ถอดบทเรียนโควิด-19 ทำไมสหรัฐฯกลายเป็นศูนย์กลางการระบาด

ถอดบทเรียนโควิด-19 ทำไมสหรัฐฯกลายเป็นศูนย์กลางการระบาด

สรุปข่าว

สหรัฐฯ กลายเป็นศูนย์กลางการระบาดของโรคโควิด-19 ไปแล้ว เราจะมาถอดบทเรียนกันว่าสหรัฐฯพลาดตรงไหนในการรับมือไวรัสในครั้งนี้ เหตุผลประการแรก คือ 


1. การขาดแคลนเวชภัณฑ์ปัญหาเดียวกับที่ทุกประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญ


บุคลากรทางการแพทย์และโรงพยาบาลทั่วสหรัฐฯ โดยเฉพาะในพื้นที่ระบาดหนัก ไม่มีอุปกรณ์ป้องกันตนเองและอุปกรณ์รักษาที่เพียงพอ ไม่ว่าจะเป็นหน้ากากอนามัย ถุงมือ เสื้อคลุม และเครื่องช่วยหายใจ หลายคนต้องนำอุปกรณ์ป้องกันตนเองมาทำความสะอาดแล้วใช้ซ้ำ ในขณะที่เครื่องช่วยหายใจก็มีไม่เพียงพอ


ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญมองว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ล้มเหลวในการเตรียมสต๊อกเวชภัณฑ์จำเป็นในการรับมือโรคระบาด และขยับตัวช้าเกินไป ทำให้เสียเวลาไปหลายสัปดาห์ในช่วงแรก แทนที่ในตอนนั้น ควรเร่งเพิ่มกำลังการผลิตอุปกรณ์ป้องกันตนเองสำหรับบุคลาการทางการแพทย์ไปแล้ว

 

2. การตรวจหาเชื้อล่าช้า


การเร่งตรวจหาเชื้อในช่วงแรกของการระบาดแบบเกาหลีใต้และสิงคโปร์นั้น เป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยควบคุมการระบาดได้ แต่รัฐบาลสหรัฐฯไม่ได้ทำเช่นนั้นแต่แรก 


เมื่อไม่มีข้อมูลของผู้ติดเชื้อ ก็ทำให้ไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจุด hotspot ที่ต่อไปจะเกิดขึ้นที่ใด ยากต่อการรับมือ แต่หากพบผู้ติดเชื้อเร็ว ก็จะทำให้สามารถมีแยกกักกันผู้ติดเชื้อออกมา ก่อนที่จะแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นไปมากกว่านี้


นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุวันอาทิตย์ที่ผ่านมาว่า มีการตรวจหาเชื้อไปแล้วมากกว่า 1.6 ล้านครั้ง ซึ่งถือว่ายังไม่มาก เมื่อเทียบกับจำนวยประชากรของสหรัฐฯที่มีราว 329 ล้านคน


3. มาตรการรักษาระยะห่างทางสังคมล้มเหลว


แม้เกิดการระบาดของโควิด-19 แล้ว เรายังได้เห็นภาพของบรรดาวัยรุ่นพากันไปพักผ่อนปาร์ตี้กันสนุกสนามตามชายหาดของรัฐฟลอริดา ส่วนที่มหานครนิวยอร์ก ผู้คนก็ยังโดยสารรถไฟใต้แดนกันแน่นขนัด รวมถึงที่หลุยส์เซียน่า บาทหลวงคนหนึ่งยังคงจัดการชุมนุมที่โบสถ์และมีคนเข้าร่วมหลายพันคน


ทั้งหมดนี้ แสดงให้เห็นว่าชาวอเมริกันจำนวนหนึ่งยังเพิกเฉยต่อคำเตือนของเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เรื่องรักษาระยะห่างทางสังคม ในขณะที่ทางการท้องถิ่นบางแห่งก็ไม่ยอมที่จะสั่งปิดธุรกิจท้องถิ่นและสั่งให้ประชาชนอยู่ในบ้านอย่างจริงจัง

 


4. การสื่อสารที่สับสนของผู้นำ 


นายทรัมป์กำลังเผชิญเสียงวิจารณ์เรื่องการรับมือกับโควิด-19 การแถลงหลายครั้งของเขาที่ผ่านมา ทำให้สาธารณชนสับสน และบางครั้งมักให้ข้อมูลผิดๆ เกี่ยวกับการตรวจหาเชื้อ การจัดหาเครื่องช่วยหายใจ รวมไปถึงไทม์ไลน์ของการระบาด นอกจากนี้ยังมักแสดงความเห็นที่ขัดแย้งกับผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์ในทำเนียบขาวเองด้วย


เช่น เมื่อวันอังคารที่แล้ว นาย ทรัมป์ แถลงว่า เขาอยากให้ชาวอเมริกันทุกคนเตรียมพร้อมรับมือวันที่ยากลำบากที่กำลังจะเกิดขึ้น หลังที่ปรึกษาด้านสาธารณสุขของเขาคาดการณ์ว่าจะมีชาวอเมริกันเสียชีวิตอย่างน้อย 100,000 คนจากการติดเชื้อโควิด 19 


แต่ก่อนหน้านั้นไม่กี่วัน ทรัมป์เพิ่งแถลงว่า เขาต้องการให้สหรัฐฯกลับมา ทำธุรกิจได้อีกครั้งภายในช่วงเทศกาลอีสเตอร์ กลางเดือนเมษายน 


