
สรุปข่าว
วันนี้ ( 14 ก.ค. 64 )ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กระบุว่า แขนขาอัมพาตเฉียบพลันและกล้ามเนื้อใบหน้าอัมพาตพร้อมชา : รายงานผลข้างเคียงของแอสตร้าเซนเนก้า ความเสี่ยงต่ำแต่เป็นอีกกลุ่มอาการทีต้องเฝ้าระวัง และ วัคซีน จอห์นสัน ซึ่งเป็นเทคนิคคล้ายกันกับแอสตร้าเซนเนก้า ก็ทำให้เกิดกลุ่มอาการแขนขาอ่อนแรงเช่นเดียวกัน บทความนี้ ไม่น่ากลัว โอกาสน้อย รักษาได้
รายงานจากกลุ่มแอสตร้าเซนเนก้า กลุ่มอาการดังกล่าวเป็นที่รู้จักกันดีว่าเกิดจากการอักเสบของเส้นประสาทที่คุมกล้ามเนื้อแขนขาใบหน้า และการรับความรู้สึก (Guillain Barre syndrome) เกิดตามหลังการติดเชื้อหรือวัคซีนโดยที่ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันวิปริต เข้าใจว่าเส้นประสาทเป็นเชื้อโรคและทำให้เกิดการอักเสบ รายงานสองฉบับนี้ตีพิมพ์ในวารสาร Annals of Neurology จาก อินเดีย และอังกฤษ
รายงานจากอินเดียมีผู้ป่วยเจ็ดรายที่มีอาการหลังฉีดเข็มแรก ภายใน 14 วันโดยหกในเจ็ดรายนั้นนอกจากแขนขาอ่อนแรงอัมพาตยังหายใจไม่ได้ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ สี่ในเจ็ดรายมีเส้นประสาทที่ควบคุมการเคลื่อนไหวลูกตาผิดปกติและการรับความรู้สึกที่ใบหน้าผิดปกติในประชากร 1.6 ล้านคนที่ฉีดวัคซีนจะมีกลุ่มอาการดังกล่าวเกิดขึ้นตามปกติ 0.58 ถึงสี่รายในทุกสี่สัปดาห์ แต่ตัวเลข 7 รายดังกล่าว จะเท่ากับเพิ่มขึ้น 1.4 ถึง 10 เท่า แต่อย่างไรก็ตามความเสี่ยงยังถือว่าต่ำ = 5.8 ต่อล้านคนที่ได้วัคซีน
รายงานจากอังกฤษเป็นผู้ป่วยสี่รายเกิดอาการ 11 ถึง 22 วันหลังได้รับวัคซีนเข็มแรกโดยทั้งหมดมีกล้ามเนื้อใบหน้าอ่อนแรงทั้งสองข้างและชา โดยแขนขากำลังการเคลื่อนไหวอย่างเป็นปกติและการควบคุมการเคลื่อนไหวลูกตายังปกติการรักษายังเป็นไปตามแบบแผนเดิมของกลุ่มอาการโรค GBS ที่เราปฏิบัติกันมา
- กรมวิทย์ฯ คาดโควิดสายพันธุ์ NB.1.8.1 กลายเป็นสายพันธุ์หลักที่ระบาดในประเทศไทยและทั่วโลก
- หมอ ยกเคสผู้สูงอายุติดโควิด-19 ตามคาดหลังสงกรานต์ผู้ป่วยเพิ่มขึ้น!
- หมอมนูญ ยกเคสผู้ป่วย ไวรัสโคโรนา 229E ทำปอดอักเสบ-หอบหืดกำเริบ
- สธ.เผย ไวรัสโคโรนาตัวใหม่ที่จีน ยังไม่มีติดต่อสู่คน
- ไม่ต้องวิตก! รัฐบาลย้ำข่าวไวรัสโคโรนาตัวใหม่เป็นข้อมูลวิจัยในแล็บ ยังไม่มีติดสู่คน
- จีนพบเชื้อ "ไวรัสตัวใหม่" จากค้างคาว ติดสู่คนได้เหมือนโควิด-19
- ข่าวปลอม! แนะผู้ฉีดวัคซีนโควิดให้ตรวจวัดระดับ Homocysteine ในเลือด
ที่มาข้อมูล : -
TNNThailand