สรุปเสวนา AI ของ 3 เจ้าพ่อเทคโนโลยี NVIDEA-SpaceX-Anthropic

Share on Line Share on Facebook Share on X
สรุปเสวนา AI ของ 3 เจ้าพ่อเทคโนโลยี NVIDEA-SpaceX-Anthropic

อนาคตของ AI จะเป็นอย่างไร ไปฟังจากปากของตัวจริงในวงการ อย่างเจนเซน หวง ซีอีโอ NVIDIA, อีลอน มัสก์ ซีอีโอ Tesla และ SpaceX และ ทอม บราวน์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Anthropic เจ้าของ Claude บนเวทีเสวนาที่ดำเนินรายการโดยเกวิน เบเกอร์ โดยมีประเด็นหลักในการเสวนาคือ อนาคตของ Super Intelligence (SI) และบทบาทของเทคโนโลยีนี้ต่อความเป็นผู้นำของสหรัฐฯ ทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และวิทยาศาสตร์


Super Intelligence นวัตกรรมแห่งอนาคต


การเสวนาครั้งนี้เปิดด้วยประเด็นเทคโนโลยีที่กำหนดความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงแห่งชาติ และความเป็นผู้นำทางวิทยาศาสตร์ของสหรัฐฯ พร้อมทั้งตั้งคำถามว่า สหรัฐฯ จะเป็นผู้นำในอนาคตของปัญญาประดิษฐ์หรือไม่ 


เกวิน เบเกอร์ มองว่า สหรัฐฯ เป็นผู้นำการปฏิวัติทางเทคโนโลยีที่สำคัญมาโดยตลอด ตั้งแต่สองพี่น้องตระกูลไรต์ ซึ่งอีลอน มัสก์ และเจนเซน หวง มักถูกเปรียบเปรยว่า เหมือนสองพี่น้องตระกูลไรต์ ต่อมาเรื่องการลงจอดบนดวงจันทร์ สหรัฐฯ ก็เป็นผู้นำในด้านนี้ ไปจนถึงอินเทอร์เน็ต และปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูงหรือ Super Intelligence


เจนเซน หวง อธิบายว่า Artificial Super Intelligence หรือ Super Intelligence คือการประดิษฐ์โครงสร้างระบบประมวลผลขึ้นมาใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่การออกแบบชิปประมวลผล วิธีการทำงาน ซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการฝึกฝน ไปจนถึงประสิทธิภาพและการทำงานของแอปพลิเคชัน การประมวลผลรูปแบบใหม่นี้เป็นการประมวลผลเชิงสร้างสรรค์หรือ Generative ซึ่งต่างจากการดึงข้อมูลในอดีต จึงจำเป็นต้องใช้พลังงานมหาศาลเป็นลำดับแรกเพื่อขับเคลื่อนการประมวลผล อัลกอริทึม และแอปพลิเคชัน 


พลังงาน กุญแจสำคัญของ AI


เจนเซน หวง ย้ำว่า แม้สหรัฐฯ จะมีความเป็นเลิศระดับโลก ด้านการออกแบบชิปและการพัฒนาอัลกอริทึม แต่ต้องตื่นตัวเรื่องการจัดหาและการส่งมอบพลังงาน พร้อมทั้งกล่าวยกย่องวิสัยทัศน์ที่สนับสนุนด้านพลังงานของประธานาธิบดีทรัมป์ว่า มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ เนื่องจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วของศูนย์ข้อมูลเข้าไปในชุมชนต่าง ๆ ผู้ประกอบการจึงต้องร่วมมือกับชุมชนเพื่อให้พวกเขามีส่วนร่วมในความมั่งคั่งของการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งนี้ 


ถ้าสหรัฐฯ อยากเป็นผู้ชนะ สหรัฐฯ ต้องสร้างชิปที่ดีที่สุด มีพลังงานมหาศาล พัฒนาอัลกอริทึมที่ยอดเยี่ยม และกระจายเทคโนโลยีไปยังอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น การผลิต การแพทย์ และการสำรวจอวกาศ


