พายุ “ไมสัก” ถล่มจีนอ่วม เขื่อนแตก น้ำท่วม ดินถล่ม จับตาไต้ฝุ่น “บาหวี่” จ่อซ้ำ

Share on Line Share on Facebook Share on X
พายุ “ไมสัก” ถล่มจีนอ่วม เขื่อนแตก น้ำท่วม ดินถล่ม จับตาไต้ฝุ่น “บาหวี่” จ่อซ้ำ

จีนกำลังเผชิญสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติรุนแรงจากอิทธิพลของพายุไมสัก ซึ่งก่อให้เกิดฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน และดินถล่มในหลายพื้นที่ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตรวมอย่างน้อย 22 ราย สูญหายอีกหลายสิบคน ขณะที่ทางการเร่งระดมกำลังช่วยเหลือผู้ประสบภัย พร้อมเตรียมรับมือพายุไต้ฝุ่น "บาหวี่" ที่กำลังเคลื่อนตัวเข้าใกล้ชายฝั่งจีน


ภาพจากสถานีโทรทัศน์ CCTV ของจีนเผยให้เห็นกระแสน้ำโคลนจำนวนมหาศาลไหลทะลักผ่านกำแพงคอนกรีตของเขื่อนอ่างเก็บน้ำที่พังทลาย ในเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ทางตอนใต้ของประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์น้ำท่วมรุนแรงจากฝนที่ตกต่อเนื่อง


เจ้าหน้าที่กู้ภัยสวมเสื้อชูชีพใช้เรือยางออกค้นหาผู้สูญหาย ขณะที่ทางการได้จัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวรองรับประชาชนที่ต้องอพยพออกจากพื้นที่เสี่ยง


อิทธิพลของพายุไมสักทำให้หลายพื้นที่ในกว่างซีเกิดฝนตกหนักและน้ำท่วมเป็นวงกว้าง มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 6 ราย สูญหายอีก 8 คน และมีประชาชนมากกว่า 50,000 คนต้องอพยพออกจากพื้นที่ โดยทางการได้ยกระดับมาตรการรับมืออุทกภัยในนครหนานหนิง เมืองเอกของเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ขึ้นสู่ระดับสูงสุด


สรุปข่าว

จีนเผชิญภัยพิบัติซ้ำซ้อนจากอิทธิพลของพายุ “ไมสัก” หลังฝนตกหนักทำให้เขื่อนอ่างเก็บน้ำในกว่างซีพัง น้ำท่วมและดินถล่มหลายพื้นที่ มีผู้เสียชีวิตและสูญหายจำนวนมาก ขณะที่ทางการระดมกำลังช่วยเหลือผู้ประสบภัยเต็มกำลัง พร้อมจับตาพายุไต้ฝุ่น "บาหวี่" ที่กำลังมุ่งหน้าสู่ชายฝั่งตะวันออกของจีนในช่วงสุดสัปดาห์นี้

จีนกำลังเผชิญสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติรุนแรงจากอิทธิพลของพายุไมสัก ซึ่งก่อให้เกิดฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน และดินถล่มในหลายพื้นที่ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตรวมอย่างน้อย 22 ราย สูญหายอีกหลายสิบคน ขณะที่ทางการเร่งระดมกำลังช่วยเหลือผู้ประสบภัย พร้อมเตรียมรับมือพายุไต้ฝุ่น "บาหวี่" ที่กำลังเคลื่อนตัวเข้าใกล้ชายฝั่งจีน


ภาพจากสถานีโทรทัศน์ CCTV ของจีนเผยให้เห็นกระแสน้ำโคลนจำนวนมหาศาลไหลทะลักผ่านกำแพงคอนกรีตของเขื่อนอ่างเก็บน้ำที่พังทลาย ในเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ทางตอนใต้ของประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์น้ำท่วมรุนแรงจากฝนที่ตกต่อเนื่อง


