สภาสหรัฐฯ ลงมติจำกัดอำนาจทรัมป์ทำสงครามอิหร่าน

Share on Line Share on Facebook Share on X
สภาสหรัฐฯ ลงมติจำกัดอำนาจทรัมป์ทำสงครามอิหร่าน

สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ลงมติผ่านมาตรการที่มีเป้าหมายเพื่อยับยั้งและจำกัดอำนาจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ให้ดำเนินปฏิบัติการทางทหารเพิ่มเติมต่ออิหร่าน โดยผลการลงคะแนนคือ 215 ต่อ 208 เสียง ผ่านได้สำเร็จ หลังจากสมาชิกพรรครีพับลิกัน 4 คนลงคะแนนร่วมกับพรรคเดโมแครต นับเป็นการแสดงออกถึงความไม่เห็นด้วยต่อสงครามอย่างเปิดเผยที่เกิดขึ้นได้ยาก หลังจากสงครามดังกล่าวเริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งนี่ถือเป็นความพยายามครั้งที่ 4 ของสภาผู้แทนราษฎรในการจำกัดอำนาจการทำสงครามของทรัมป์ โดยฝ่ายวิจารณ์มองว่าไม่ได้รับการอนุมัติจากรัฐสภาตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด

มติดังกล่าวยังต้องได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาสหรัฐฯ ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของพรรครีพับลิกัน และแม้จะผ่านวุฒิสภาได้สำเร็จ ก็ยังไม่น่าจะสามารถยับยั้งปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านได้อย่างสมบูรณ์ เนื่องจากทรัมป์ยังสามารถใช้อำนาจวีโต้คัดค้านมาตรการนี้ได้ ซึ่งหากเกิดขึ้น รัฐสภาจะต้องรวบรวมเสียงสนับสนุนถึงสองในสามของทั้งสองสภาเพื่อคว่ำการวีโต้ของประธานาธิบดี

ก่อนหน้านี้ วุฒิสภาได้ผ่านขั้นตอนสำคัญของมติลักษณะเดียวกันในเดือนพฤษภาคม หลังจากความพยายาม 7 ครั้งก่อนหน้านี้ล้มเหลว แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้เข้าสู่การลงมติในที่ประชุมวุฒิสภาเต็มคณะ

ในการลงคะแนนของสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกพรรครีพับลิกัน 4 คน ได้แก่ โทมัส แมสซี, ไบรอัน ฟิซแพทริค, ทอม บาร์เรตต์ และ วอร์เรน เดวิดสัน ลงคะแนนร่วมกับเดโมแครตทั้งหมด ขณะที่ จาเร็ด โกลเดน ซึ่งเคยลงคะแนนคัดค้านมาตรการลักษณะเดียวกันมาก่อน ก็เปลี่ยนมาสนับสนุนในครั้งนี้

โดย ทอม บาร์เรตต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากรัฐมิชิแกน กล่าวว่า มีเพียงรัฐสภาเท่านั้นที่มีอำนาจประกาศสงคราม นั่นเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องปกป้องอย่างแน่นอน เมื่อถูกถามว่าเขากังวลหรือไม่ว่าจะถูกทรัมป์ตอบโต้ทางการเมืองจากการลงคะแนนครั้งนี้ บาร์เรตต์ตอบว่าเขาลงคะแนนตามมโนธรรมของตัวเอง ในสิ่งที่เชื่อว่าถูกต้อง และพร้อมยอมรับผลที่จะตามมา

การลงมติครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณล่าสุดที่สะท้อนให้เห็นถึงความแตกแยกภายในพรรครีพับลิกันของทรัมป์ โดยเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากสมาชิกสายอนุรักษนิยมในสภาคองเกรสก่อกระแสต่อต้านจนรัฐบาลต้องถอนแผนจัดตั้งกองทุนมูลค่า 1.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่มีเป้าหมายสนับสนุนพันธมิตรทางการเมืองภายใต้โครงการที่เรียกว่า “ต่อต้านการใช้รัฐเป็นอาวุธทางการเมือง”