ในประเด็นนี้ อีลอน มัสก์ พูดเสริมว่า ปัจจัยสำคัญที่สุดในการรักษาชัยชนะคือการขยายกำลังการผลิตพลังงานและการผลิตชิป 


เขาตั้งข้อสังเกตว่า สหรัฐฯ เป็นผู้นำด้านซอฟต์แวร์และเทคโนโลยีดิจิทัล แต่ในระยะยาวจำเป็นต้องผลิตพลังงานให้เพียงพอเพื่อแข่งขันกับจีน ซึ่งมีกำลังการผลิตไฟฟ้ามากกว่าสหรัฐฯ ถึงประมาณสามเท่า 


ความท้าทายหลักในระยะยาวคือการผลิตพลังงานให้เพียงพอ และการรับประกันกำลังการผลิตชิปประมวลผลและหน่วยความจำในสหรัฐฯ หรือในภูมิภาคที่ปลอดภัย

สรุปข่าว

การเสวนา AI ของ เจนเซน หวง (NVIDIA), อีลอน มัสก์ (Tesla/SpaceX) และทอม บราวน์ (Anthropic) เน้นประเด็นอนาคตของ Super Intelligence (SI) และบทบาทต่อความเป็นผู้นำของสหรัฐฯ ด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และวิทยาศาสตร์ โดยชี้ว่า SI คือระบบประมวลผลเชิงสร้างสรรค์แบบใหม่ที่ต้องการพลังงานมหาศาล ปัจจัยสำคัญในการรักษาความเป็นผู้นำคือการผลิตชิปที่ดีที่สุด พลังงานที่เพียงพอ และอัลกอริทึมที่ยอดเยี่ยม มัสก์เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานและชิป โดย SpaceX มีแผนนำพลังงานจากอวกาศผ่านระบบ Orbital Compute ซึ่งจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล เจนเซน หวง เปรียบศูนย์ข้อมูลเป็น "โรงงาน SI" ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและงานนับล้านตำแหน่ง ฟื้นฟูภาคอุตสาหกรรมสหรัฐฯ ในด้านความปลอดภัย AI เขาเน้นการพัฒนาอย่างรับผิดชอบ ปลอดภัย ด้วยระบบกักกันและเฝ้าระวัง เช่น Open Shell และ BlueField พร้อมเผยมีการลงนามในข้อตกลงร่วมว่าด้วยความปลอดภัยของ SI ที่ทำเนียบขาว นอกจากนี้ มัสก์กล่าวถึงความสำเร็จของ Starship ที่จะใช้ขนส่งระบบประมวลผล AI สู่วงโคจร ส่วนทอม บราวน์ ได้เปิดตัวโมเดล Opus 5.5 ที่เพิ่มความสามารถในการทำงานซับซ้อนของ AI ประโยชน์ของ AI ครอบคลุมการค้นพบยา การศึกษา การจัดระเบียบชีวิต และการวินิจฉัยทางการแพทย์ที่แม่นยำ

อนาคตของ AI จะเป็นอย่างไร ไปฟังจากปากของตัวจริงในวงการ อย่างเจนเซน หวง ซีอีโอ NVIDIA, อีลอน มัสก์ ซีอีโอ Tesla และ SpaceX และ ทอม บราวน์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Anthropic เจ้าของ Claude บนเวทีเสวนาที่ดำเนินรายการโดยเกวิน เบเกอร์ โดยมีประเด็นหลักในการเสวนาคือ อนาคตของ Super Intelligence (SI) และบทบาทของเทคโนโลยีนี้ต่อความเป็นผู้นำของสหรัฐฯ ทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และวิทยาศาสตร์


Super Intelligence นวัตกรรมแห่งอนาคต


การเสวนาครั้งนี้เปิดด้วยประเด็นเทคโนโลยีที่กำหนดความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงแห่งชาติ และความเป็นผู้นำทางวิทยาศาสตร์ของสหรัฐฯ พร้อมทั้งตั้งคำถามว่า สหรัฐฯ จะเป็นผู้นำในอนาคตของปัญญาประดิษฐ์หรือไม่ 