เจ้าหน้าที่กู้ภัยสวมเสื้อชูชีพใช้เรือยางออกค้นหาผู้สูญหาย ขณะที่ทางการได้จัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวรองรับประชาชนที่ต้องอพยพออกจากพื้นที่เสี่ยง


อิทธิพลของพายุไมสักทำให้หลายพื้นที่ในกว่างซีเกิดฝนตกหนักและน้ำท่วมเป็นวงกว้าง มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 6 ราย สูญหายอีก 8 คน และมีประชาชนมากกว่า 50,000 คนต้องอพยพออกจากพื้นที่ โดยทางการได้ยกระดับมาตรการรับมืออุทกภัยในนครหนานหนิง เมืองเอกของเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ขึ้นสู่ระดับสูงสุด


ขณะเดียวกัน มณฑลหูเป่ย์ทางภาคกลางของจีนได้รับผลกระทบจากพายุฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอีก 11 ราย และบาดเจ็บ 331 คน สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า หลายพื้นที่ยังเกิดพายุทอร์นาโดในช่วงค่ำวันจันทร์ที่ผ่านมา


นอกจากนี้ ในมณฑลหูเป่ย์ยังมีผู้สูญหายอีก 1 คน บ้านเรือนได้รับความเสียหายราว 4,800 หลัง และมีบ้านพังถล่ม 22 หลัง เจ้าหน้าที่ยังคงเร่งให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย พร้อมประเมินความเสียหายอย่างต่อเนื่อง


ด้านประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ระบุว่า หน่วยกู้ภัยทั่วประเทศได้ "ระดมกำลังอย่างเต็มที่" เพื่อดำเนินปฏิบัติการฉุกเฉิน ช่วยเหลือผู้ประสบภัย และเตรียมพร้อมรับมือพายุลูกใหม่ที่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามา


นายหลี่ กั๋วอิง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรน้ำของจีน เปิดเผยว่า พื้นที่ชายฝั่งและภาคตะวันออกของกว่างซี รวมถึงพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของมณฑลกวางตุ้ง จะยังคงมีฝนตกหนักต่อเนื่องในวันพุธ โดยระดับน้ำที่สถานีวัดน้ำกุ้ยก่างในกว่างซี คาดว่าจะสูงกว่าระดับเตือนภัยมากกว่า 6 เมตร จากฝนที่ตกต่อเนื่องและปริมาณน้ำสะสมในลุ่มน้ำ ส่งผลให้ความปลอดภัยของอ่างเก็บน้ำและคันกั้นน้ำในพื้นที่ประสบภัยกำลังเผชิญความเสี่ยงอย่างหนัก


ขณะเดียวกัน ยังเกิดเหตุดินถล่มในมณฑลกานซู่ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 5 ราย และสูญหายอีก 12 คน โดยสำนักข่าวซินหัวไม่ได้ระบุสาเหตุของดินถล่ม ทั้งนี้ ทางการจีนได้อนุมัติงบประมาณช่วยเหลือและฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยจำนวน 30 ล้านหยวน หรือประมาณ 4.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ


ล่าสุด หน่วยงานอุตุนิยมวิทยาจีนยังคงเฝ้าติดตามพายุไต้ฝุ่น "บาหวี่" ที่กำลังเคลื่อนตัวอยู่เหนือมหาสมุทรแปซิฟิก โดยมีแนวโน้มเคลื่อนผ่านไต้หวัน ก่อนขึ้นฝั่งทางชายฝั่งตะวันออกของจีนในช่วงวันที่ 11-12 กรกฎาคมนี้ ทำให้หลายพื้นที่เตรียมยกระดับมาตรการป้องกันและรับมือฝนตกหนัก น้ำท่วม และลมกระโชกแรงที่อาจเกิดขึ้นอีกระลอก

ที่มาข้อมูล : Reuters

ที่มารูปภาพ : Reuters