ไทยเสี่ยง “เอลนีโญ” หนักสุดในรอบ 140 ปี ดร.สนธิ ชี้ สัญญาณภัยพิบัติซ้ำซ้อนเริ่มแล้ว

Share on Line Share on Facebook Share on X
ไทยเสี่ยง “เอลนีโญ” หนักสุดในรอบ 140 ปี ดร.สนธิ ชี้ สัญญาณภัยพิบัติซ้ำซ้อนเริ่มแล้ว

สถานการณ์เอลนีโญของไทยในปีนี้ ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด หลังหลายพื้นที่เผชิญอากาศร้อนจัดต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ที่บางจังหวัดอุณหภูมิพุ่งสูงถึง 44 องศาเซลเซียส โดยพื้นที่แอ่งกระทะอย่างจังหวัดลำปาง ได้รับผลกระทบหนักจากความร้อนสะสม

 

ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย ให้สัมภาษณ์กับทีมข่าว TNN โดยระบุว่า  ความร้อนที่รุนแรงขึ้น จะยิ่งกระตุ้นให้เกิดพายุฤดูร้อนที่มีความรุนแรงมากกว่าเดิม ฝนที่ตกอาจตกหนักต่อเนื่องนาน 1 ถึง 2 ชั่วโมง จนเสี่ยงเกิดน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะในช่วงหลังฝนทิ้งช่วงยาวนานหลายเดือนหลังจากนี้ 

 

นอกจากนี้ ยังพบว่าปริมาณฝนที่ตกลงมา กระจายไม่สอดคล้องกับพื้นที่กักเก็บน้ำ ทำให้หลายพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำในระยะยาว โดยเฉพาะภาคเกษตรนอกเขตชลประทาน ซึ่งอาจได้รับผลกระทบอย่างหนักตั้งแต่ช่วงเดือนกรกฎาคมเป็นต้นไป หลังไทยมีแนวโน้มเข้าสู่ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ที่อาจรุนแรงใกล้เคียงปี พ.ศ.2524 และอาจหนักที่สุดในรอบ 140 ปี

 

สรุปข่าว

ดร.สนธิ ชี้ สถานการณ์ “เอลนีโญ” ในปี 2569 ไม่ได้พาความร้อนมาเพียงอย่างเดียว แต่กำลังกลายเป็นสัญญาณเตือนภัยพิบัติซ้อน ทั้งภัยแล้ง พายุรุนแรง น้ำทะเลหนุน และแผ่นดินทรุด โดยไทยอาจเผชิญสถานการณ์หนักที่สุดในรอบกว่า 140 ปี ขณะที่กรุงเทพฯ และจังหวัดชายฝั่ง ต้องเผชิญน้ำทะเลหนุนสูงขึ้นทุกปี

สถานการณ์เอลนีโญของไทยในปีนี้ ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด หลังหลายพื้นที่เผชิญอากาศร้อนจัดต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ที่บางจังหวัดอุณหภูมิพุ่งสูงถึง 44 องศาเซลเซียส โดยพื้นที่แอ่งกระทะอย่างจังหวัดลำปาง ได้รับผลกระทบหนักจากความร้อนสะสม

 

ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย ให้สัมภาษณ์กับทีมข่าว TNN โดยระบุว่า  ความร้อนที่รุนแรงขึ้น จะยิ่งกระตุ้นให้เกิดพายุฤดูร้อนที่มีความรุนแรงมากกว่าเดิม ฝนที่ตกอาจตกหนักต่อเนื่องนาน 1 ถึง 2 ชั่วโมง จนเสี่ยงเกิดน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะในช่วงหลังฝนทิ้งช่วงยาวนานหลายเดือนหลังจากนี้ 

 

นอกจากนี้ ยังพบว่าปริมาณฝนที่ตกลงมา กระจายไม่สอดคล้องกับพื้นที่กักเก็บน้ำ ทำให้หลายพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำในระยะยาว โดยเฉพาะภาคเกษตรนอกเขตชลประทาน ซึ่งอาจได้รับผลกระทบอย่างหนักตั้งแต่ช่วงเดือนกรกฎาคมเป็นต้นไป หลังไทยมีแนวโน้มเข้าสู่ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ที่อาจรุนแรงใกล้เคียงปี พ.ศ.2524 และอาจหนักที่สุดในรอบ 140 ปี

 

ขณะเดียวกัน สิ่งที่น่ากังวลไม่แพ้ภัยแล้ง คือระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครและจังหวัดชายฝั่ง ที่กำลังเผชิญทั้งน้ำทะเลหนุนและปัญหาแผ่นดินทรุด

 

นักวิชาการระบุว่า พื้นที่ชายฝั่งของไทยทรุดตัวลงเฉลี่ยประมาณ 2 เซนติเมตรต่อปี ขณะที่ระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 3 ถึง 5 มิลลิเมตรต่อปี ส่งผลให้หลายพื้นที่เสี่ยงถูกกัดเซาะชายฝั่งมากขึ้น โดยเฉพาะเขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร ที่เริ่มเห็นผลกระทบชัดเจน

 

หนึ่งในตัวอย่างคือพื้นที่ถนนพระราม 2 ที่เกิดน้ำท่วมจากน้ำทะเลหนุนบ่อยครั้ง รวมถึงปัญหาถนนทรุดและแตกร้าว ซึ่งเกี่ยวข้องกับการกัดเซาะของน้ำทะเลที่รุกล้ำเข้ามา


นักวิชาการมองว่า นี่คือ “ภัยเงียบ” ที่อาจส่งผลต่อทั้งโครงสร้างพื้นฐาน เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว หากไม่มีมาตรการรับมืออย่างจริงจัง ทั้งการบริหารจัดการน้ำ การป้องกันชายฝั่ง และการปรับตัวต่อสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงรุนแรงขึ้นทุกปี

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : Envato