เกวิน เบเกอร์ มองว่า สหรัฐฯ เป็นผู้นำการปฏิวัติทางเทคโนโลยีที่สำคัญมาโดยตลอด ตั้งแต่สองพี่น้องตระกูลไรต์ ซึ่งอีลอน มัสก์ และเจนเซน หวง มักถูกเปรียบเปรยว่า เหมือนสองพี่น้องตระกูลไรต์ ต่อมาเรื่องการลงจอดบนดวงจันทร์ สหรัฐฯ ก็เป็นผู้นำในด้านนี้ ไปจนถึงอินเทอร์เน็ต และปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูงหรือ Super Intelligence


เจนเซน หวง อธิบายว่า Artificial Super Intelligence หรือ Super Intelligence คือการประดิษฐ์โครงสร้างระบบประมวลผลขึ้นมาใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่การออกแบบชิปประมวลผล วิธีการทำงาน ซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการฝึกฝน ไปจนถึงประสิทธิภาพและการทำงานของแอปพลิเคชัน การประมวลผลรูปแบบใหม่นี้เป็นการประมวลผลเชิงสร้างสรรค์หรือ Generative ซึ่งต่างจากการดึงข้อมูลในอดีต จึงจำเป็นต้องใช้พลังงานมหาศาลเป็นลำดับแรกเพื่อขับเคลื่อนการประมวลผล อัลกอริทึม และแอปพลิเคชัน 


พลังงาน กุญแจสำคัญของ AI


เจนเซน หวง ย้ำว่า แม้สหรัฐฯ จะมีความเป็นเลิศระดับโลก ด้านการออกแบบชิปและการพัฒนาอัลกอริทึม แต่ต้องตื่นตัวเรื่องการจัดหาและการส่งมอบพลังงาน พร้อมทั้งกล่าวยกย่องวิสัยทัศน์ที่สนับสนุนด้านพลังงานของประธานาธิบดีทรัมป์ว่า มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ เนื่องจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วของศูนย์ข้อมูลเข้าไปในชุมชนต่าง ๆ ผู้ประกอบการจึงต้องร่วมมือกับชุมชนเพื่อให้พวกเขามีส่วนร่วมในความมั่งคั่งของการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งนี้ 


ถ้าสหรัฐฯ อยากเป็นผู้ชนะ สหรัฐฯ ต้องสร้างชิปที่ดีที่สุด มีพลังงานมหาศาล พัฒนาอัลกอริทึมที่ยอดเยี่ยม และกระจายเทคโนโลยีไปยังอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น การผลิต การแพทย์ และการสำรวจอวกาศ


ในประเด็นนี้ อีลอน มัสก์ พูดเสริมว่า ปัจจัยสำคัญที่สุดในการรักษาชัยชนะคือการขยายกำลังการผลิตพลังงานและการผลิตชิป 


เขาตั้งข้อสังเกตว่า สหรัฐฯ เป็นผู้นำด้านซอฟต์แวร์และเทคโนโลยีดิจิทัล แต่ในระยะยาวจำเป็นต้องผลิตพลังงานให้เพียงพอเพื่อแข่งขันกับจีน ซึ่งมีกำลังการผลิตไฟฟ้ามากกว่าสหรัฐฯ ถึงประมาณสามเท่า 


ความท้าทายหลักในระยะยาวคือการผลิตพลังงานให้เพียงพอ และการรับประกันกำลังการผลิตชิปประมวลผลและหน่วยความจำในสหรัฐฯ หรือในภูมิภาคที่ปลอดภัย

