ

 

สวทช. พัฒนาแนวทางเปลี่ยนอาหารส่วนเกินที่ยังปลอดภัยและสามารถบริจาคได้ โดยเป็นไปตามมาตรฐานของแนวปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยอาหารสำหรับการบริจาคอาหาร ให้สามารถนำมาคำนวณเป็นคาร์บอนเครดิตที่ตรวจสอบได้ตามมาตรฐานสากล หลักการสำคัญคือ การคำนวณปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้จากการนำอาหารส่วนเกินไปบริจาค แทนที่จะปล่อยให้อาหารกลายเป็นขยะและถูกนำไปกำจัดหรือฝังกลบ ขณะเดียวกันต้องนำการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นระหว่างการส่งต่อมาคำนวณด้วย ทั้งการใช้ไฟฟ้าในการเก็บรักษาอาหาร การใช้น้ำมันสำหรับขนส่ง รวมถึงบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ในการส่งมอบอาหาร


สรุปข่าว

สวทช. เดินหน้าผลักดันอาหารส่วนเกินที่ยังปลอดภัยและสามารถบริจาคได้ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยการพัฒนาแนวทางคำนวณการลดก๊าซเรือนกระจกและเปลี่ยนเป็นคาร์บอนเครดิตที่ตรวจสอบได้ หวังยกระดับการจัดการอาหารส่วนเกินของไทยสู่ต้นแบบระดับเอเชีย พร้อมสร้างทั้งประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมและลดค่าครองชีพของกลุ่มเปราะบาง

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เดินหน้าขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน ผ่านโครงการ Thailand’s Food Bank ในหัวข้อ การเจาะลึกมูลค่าคาร์บอนในอาหารส่วนเกิน วาระใหญ่ที่เอเชียต้องขยับ

 

สวทช. พัฒนาแนวทางเปลี่ยนอาหารส่วนเกินที่ยังปลอดภัยและสามารถบริจาคได้ โดยเป็นไปตามมาตรฐานของแนวปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยอาหารสำหรับการบริจาคอาหาร ให้สามารถนำมาคำนวณเป็นคาร์บอนเครดิตที่ตรวจสอบได้ตามมาตรฐานสากล หลักการสำคัญคือ การคำนวณปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้จากการนำอาหารส่วนเกินไปบริจาค แทนที่จะปล่อยให้อาหารกลายเป็นขยะและถูกนำไปกำจัดหรือฝังกลบ ขณะเดียวกันต้องนำการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นระหว่างการส่งต่อมาคำนวณด้วย ทั้งการใช้ไฟฟ้าในการเก็บรักษาอาหาร การใช้น้ำมันสำหรับขนส่ง รวมถึงบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ในการส่งมอบอาหาร


แนวทางดังกล่าวจะช่วยให้สามารถคำนวณได้ว่า การนำอาหารส่วนเกินไปส่งต่อช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากน้อยเพียงใด และทำให้ภาคธุรกิจสามารถนำข้อมูลไปใช้รายงานผลด้านการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลได้อย่างโปร่งใส  (ESG)

 

นางสาวปัทมาพร ประชุมรัตน์ นักวิจัยนโยบายอาวุโส สวทช. และหัวหน้าโครงการ Thailand’s Food Bank เปิดเผยว่า โครงการนี้ดำเนินการและขยายผลมาแล้ว 3 ปี โดย สวทช. ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐหลายหน่วย และขยายการดำเนินงานไปแล้วหลายจังหวัด โดยมี 10 จังหวัดที่เห็นผลชัดเจน ขณะที่อยู่ระหว่างการพูดคุยร่วมกับอีก 19 จังหวัด เพื่อขยายผลต่อไป

 

การจัดการอาหารส่วนเกินมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะการป้องกันไม่ให้อาหารส่วนเกินกลายเป็นขยะตั้งแต่ต้นทาง เช่น อาหารที่ใกล้หมดอายุแต่ยังไม่หมดอายุ หากสามารถนำไปส่งต่อให้กับกลุ่มคนเปราะบางหรือผู้ที่มีความต้องการอาหารได้ ก็จะช่วยลดการเกิดขยะอาหาร และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการกำจัดขยะ เพราะหากอาหารส่วนเกินถูกปล่อยให้กลายเป็นขยะและเข้าสู่กระบวนการทำลาย จะทำให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณมาก 

 

สำหรับการให้ความสำคัญกับอาหารส่วนเกินและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลกให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มานานแล้ว โดยมีเครือข่ายธนาคารอาหารระดับโลกที่เข้ามาช่วยจัดการอาหารส่วนเกินและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากอาหาร ประเทศแรก ๆ ที่สามารถดำเนินการและเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม คือ เม็กซิโก ส่วนประเทศไทย แม้จะเริ่มเห็นการดำเนินงานด้านธนาคารอาหารอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร แต่ยังจำเป็นต้องขยายผลไปยังพื้นที่อื่น ๆ อีก

 

ขณะเดียวกัน การจัดการอาหารส่วนเกินไม่ได้มีเพียงประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังมีมูลค่าทางเศรษฐกิจ สามารถช่วยลดภาระค่าครองชีพได้ โดยหากคำนวณมูลค่าอาหารขั้นต่ำประมาณ 35 บาทต่อมื้อสำหรับกลุ่มเปราะบาง การนำอาหารส่วนเกินไปส่งต่อให้กลุ่มดังกล่าว จะช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้อย่างน้อยมื้อละ 35 บาท ขณะเดียวกันยังช่วยลดต้นทุนการกำจัดขยะอาหาร และในอนาคตสามารถต่อยอดไปสู่การซื้อขายคาร์บอนเครดิตได้ด้วย

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : Unsplash