
หลายประเทศในยุโรปกำลังเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรงระลอกใหม่ โดยอุณหภูมิในหลายพื้นที่พุ่งแตะระดับใกล้ 40 องศาเซลเซียส ส่งผลให้ทางการหลายประเทศออกประกาศเตือนภัยด้านสุขภาพและสภาพอากาศ ขณะที่นักวิทยาศาสตร์ชี้ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นสัญญาณที่สอดคล้องกับแนวโน้มโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้น
ในสหราชอาณาจักร ขณะนี้พบประชาชนจำนวนมากออกมาพักผ่อนตามสวนสาธารณะและสระว่ายน้ำกลางแจ้งเพื่อคลายร้อน หลังคลื่นความร้อนจากยุโรปตะวันตกแผ่ขยายข้ามช่องแคบอังกฤษขึ้นสู่พื้นที่ตอนใต้ของประเทศ
สำนักงานอุตุนิยมวิทยาของสหราชอาณาจักรคาดการณ์ว่า อุณหภูมิอาจพุ่งสูงถึง 39 องศาเซลเซียสในช่วงกลางสัปดาห์ ซึ่งอาจทำลายสถิติอุณหภูมิสูงสุดของเดือนมิถุนายนที่ 35.6 องศาเซลเซียส ซึ่งเคยบันทึกไว้ในปี 1957 และเกิดขึ้นอีกครั้งในปี 1976 โดยคลื่นความร้อนครั้งนี้คาดว่าจะกินเวลาราว 4 วัน ครอบคลุมพื้นที่ตอนใต้และตอนกลางของอังกฤษ รวมถึงบางส่วนของเวลส์
แม้อุณหภูมิที่คาดการณ์ไว้ยังไม่สูงกว่าสถิติสูงสุดตลอดกาลของอังกฤษที่ 40.3 องศาเซลเซียส ซึ่งบันทึกไว้ในเดือนกรกฎาคม ปี 2022 แต่ก็ถือเป็นเหตุการณ์ที่รุนแรงสำหรับช่วงต้นฤดูร้อน โดยเกิดขึ้นต่อเนื่องหลังจากเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งกลายเป็นเดือนพฤษภาคมที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ของประเทศ ด้วยอุณหภูมิสูงสุดแตะ 35.1 องศาเซลเซียส
สำนักงานความปลอดภัยด้านสุขภาพแห่งสหราชอาณาจักรได้ออกประกาศเตือนภัยด้านสุขภาพจากความร้อนเป็นครั้งที่สองในประวัติศาสตร์ ต่อจากปี 2022 พร้อมเตือนว่าความร้อนระดับนี้อาจเป็นอันตรายแม้ต่อผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรง และขอให้ผู้สูงอายุ รวมถึงกลุ่มเปราะบาง เพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ
สรุปข่าว
หลายประเทศในยุโรปกำลังเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรงระลอกใหม่ โดยอุณหภูมิในหลายพื้นที่พุ่งแตะระดับใกล้ 40 องศาเซลเซียส ส่งผลให้ทางการหลายประเทศออกประกาศเตือนภัยด้านสุขภาพและสภาพอากาศ ขณะที่นักวิทยาศาสตร์ชี้ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นสัญญาณที่สอดคล้องกับแนวโน้มโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้น
ในสหราชอาณาจักร ขณะนี้พบประชาชนจำนวนมากออกมาพักผ่อนตามสวนสาธารณะและสระว่ายน้ำกลางแจ้งเพื่อคลายร้อน หลังคลื่นความร้อนจากยุโรปตะวันตกแผ่ขยายข้ามช่องแคบอังกฤษขึ้นสู่พื้นที่ตอนใต้ของประเทศ
สำนักงานอุตุนิยมวิทยาของสหราชอาณาจักรคาดการณ์ว่า อุณหภูมิอาจพุ่งสูงถึง 39 องศาเซลเซียสในช่วงกลางสัปดาห์ ซึ่งอาจทำลายสถิติอุณหภูมิสูงสุดของเดือนมิถุนายนที่ 35.6 องศาเซลเซียส ซึ่งเคยบันทึกไว้ในปี 1957 และเกิดขึ้นอีกครั้งในปี 1976 โดยคลื่นความร้อนครั้งนี้คาดว่าจะกินเวลาราว 4 วัน ครอบคลุมพื้นที่ตอนใต้และตอนกลางของอังกฤษ รวมถึงบางส่วนของเวลส์
แม้อุณหภูมิที่คาดการณ์ไว้ยังไม่สูงกว่าสถิติสูงสุดตลอดกาลของอังกฤษที่ 40.3 องศาเซลเซียส ซึ่งบันทึกไว้ในเดือนกรกฎาคม ปี 2022 แต่ก็ถือเป็นเหตุการณ์ที่รุนแรงสำหรับช่วงต้นฤดูร้อน โดยเกิดขึ้นต่อเนื่องหลังจากเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งกลายเป็นเดือนพฤษภาคมที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ของประเทศ ด้วยอุณหภูมิสูงสุดแตะ 35.1 องศาเซลเซียส
สำนักงานความปลอดภัยด้านสุขภาพแห่งสหราชอาณาจักรได้ออกประกาศเตือนภัยด้านสุขภาพจากความร้อนเป็นครั้งที่สองในประวัติศาสตร์ ต่อจากปี 2022 พร้อมเตือนว่าความร้อนระดับนี้อาจเป็นอันตรายแม้ต่อผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรง และขอให้ผู้สูงอายุ รวมถึงกลุ่มเปราะบาง เพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ
ขณะที่ในฝรั่งเศส ทางการประกาศเตือนภัยสภาพอากาศระดับสีแดงในกรุงปารีสและพื้นที่โดยรอบ หลังอุณหภูมิในใจกลางเมืองแตะ 38 องศาเซลเซียส และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น 38-40 องศาเซลเซียสในวันอังคาร
โดยนักท่องเที่ยวบริเวณถนนช็องเซลีเซและจัตุรัสปลัส เดอ ลา กงกอร์ด ต่างพากันหลบแดดใต้ร่มไม้และใช้บริการน้ำพุสาธารณะเพื่อคลายร้อน ขณะที่โรงเรียนของรัฐหลายแห่งต้องยกเลิกการเรียนการสอนในช่วงบ่าย เนื่องจากสภาพอากาศร้อนเกินกว่าจะจัดกิจกรรมการเรียนการสอนได้อย่างปลอดภัย
ทางการกรุงปารีสยังได้เปิดสวนสาธารณะและสวนหย่อมตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้เป็นพื้นที่พักผ่อนในช่วงกลางคืนที่อากาศเย็นลง โดยคลื่นความร้อนครั้งนี้นับเป็นครั้งที่สองของฝรั่งเศสในปีนี้ หลังจากก่อนหน้านี้ประเทศเพิ่งเผชิญคลื่นความร้อนระลอกแรกตั้งแต่ช่วงปลายเดือนพฤษภาคม ซึ่งถือว่าเกิดเร็วกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต
ด้านอิตาลี กรุงโรมเผชิญอุณหภูมิสูงถึง 36 องศาเซลเซียส ส่งผลให้นักท่องเที่ยวบริเวณวิหารแพนธีออนต้องใช้ร่ม เสื้อผ้าป้องกันรังสีอัลตราไวโอเลต และพัดมือถือเพื่อบรรเทาความร้อน
นักอุตุนิยมวิทยาอธิบายว่า คลื่นความร้อนครั้งนี้ได้รับอิทธิพลจากมวลอากาศร้อนจากทะเลทรายซาฮาราที่เคลื่อนตัวขึ้นสู่ยุโรป โดยได้รับแรงหนุนจากระบบความกดอากาศสูงที่เรียกว่า “แอฟริกัน แอนตี้ไซโคลน” ซึ่งก่อให้เกิดปรากฏการณ์ “โดมความร้อน” หรือ Heat Dome ทำให้อากาศร้อนถูกกักเก็บไว้เหนือยุโรปตะวันตกและยุโรปกลาง ส่งผลให้อุณหภูมิสะสมเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องหลายวัน
หลังจากหลายพื้นที่มีอุณหภูมิสูงกว่า 35 องศาเซลเซียสติดต่อกัน ทางการอิตาลีได้ประกาศเตือนภัยระดับสีแดงในอย่างน้อย 8 เมืองสำคัญ รวมถึงโบโลญญา ฟลอเรนซ์ มิลาน และตูริน
ส่วนที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม อุณหภูมิในเมืองมีแนวโน้มพุ่งแตะ 37 องศาเซลเซียสในวันพุธ ผู้มาเยือนแลนด์มาร์กสำคัญอย่างอะโตเมียมต่างพกน้ำดื่มและหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงกลางวัน
ข้อมูลจากหน่วยติดตามสภาพภูมิอากาศระบุว่า ในวันจันทร์ที่ผ่านมา ยุโรปเป็นทวีปที่มีอุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ยทางประวัติศาสตร์มากที่สุด โดยอุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ยอยู่ที่ 24 องศาเซลเซียส สูงกว่าค่าเฉลี่ยช่วงปี 1961-1990 ถึง 4.1 องศาเซลเซียส ขณะที่เอเชียมีอุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ย 2 องศาเซลเซียส และอเมริกาเหนือสูงกว่าค่าเฉลี่ย 1.3 องศาเซลเซียส
ผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพภูมิอากาศเตือนว่า คลื่นความร้อนที่เกิดบ่อยขึ้น รุนแรงขึ้น และมาเร็วกว่าปกติในหลายพื้นที่ของยุโรป เป็นแนวโน้มที่สอดคล้องกับภาวะโลกร้อนจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และส่งผลให้เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วเกิดขึ้นถี่ขึ้นในอนาคต
- ฝรั่งเศสเดือดทะลุ 42 องศาฯ! โรงเรียนปิดนับพันแห่ง รับมืออุณหภูมิพุ่งทำลายสถิติ
- โลกเดือดเร็วกว่าคาด! “ดร.เสรี” ชี้ 1.5 องศาฯ มาเร็วกว่าคาด 4 ปี
- คนย้ายถิ่นไม่ใช่แค่ เพราะ “ภัยพิบัติ” แต่เพราะชีวิตไม่เหลือทางเลือก
- เมื่อรังนกกลายเป็นเตาอบ! ลูกนกกระโดดหนีตาย จากคลื่นความร้อนยุโรป
- คลื่นความร้อนถล่ม “อังกฤษ” อุณหภูมิจ่อทะลุ 40 องศาฯ เสี่ยงเผชิญมิ.ย.ร้อนสุดในประวัติศาสตร์