มุ่งผลิตพลังงานจากอวกาศ


ผู้ดำเนินการเสวนาได้กล่าวถึงแผนของ SpaceX ในการนำพลังงาน 10 กิกะวัตต์เข้าสู่ระบบ ซึ่งคิดเป็นประมาณ 25% ของพลังงานใหม่ทั้งหมดในสหรัฐฯ โดยใช้ทีมวิศวกรจรวดมาช่วยพัฒนาเทอร์ไบน์ 


เขาอธิบายว่าการใช้พลังงานของสหรัฐฯ โดยเฉลี่ย อยู่ที่ประมาณ 500 กิกะวัตต์ ดังนั้นพลังงานที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 5 กิกะวัตต์จะคิดเป็น 1% ของพลังงานที่ใช้ และจะส่งผลให้ GDP เพิ่มขึ้นประมาณ 1% ทั้งนี้เนื่องจากมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการผลิต ทั้งในระดับฮาร์ดแวร์ GPU ของ Nvidia และในระดับอัลกอริทึม


หมายความว่า พลังงานทุก ๆ 1 กิกะวัตต์สามารถสร้างผลผลิตทางเศรษฐกิจได้ประมาณ 40,000 ถึง 50,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี SpaceX กำลังมองหาการเข้าถึงพลังงานในระยะยาวในอวกาศผ่านระบบประมวลผลในวงโคจรหรือ Orbital Compute เพื่อเข้าถึงพลังงานที่มากกว่าบนพื้นดิน


Google และบริษัทอื่น ๆ ก็กำลังสำรวจการประมวลผลในอวกาศเช่นกัน โดยได้ส่งหรือกำลังจะส่งชิป TPU และเคยมีการส่งชิป H100 ขึ้นสู่วงโคจรมาแล้ว SpaceX ร่วมมือกับ Tesla ตั้งเป้าผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ให้ได้ 200 กิกะวัตต์ต่อปี ซึ่งการนำไปไว้ในอวกาศจะได้รับพลังงานเต็มประสิทธิภาพตลอดเวลาโดยไม่ต้องพึ่งพาแบตเตอรี่ขนาดใหญ่บนพื้นดิน 


มัสก์ชี้ว่าเมื่อเทียบกับผลตอบแทนทางเศรษฐกิจอันมหาศาลของระบบประมวลผล ค่าใช้จ่ายในการปล่อยจรวดจึงถือว่าคุ้มค่าอย่างยิ่ง


กระจายพลังงาน ฟื้นฟูอุตสาหกรรมสหรัฐฯ


ผู้ดำเนินการเสวนาได้สอบถามเจนเซน หวง ถึงรายละเอียดว่า การนำพลังงานไปยังเมืองต่าง ๆ ช่วยฟื้นฟูอุตสาหกรรมในสหรัฐฯ และส่งผลดีต่อประชาชนทั่วไปอย่างไร 


เจนเซน หวง อธิบายว่า ศูนย์ข้อมูลในปัจจุบันไม่ใช่แค่สถานที่เก็บข้อมูล แต่คือโรงงาน Super Intelligence หรือ SI Factories ที่ผลิตสิ่งที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ โรงงาน SI เหล่านี้ประกอบด้วยระบบสร้างพลังงาน ระบบเครือข่าย ระบบประมวลผล และระบบความเย็น ซึ่งช่วยให้ผู้คนในอนาคตสามารถรับรู้และทำทุกสิ่งได้จากทุกแห่ง


การสร้างโครงสร้างพื้นฐาน SI Factories ขนาด 10 ถึง 20 กิกะวัตต์ต่อปีทั่วสหรัฐฯ จะสร้างงานราวหนึ่งล้านตำแหน่งในงานก่อสร้าง โรงไฟฟ้า ระบบความเย็น และงานช่างท่อ นี่ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 50 ปีที่สหรัฐฯ กำลังฟื้นฟูภาคอุตสาหกรรมครั้งใหญ่และสร้างงานระดับแรงงานฝีมือควบคู่ไปกับงานสำนักงาน 

