ทั่วโลกจับตา “เอลนีโญ” รุนแรง ไทยอาจเจอฝนน้อย-ร้อนจัด-น้ำไม่พอ

Share on Line Share on Facebook Share on X

องค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (NOAA) เผยแพร่รายงานล่าสุดเกี่ยวกับภาวะเอลนีโญ–ลานีญา โดยระบุว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว และมีโอกาสเกิดสูงถึง 97-100% ตั้งแต่ช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2569 ต่อเนื่องไปจนถึงเดือนมกราคม-มีนาคม 2570 พร้อมแนวโน้มทวีความรุนแรงในช่วงปลายปีนี้

ข้อมูลจากการพยากรณ์ของ NOAA ซึ่งแสดงค่าสีฟ้าเป็นภาวะลานีญา สีแดงเป็นภาวะเอลนีโญ และสีเทาเป็นภาวะเป็นกลาง สะท้อนว่าโลกกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ภาวะเอลนีโญอย่างชัดเจน ส่งผลให้หลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย ต้องเตรียมรับมือกับสภาพอากาศที่แปรปรวน ทั้งฝนทิ้งช่วง ฝนปลายฤดูที่อาจสิ้นสุดเร็วกว่าปกติ ภัยแล้ง อุณหภูมิที่สูงขึ้น และความเสี่ยงด้านปริมาณน้ำต้นทุนสำหรับปี 2570


สรุปข่าว

หลายหน่วยงานอุตุนิยมวิทยาชั้นนำของโลกส่งสัญญาณตรงกันว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว และมีแนวโน้มทวีความรุนแรงในช่วงปลายปี 2569 โดยประเทศไทยอาจเผชิญฝนทิ้งช่วง ปริมาณน้ำต้นทุนลดลง ภัยแล้ง และคลื่นความร้อนในปี 2570 แม้ยังคงมีความเสี่ยงเกิดฝนตกหนักเฉพาะจุดและน้ำท่วมฉับพลัน

องค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (NOAA) เผยแพร่รายงานล่าสุดเกี่ยวกับภาวะเอลนีโญ–ลานีญา โดยระบุว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว และมีโอกาสเกิดสูงถึง 97-100% ตั้งแต่ช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2569 ต่อเนื่องไปจนถึงเดือนมกราคม-มีนาคม 2570 พร้อมแนวโน้มทวีความรุนแรงในช่วงปลายปีนี้

ข้อมูลจากการพยากรณ์ของ NOAA ซึ่งแสดงค่าสีฟ้าเป็นภาวะลานีญา สีแดงเป็นภาวะเอลนีโญ และสีเทาเป็นภาวะเป็นกลาง สะท้อนว่าโลกกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ภาวะเอลนีโญอย่างชัดเจน ส่งผลให้หลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย ต้องเตรียมรับมือกับสภาพอากาศที่แปรปรวน ทั้งฝนทิ้งช่วง ฝนปลายฤดูที่อาจสิ้นสุดเร็วกว่าปกติ ภัยแล้ง อุณหภูมิที่สูงขึ้น และความเสี่ยงด้านปริมาณน้ำต้นทุนสำหรับปี 2570


ด้าน รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า จากแนวโน้มดังกล่าว ในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2569 พื้นที่ตอนล่างของประเทศไทย โดยเฉพาะภาคใต้ ภาคกลางตอนล่าง ภาคตะวันออก และบางส่วนของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีแนวโน้มได้รับฝนน้อยกว่าค่าปกติ ขณะที่บางพื้นที่ของภาคเหนือและฝั่งตะวันตกของประเทศอาจยังมีฝนใกล้เคียงหรือมากกว่าค่าเฉลี่ย แต่ยังต้องเฝ้าระวังทั้งฝนทิ้งช่วงและฝนตกหนักเฉพาะพื้นที่ ซึ่งอาจก่อให้เกิดน้ำป่าไหลหลากได้

ส่วนช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม ซึ่งปกติเป็นช่วงที่ประเทศไทยมีฝนตกมากที่สุดของปี หลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคใต้ ภาคตะวันออก ภาคกลางตอนล่าง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีแนวโน้มได้รับฝนน้อยกว่าปกติ ส่งผลให้ปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำและเขื่อนสำคัญต่ำกว่าที่ควรจะเป็น กระทบต่อปริมาณน้ำสำรองสำหรับการอุปโภคบริโภค การเกษตร และการบริหารจัดการน้ำในปีถัดไป

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การมีฝนน้อยกว่าค่าปกติไม่ได้หมายความว่าจะไม่เกิดน้ำท่วม เนื่องจากภายใต้ภาวะโลกร้อน ฝนมีแนวโน้มตกหนักในช่วงเวลาสั้น ๆ มากขึ้น ทำให้ยังมีความเสี่ยงเกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมในเขตเมืองได้ แม้ปริมาณฝนรวมทั้งฤดูกาลจะต่ำกว่าค่าเฉลี่ยก็ตาม

สำหรับช่วงเดือนกุมภาพันธ์-พฤษภาคม 2570 ซึ่งเป็นฤดูร้อนของประเทศไทย คาดว่าอุณหภูมิจะสูงกว่าค่าปกติอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำเพิ่มขึ้น ขณะที่ภาคเกษตรกรรมมีความเสี่ยงจากภาวะความเครียดของพืชและปศุสัตว์ ซึ่งอาจทำให้ผลผลิตลดลง นอกจากนี้ อากาศร้อนจัดยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เด็กเล็ก ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และแรงงานกลางแจ้ง ที่มีความเสี่ยงต่อโรคลมแดดและโรคที่เกี่ยวข้องกับความร้อนมากขึ้น

แม้การพยากรณ์ระยะยาวจะยังมีความไม่แน่นอนอยู่บ้าง แต่ข้อมูลจาก NOAA และหลายหน่วยงานอุตุนิยมวิทยาระดับโลกกำลังส่งสัญญาณไปในทิศทางเดียวกันว่า ประเทศไทยอาจต้องเผชิญกับปรากฏการณ์เอลนีโญที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายปี จึงจำเป็นต้องเตรียมมาตรการบริหารจัดการน้ำ ภาคเกษตร และการรับมือผลกระทบจากสภาพอากาศแปรปรวนตั้งแต่ขณะนี้

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : TNN

avatar

TNNThailand