และในช่วงเดือนมกราคม และกุมภาพันธ์ ที่โควิด 19 กำลังระบาดที่จีนและอิตาลี แต่นายทรัมป์แถลงว่า เขาไม่คิดว่าโรคนี้จะเป็นภัยคุกคามคนอเมริกัน และสหรัฐฯยังควบคุมสถานการณ์ได้ โรคนี้จะหายวับไปในช่วงฤดูร้อนราวกับปาฏิหาริย์


นักวิเคราะห์มองว่า การสื่อสารที่ไม่ต่อเนื่องของผู้นำเป็นปัญหาใหญ่ มีการสื่อสารด้วยข้อความหรือถ้อยคำที่ไม่จำเป็น ขัดกับข้อมูลทางทางวิทยาศาสตร์ และแสดงให้เห็นว่า มีความกังวลทางการเมืองมากกว่า (สหรัฐฯกำลังจะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปลายปีนี้)


นอกจากนี้ นายทรัมป์ยังมีปัญหากับผู้ว่าการรัฐจากพรรคเดโมแครตหลายคน เช่น วิจารณ์นายแอนดรูว์ คูโอโม ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก และดูหมิ่นนาย เกรคเชน วิทเมอร์ ผู้ว่าการรัฐมิชิแกน ผ่านทางทวิตเตอร์ด้วย 


อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯยังมีจุดแข็งที่อาจช่วยแก้วิกฤตนี้ได้เช่นกัน คือ

 

1. งบประมาณมหาศาล


เมื่อสัปดาห์ก่อน สภาคองเกรสของสหรัฐฯได้อนุมัติร่างงบประมาณบรรเทาทุกข์มูลค่าถึงสองล้านล้านดอลลาร์ เพื่อแจกเงินสดให้ชาวอเมริกัน ช่วยเหลือผู้ว่างงาน รัฐบาลท้องถิ่น หน่วยงานสาธารณสุขและการบริการสาธารณะอื่นๆ รวมถึงช่วยเหลืออุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบหนักและให้เงินกู้ธุรกิจเอสเอ็มอี เพื่อป้องกันการเลิกจ้าง


นอกจากนี้ นายทรัมป์และนางแนนซี่ เปโลซี่ ประธานสภาฯจากพรรคเดโมแครต ซึ่งเป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาตลอด ยังได้หารือกันเรื่องร่างกฎหมายช่วยเหลือฉบับต่อไป เกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐาน และการเพิ่มสิทธิประโยชน์แก่เจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุข ซึ่งเป็นความร่วมมือแบบไม่แบกฝักแบ่งฝ่ายของพรรคการเมือง



2.ศักยภาพในการวิจัย


วิกฤตโรคระบาดครั้งนี้จะทำให้เราได้เห็นศักยภาพของการวิจัยและการพัฒนาเวชภัณฑ์ของสหรัฐฯ ซึ่งตอนนี้บรรดาผู้ผลิตยาและผู้วิจัยคิดค้นยาทั่วสหรัฐฯ กำลังเร่งหาทางเอาชนะไวรัสโควิด 19 อยู่ ไม่ว่าจะเป็น การพัฒนาชุดทดสอบที่ตรวจหาเชื้อได้เร็วกว่าเดิม การพัฒนาวัคซีน และยารักษา แต่แน่นอนว่า ยังคงต้องใช้เวลาในการพัฒนาอีกหลายเดือน


นายแอนโทนี่ เฟาซี ผู้อำนวยการสถาบันโรคติดเชื้อและภูแพ้แห่งชาติสหรัฐฯ คาดการณ์ว่า อาจต้องใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งปี กว่าวัคซีนจะนำมาใช้ได้ ซึ่งเป้าหมายหลักของสหรัฐฯตอนนี้ คือการต้องจำกัดจำนวนผู้เสียชีวิตให้น้อยที่สุด จนกว่าวันนั้นจะมาถึง


3. การบริหารจัดการระดับรัฐ


สหรัฐฯมีรัฐบาลกลาง และรัฐบาลระดับรัฐ ซึ่งมีทั้งข้อดีและข้อเสีย แง่ดีคือ ผู้นำระดับรัฐสามารถตัดสินใจนโยบายต่างๆของรัฐตนเองได้เลย เราจึงได้เห็นแต่ละรัฐใช้วิธีการรับมือที่แตกต่างกันไป ซึ่งนั่นอาจทำให้เห็นว่า วิธีไหนน่าจะได้ผลมากที่สุด 


แต่ข้อเสียก็คือ ผู้ว่าการรัฐบางรัฐอาจมีมาตรการที่ดี สามารถชะลออัตราผู้ติดเชื้อได้ แต่บางรัฐ อาจเลือกใช้มาตรการที่ไม่ได้ผล นำไปสู่จำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มมากขึ้น

 

เช่น ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย และรัฐวอชิงตัน ได้บังคับใช้มาตรการเชิงรุกก่อนรัฐอื่น ไม่ว่าจะเป็นการสั่งปิดโรงเรียน และออกคำสั่งให้ประชาชนอยู่ในบ้าน ทำให้สามารถชะลอการแพร่ระบาดในรัฐได้ รวมถึงผู้ว่าการรัฐโอไฮโอ ก็ได้รับคำชมเช่นกัน ที่ใช้มาตรการเข้มตั้งแต่แรก ซึ่งในตอนนั้นเขาถูกมองว่าตื่นตระหนกเกินไป


เกาะติดข่าวที่นี่ 

website: www.TNNThailand.com  

facebook : TNNThailand 

twitter : @TNNThailand 

Line : @TNNThailand 

Youtube Official : TNNThailand


ที่มาข้อมูล : -

ที่มารูปภาพ :

avatar

TNNThailand

แท็กบทความ