ด้าน เกรกอรี มีคส์ สมาชิกเดโมแครตอาวุโสในคณะกรรมาธิการการต่างประเทศของสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่าผลการลงมติครั้งนี้ถือเป็นการตำหนิประธานาธิบดีทรัมป์อย่างมีนัยสำคัญจากทั้งสองพรรค ต่อสงครามอิหร่านที่ผิดกฎหมายและสิ้นเปลือง และเป็นก้าวแรกสู่การยุติสงครามครั้งนี้อย่างถาวร เขากล่าวเพิ่มเติมว่าทรัมป์ล้มเหลวในการบรรลุเป้าหมายที่ประกาศไว้ของสงคราม ขณะเดียวกันยังส่งผลให้ราคาพลังงานภายในประเทศปรับตัวสูงขึ้น และทำให้การหาทางออกทางการทูตต่อโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านยากยิ่งกว่าเดิม

มีคส์กล่าวว่า การผ่านมาตรการนี้ในวันนี้เป็นสัญญาณของจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะสมาชิกรีพับลิกันจำนวนมากขึ้นกำลังรับฟังประชาชนในเขตเลือกตั้งของตน ซึ่งไม่ต้องการเห็นสงครามไร้จุดสิ้นสุดอีกครั้งในตะวันออกกลาง

แม้ว่าจะมีข้อตกลงหยุดยิงแล้ว แต่สหรัฐฯ ยังคงโจมตีอิหร่านในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ขณะที่อิหร่านได้ตอบโต้ด้วยการโจมตีคูเวต ซึ่งเป็นพันธมิตรของสหรัฐฯ ก่อนการลงมติ ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบขาวอีกครั้งว่า การเจรจาเพื่อยุติสงครามกำลังดำเนินไปด้วยดีมาก และอาจสรุปข้อตกลงได้ภายในสุดสัปดาห์นี้

ประธานาธิบดีกล่าวเพิ่มเติมว่า เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ในรัฐบาลของเขาหวังที่จะยุติความขัดแย้งโดยเร็วผ่านข้อตกลง “โดยไม่ต้องฆ่าใครทั้งหมด” และกล่าวว่า “ในทางทฤษฎีแล้ว พวกเขาใกล้จะลงนามในเอกสารแล้ว จริง ๆ แล้วเราสามารถทำงานร่วมกับพวกเขาได้เป็นอย่างดี”

สรุปข่าว

สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ลงมติจำกัดอำนาจของทรัมป์ในการทำสงครามกับอิหร่าน โดยมีสมาชิกพรรครีพับลิกันร่วมเห็นชอบมตินี้ด้วย

สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ลงมติผ่านมาตรการที่มีเป้าหมายเพื่อยับยั้งและจำกัดอำนาจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ให้ดำเนินปฏิบัติการทางทหารเพิ่มเติมต่ออิหร่าน โดยผลการลงคะแนนคือ 215 ต่อ 208 เสียง ผ่านได้สำเร็จ หลังจากสมาชิกพรรครีพับลิกัน 4 คนลงคะแนนร่วมกับพรรคเดโมแครต นับเป็นการแสดงออกถึงความไม่เห็นด้วยต่อสงครามอย่างเปิดเผยที่เกิดขึ้นได้ยาก หลังจากสงครามดังกล่าวเริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งนี่ถือเป็นความพยายามครั้งที่ 4 ของสภาผู้แทนราษฎรในการจำกัดอำนาจการทำสงครามของทรัมป์ โดยฝ่ายวิจารณ์มองว่าไม่ได้รับการอนุมัติจากรัฐสภาตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด

มติดังกล่าวยังต้องได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาสหรัฐฯ ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของพรรครีพับลิกัน และแม้จะผ่านวุฒิสภาได้สำเร็จ ก็ยังไม่น่าจะสามารถยับยั้งปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านได้อย่างสมบูรณ์ เนื่องจากทรัมป์ยังสามารถใช้อำนาจวีโต้คัดค้านมาตรการนี้ได้ ซึ่งหากเกิดขึ้น รัฐสภาจะต้องรวบรวมเสียงสนับสนุนถึงสองในสามของทั้งสองสภาเพื่อคว่ำการวีโต้ของประธานาธิบดี

ก่อนหน้านี้ วุฒิสภาได้ผ่านขั้นตอนสำคัญของมติลักษณะเดียวกันในเดือนพฤษภาคม หลังจากความพยายาม 7 ครั้งก่อนหน้านี้ล้มเหลว แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้เข้าสู่การลงมติในที่ประชุมวุฒิสภาเต็มคณะ

ในการลงคะแนนของสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกพรรครีพับลิกัน 4 คน ได้แก่ โทมัส แมสซี, ไบรอัน ฟิซแพทริค, ทอม บาร์เรตต์ และ วอร์เรน เดวิดสัน ลงคะแนนร่วมกับเดโมแครตทั้งหมด ขณะที่ จาเร็ด โกลเดน ซึ่งเคยลงคะแนนคัดค้านมาตรการลักษณะเดียวกันมาก่อน ก็เปลี่ยนมาสนับสนุนในครั้งนี้

โดย ทอม บาร์เรตต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากรัฐมิชิแกน กล่าวว่า มีเพียงรัฐสภาเท่านั้นที่มีอำนาจประกาศสงคราม นั่นเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องปกป้องอย่างแน่นอน เมื่อถูกถามว่าเขากังวลหรือไม่ว่าจะถูกทรัมป์ตอบโต้ทางการเมืองจากการลงคะแนนครั้งนี้ บาร์เรตต์ตอบว่าเขาลงคะแนนตามมโนธรรมของตัวเอง ในสิ่งที่เชื่อว่าถูกต้อง และพร้อมยอมรับผลที่จะตามมา

การลงมติครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณล่าสุดที่สะท้อนให้เห็นถึงความแตกแยกภายในพรรครีพับลิกันของทรัมป์ โดยเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากสมาชิกสายอนุรักษนิยมในสภาคองเกรสก่อกระแสต่อต้านจนรัฐบาลต้องถอนแผนจัดตั้งกองทุนมูลค่า 1.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่มีเป้าหมายสนับสนุนพันธมิตรทางการเมืองภายใต้โครงการที่เรียกว่า “ต่อต้านการใช้รัฐเป็นอาวุธทางการเมือง”

ด้าน เกรกอรี มีคส์ สมาชิกเดโมแครตอาวุโสในคณะกรรมาธิการการต่างประเทศของสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่าผลการลงมติครั้งนี้ถือเป็นการตำหนิประธานาธิบดีทรัมป์อย่างมีนัยสำคัญจากทั้งสองพรรค ต่อสงครามอิหร่านที่ผิดกฎหมายและสิ้นเปลือง และเป็นก้าวแรกสู่การยุติสงครามครั้งนี้อย่างถาวร เขากล่าวเพิ่มเติมว่าทรัมป์ล้มเหลวในการบรรลุเป้าหมายที่ประกาศไว้ของสงคราม ขณะเดียวกันยังส่งผลให้ราคาพลังงานภายในประเทศปรับตัวสูงขึ้น และทำให้การหาทางออกทางการทูตต่อโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านยากยิ่งกว่าเดิม

มีคส์กล่าวว่า การผ่านมาตรการนี้ในวันนี้เป็นสัญญาณของจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะสมาชิกรีพับลิกันจำนวนมากขึ้นกำลังรับฟังประชาชนในเขตเลือกตั้งของตน ซึ่งไม่ต้องการเห็นสงครามไร้จุดสิ้นสุดอีกครั้งในตะวันออกกลาง

แม้ว่าจะมีข้อตกลงหยุดยิงแล้ว แต่สหรัฐฯ ยังคงโจมตีอิหร่านในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ขณะที่อิหร่านได้ตอบโต้ด้วยการโจมตีคูเวต ซึ่งเป็นพันธมิตรของสหรัฐฯ ก่อนการลงมติ ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบขาวอีกครั้งว่า การเจรจาเพื่อยุติสงครามกำลังดำเนินไปด้วยดีมาก และอาจสรุปข้อตกลงได้ภายในสุดสัปดาห์นี้

ประธานาธิบดีกล่าวเพิ่มเติมว่า เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ในรัฐบาลของเขาหวังที่จะยุติความขัดแย้งโดยเร็วผ่านข้อตกลง “โดยไม่ต้องฆ่าใครทั้งหมด” และกล่าวว่า “ในทางทฤษฎีแล้ว พวกเขาใกล้จะลงนามในเอกสารแล้ว จริง ๆ แล้วเราสามารถทำงานร่วมกับพวกเขาได้เป็นอย่างดี”

ที่มาข้อมูล : BBC

ที่มารูปภาพ : AFP