มัสก์ยกตัวอย่างว่า โครงการ Colossus ได้สร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนแรงงาน เนื่องจากมีตำแหน่งงานมากกว่าจำนวนคนที่สมัคร และช่วยเพิ่มงบประมาณภาษีของท้องถิ่นขึ้นเป็นเท่าตัว

บริษัทยักษ์ใหญ่ช่วยเหลือท้องถิ่น


นอกจากนี้ SpaceX และ Tesla ยังสนับสนุนชุมชนด้วยการให้บริการ Starlink ในราคาที่ถูกลงครึ่งหนึ่ง และสร้างโรงงานรีไซเคิลน้ำมูลค่า 250 ล้านดอลลาร์ 


เจนเซน หวง ชี้ว่า กลไกตลาดในปัจจุบันกำลังสนับสนุนการลงทุนในพลังงานยั่งยืนทุกรูปแบบ ทั้งพลังงานนิวเคลียร์ฟิวชัน ฟิสชัน เตาปฏิกรณ์ขนาดเล็ก SMR และระบบกักเก็บพลังงานผ่านแบตเตอรี่โดยไม่ต้องพึ่งพาเงินอุดหนุนจากรัฐบาล 


ผู้ดำเนินการเสวนาถึงกับต้องแสดงความขอบคุณทั้งสองคนที่ร่วมกันสร้างความมั่งคั่งให้ชาวอเมริกันมากกว่า 5 ล้านล้านดอลลาร์ผ่านกองทุน 401(k) และสร้างงานจำนวนมาก พร้อมกล่าวชมการปล่อยจรวด Starship สู่ชั้นบรรยากาศ


ความปลอดภัยของ AI


ต่อมาเจนเซน หวง ได้พูดคุยเกี่ยวกับความปลอดภัยของ AI เขาอธิบายว่าการขับเคลื่อน SI ต้องดำเนินไปอย่างรับผิดชอบ ปลอดภัย และมองโลกในแง่ดี


กระบวนการฝึกฝนโมเดลเป็นสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย แต่การประเมินและการทดสอบเอเจนต์จะต้องมีระบบกักกันที่แน่นหนา การทดสอบจำเป็นต้องมีการเฝ้าระวังแบบเรียลไทม์โดยใช้ชิปประมวลผลแยกต่างหากที่อยู่นอกสภาพแวดล้อมหรืออยู่นอก Sandbox ของเอเจนต์ เมื่อนำไปใช้งานจริง เอเจนต์จะถูกกำหนดขอบเขตสิทธิ์และการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกับการบริหารจัดการพนักงานมนุษย์


Nvidia ได้เปิดตัวสองเทคโนโลยีใหม่ ได้แก่ Open Shell ซึ่งเป็นระบบกักกันเอเจนต์ที่ทำงานคล้ายเบราว์เซอร์เพื่อจำกัดสิทธิ์ของเอเจนต์ และ BlueField ซึ่งเป็นชิปเฝ้าระวังการทำงานของเอเจนต์ตลอดเวลาและจะยกระดับการเตือนภัยหากพบการฝ่าฝืนนโยบาย Huang เปรียบเทียบความปลอดภัยของ AI กับยุคเริ่มต้นของอินเทอร์เน็ตที่ผู้คนเคยกังวลเรื่องบัตรเครดิต แต่เมื่อทำให้อินเทอร์เน็ตปลอดภัยก็ก่อให้เกิดธุรกิจอย่าง Amazon, Netflix, Google และ X ดังนั้นความปลอดภัยและการพัฒนาเทคโนโลยีจึงเป็นเรื่องเดียวกัน เช่นเดียวกับระบบ Autopilot


ความสำเร็จของ Starship


มัสก์เล่าถึงความสำเร็จของ Starship ที่เดินทางสู่วงโคจรเป็นครั้งแรกและปล่อยดาวเทียม Starlink V3 ซึ่งมีขนาดปีกกว้างเท่าเครื่องบิน Boeing 737 นับเป็นยานที่มีขนาดใหญ่ที่สุดที่ถูกส่งสู่วงโคจรนับตั้งแต่ Skylab เขาคาดว่า Starship จะสามารถปล่อยจรวดได้ในอัตราสัปดาห์ละหนึ่งถึงสองครั้งในปีหน้า 


