
รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์ผ่านเฟสบุ๊คส่วนตัว เกี่ยวกับ “วิกฤตภูมิอากาศสองเด้ง” ซูเปอร์เอลนีโญซ้อนโลกเดือด เสี่ยงอากาศสุดขั้ว-พายุผันผวน
โดยระบุว่า ศูนย์ภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต ร่วมกับมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ยังคงติดตามสถานการณ์สภาพอากาศที่มีความแปรปรวนอย่างใกล้ชิด เพื่อเฝ้าระวังภัยพิบัติและเตรียมความพร้อมรับมือ โดยเน้นการสร้างความตระหนักรู้แก่สังคม “ไม่ตระหนก แต่ไม่ประมาท” ท่ามกลางความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรง
สรุปข่าว
รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์ผ่านเฟสบุ๊คส่วนตัว เกี่ยวกับ “วิกฤตภูมิอากาศสองเด้ง” ซูเปอร์เอลนีโญซ้อนโลกเดือด เสี่ยงอากาศสุดขั้ว-พายุผันผวน
โดยระบุว่า ศูนย์ภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต ร่วมกับมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ยังคงติดตามสถานการณ์สภาพอากาศที่มีความแปรปรวนอย่างใกล้ชิด เพื่อเฝ้าระวังภัยพิบัติและเตรียมความพร้อมรับมือ โดยเน้นการสร้างความตระหนักรู้แก่สังคม “ไม่ตระหนก แต่ไม่ประมาท” ท่ามกลางความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรง
ข้อมูลอัปเดตล่าสุดจาก JAMSTEC ระบุว่า มีความเป็นไปได้มากกว่า 90% ที่โลกจะเผชิญ Super El Niño ในช่วงปลายปีนี้ต่อเนื่องถึงต้นปีหน้า เมื่อเกิดขึ้นพร้อมกับภาวะ โลกเดือด (Global Warming) นักวิชาการจึงเรียกสถานการณ์นี้ว่า “วิกฤตภูมิอากาศสองเด้ง” ซึ่งอาจทำให้รูปแบบสภาพอากาศแปรปรวนรุนแรงและคาดการณ์ได้ยากกว่าที่เคย เนื่องจากเป็นสถานการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในลักษณะเดียวกัน
เมื่อย้อนดูสถิติการเกิดพายุหมุนเขตร้อนในมหาสมุทรแปซิฟิกช่วงที่เกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ พบว่าในปี 2526, 2540 และ 2558 ซึ่งเป็นช่วง Super El Niño จำนวนพายุสูงกว่าค่าเฉลี่ยที่ประมาณ 25 ลูก และส่วนใหญ่มีเส้นทางโค้งขึ้นไปยังประเทศในเอเชียตะวันออก เช่น ไต้หวัน จีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น โดยมีเพียง พายุลินดา ในปี 2540 ที่เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยโดยตรง
ขณะที่ในปี 2566 ซึ่งเป็น Strong El Niño มีพายุเกิดขึ้นเพียง 17 ลูก และไม่มีลูกใดเคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทย เนื่องจากมีอิทธิพลของปรากฏการณ์ Pacific Meridional Mode (PMM) ซึ่งเป็นความกดอากาศสูงเข้ามาซ้อนทับ ส่งผลให้เส้นทางพายุเปลี่ยนแปลงไป
สำหรับปี 2569 มีการประเมินว่า ในช่วงที่เหลือของฤดูกาลอาจมีพายุเกิดขึ้นอีกประมาณ 10–17 ลูก ส่งผลให้ตลอดทั้งปีอาจมีพายุรวม 21–28 ลูก ซึ่งยังอยู่ในระดับที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด แม้จะยังไม่สามารถระบุได้ว่าพายุจะเคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยหรือไม่
ศูนย์ภูมิอากาศและภัยพิบัติยังเสนอว่า ประเทศไทยควรดำเนินมาตรการรับมือภัยพิบัติแบบ Dual-Mode Operation หรือการบริหารจัดการควบคู่ทั้ง โหมดน้ำหลาก และ โหมดน้ำแล้ง โดยในช่วงฝนมากควรเร่งกักเก็บ ชะลอ และกระจายน้ำส่วนเกินเข้าสู่พื้นที่แก้มลิง เพื่อลดความเสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน ขณะที่ช่วงฝนทิ้งช่วงหรือภัยแล้ง ควรบริหารจัดการแหล่งน้ำต้นทุนขนาดเล็กให้เพียงพอต่อการอุปโภค บริโภค การเกษตร และการรักษาระบบนิเวศ
แม้ยังไม่มีข้อบ่งชี้ว่าประเทศไทยจะได้รับผลกระทบโดยตรงจากพายุในปีนี้ แต่ภายใต้สถานการณ์ “วิกฤตภูมิอากาศสองเด้ง” ทุกภาคส่วนควรติดตามข้อมูลพยากรณ์อากาศอย่างต่อเนื่อง และเตรียมพร้อมรับมือกับสภาพอากาศสุดขั้วที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา
- จับตาเส้นทางพายุเข้าไทย อุตุฯ คาดปีนี้เข้าไทย 1-2 ลูก ช่วงส.ค.-ก.ย.
- ยุโรปแล้งหนักกว่าที่คิด! วิกฤตขาดน้ำลามทั่วทวีป กระทบเกษตร-เศรษฐกิจ
- มาเลเซียเตือน “เอลนีโญ” แรง หวั่นปี 2570 ร้อนทุบสถิติ
- เกาะติดวิกฤตเอลนีโญ ปลายปีจะทวีความรุนแรง ลุ้นพายุพาดผ่าน 1-2 ลูก
- น้ำในเขื่อนทั่วไทยเหลือ 56% สทนช.ชี้ยังพอใช้ถึงสิ้นฤดูแล้ง แต่ยังจับตา 15 เขื่อนน้ำต่ำ
ที่มาข้อมูล : FB รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์
ที่มารูปภาพ : NASA