Starship ถูกออกแบบมาเพื่อขนส่งสัมภาระประมาณหนึ่งล้านตันไปยังดวงจันทร์และดาวอังคารเพื่อสร้างเมืองที่เติบโตได้ด้วยตนเอง นอกจากนี้ Starship จะขนส่งระบบประมวลผล AI สู่วงโคจรหลายร้อยกิกะวัตต์ต่อปี โดยพลังงาน 200 กิกะวัตต์คิดเป็นการเพิ่มขึ้น 40% ของการใช้พลังงานทั้งหมดในสหรัฐฯ 

โดย ทอม บราวน์ จาก Antropic อธิบายเกี่ยวกับการเปิดตัวโมเดล Opus 5.5 ว่า Opus 5.5 ช่วยเพิ่มระดับ IQ ให้กับโมเดล Super Intelligence ทำให้ผู้ใช้สามารถมอบหมายงานที่ซับซ้อนและใช้เวลานานขึ้นได้ โดยซอฟต์แวร์จำนวนมากในอนาคตจะถูกเขียนโดยโมเดลเหล่านี้ ซึ่งส่งผลให้ผลิตภัณฑ์และเครื่องมือดิจิทัลมีคุณภาพสูงขึ้นและมีราคาถูกลงเรื่อย ๆ


ผู้ดำเนินการเสวนาย้ำว่า Super Intelligence ได้ช่วยค้นหายาที่ช่วยชีวิตและส่งผลต่อการศึกษา พร้อมสอบถามถึงประโยชน์ในปัจจุบันและอนาคต 


เจนเซน หวงยกตัวอย่างการใช้งานส่วนตัวว่าใช้ Claude ในการทำวิจัย เปรียบเทียบแนวทาง และสร้างรายงานพร้อมกราฟสรุปได้ภายในสามนาที แทนที่จะต้องใช้เวลา 4-8 ชั่วโมงในวันหยุดเหมือนในอดีต

มัสก์เสริมว่า AI ช่วยผู้คนในการจัดระเบียบชีวิตและการทำงาน รวมถึงช่วยวิเคราะห์ภาพถ่าย X-ray หรือ MRI ได้อย่างถูกต้องในกรณีที่แพทย์วินิจฉัยผิดพลาด ซึ่งช่วยชีวิตคนไว้ได้หลายกรณี 


เสรีภาพในการพูดและ AI


เจนเซน หวง อธิบายว่า SI เป็นเครื่องมือ และการใส่ค่านิยมหรือการตัดสินลงไปอาจกระทบต่อประสิทธิภาพการใช้งาน เปรียบเหมือนมีดหั่นสเต๊กที่ต้องทำงานตามเจตนาของผู้ใช้ เช่น การทำงานของระบบป้องกันไซเบอร์ที่อาจมีลักษณะคล้ายการโจมตี


ส่วนผลการประชุมที่ทำเนียบขาว เจนเซน หวง เปิดเผยว่าได้ร่วมลงนามในแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยความปลอดภัยของ SI (Joint Declaration regarding SI Safety) ข้อตกลงดังกล่าวครอบคลุมถึงการตรวจทานและติดตามร่วมกัน คณะกรรมการพิเศษ การควบคุมภายใน และการตรวจสอบซึ่งกันและกันแทนที่จะตรวจงานตนเอง


ข้อตกลงนี้กำหนดให้มีการระบุเจตนาของผลิตภัณฑ์อย่างชัดเจน มีการควบคุมภายใน มีการตรวจสอบจากบุคคลที่สาม และการแบ่งปันแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดในอุตสาหกรรม โดยมีประธานาธิบดีทรัมป์เป็นผู้นำการประชุม

ที่มาข้อมูล : DWS News

ที่มารูปภาพ : Reuters